อยากรู้ราคาขายส่งปุ๋ยเคมีและแม่ปุ๋ยทุกสูตรเช็คที่นี่

ราคาปุ๋ยเคมีและแม่ปุ๋ยทุกสูตรวันนี้ถึง 31 ตุลาคม ปี 2555 เช็คที่นี่!!

การใช้ปุ๋ย 5 นางฟ้าทรงฉัตรกับพืชไร่

การใช้ปุ๋ย 5 นางฟ้าทรงฉัตรกับพืชไร่

       การใช้ปุ๋ย 5 นางฟ้าทรงฉัตรกับพืชไร่

  • อ้อย

       อ้อยเป็นพืชตระกลูหญ้า เจริญเติบโตได้ดีในประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน และกึ่งร้อน เขตปลูกอ้อยของโลกจำกัดอยู่ระหว่าง เส้นรุ้งที่ 35 องศาเหนือและใต้ อ้อยชอบแสงแดดจัดเพื่อการเจริญเติบโต และสร้างน้ำตาลสะสมไว้ในลำต้นอุณหภูมิที่อ้อยเจริญเติบโตได้ดีเฉลี่ยทั้งปีไม่ควรต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนแต่ละปีควรอนู่ระหว่าง 1,500-2,000 มิลลิเมตรต่อปี พื้นที่ที่สามารถปลูกอ้อยได้เริ่มตั้งแต่ระดับน้ำทะเลปานกลางไปจนถึงระดับสูง 500 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ในปี 2551 มีพื้นที่ปลูก 3-6.5 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 7.8 ล้านตัน

        ดินและปุ๋ยในอ้อยมีคำแนะนำดังนี้

       1.การใส่ปุ๋ยอ้อยก่อนใช้ทำเป็นท่อนพันธุ์

 จากผลการทดลองใส่ปุ๋ย 30-0-0 (กก. N- P2O- K2O/ไร่) สำหรับอ้อยอายุ 7-8 เดือน หลังใส่ปุ๋ย 1 เดือน เกษตรกรสามารถตัดไปเป็นท่อนพันธุ์ ทำให้เปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมากและเจริญเติบโตในช่วงแรกๆ ได้ ดีมาก

       2. จำนวนครั้งที่ใส่ปุ๋ย

       2.1 เขตชลประทาน ใส่ปุ๋ยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุอ้อย 1 เดือนหลังงอก โดยใส่ 1/2 N+P2O+K2O ครั้งทีสองใส่เมื่ออายุอ้อย 3 เดือนหลังงอก โดยใส่ปุ๋ย 1/2 N ที่เหลือ

       2.2 เขตอาศัยน้ำฝน ปกติส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย ใส่ปุ๋ย แบ่งใส่ 3 ครั้ง

       - รองก้นร่อง ใส่ปุ๋ย 9-3-9 (กก. N- P2O- K2O /ไร่)

       - ครั้งที่สองใส่ต้นฤดูฝนใส่ปุ๋ย 1/2 N+P2O+K2O

       - ครั้งที่สามใส่ปุ๋ยหลังจากครั้งที่สอง 2 เดือน ใส่ปุ๋ย 1/2 N ที่เหลือ

       3. ปลูกปุ๋ยพืชสดแล้วไถกลบก่อนปลูกอ้อย

       พืชตตระกลูถั่วที่แนะนำ คือ ถั่วพร้า และถั่วมาแฮะ สามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยได้ และยังปรับปรุงดินได้อีกด้วย

       4.ใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมี 5 นางฟ้าทรงฉัตร

       โดยใส่ปุ๋ยคอก เช่น มูลเป็ด มูลไก่ มูลวัว อัตรา 1 ตัน/ไร่ สามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยได้และช่วยปรับสภาพดินได้ด้วย

       5.ใส่ปุ๋ยหมักร่วมกับปุ๋ยเคมี 5 นางฟ้าทรงฉัตร

       โดยใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 2 ตัน/ไร่ ใส่ครั้งแรกทั้งหมด สามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยได้

       6.ประเภทของปุ๋ยไนโตรเจน

        ในเขตพื้นที่ดินทราย ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต มีแนวโน้มให้ผลผลิตสูงกว่าการใส่ปุ๋ยยูเรีย และปุ๋ยแอมโมเนียมคลอไรด์

       7.ใช้ใบและยอดอ้อยคลุมแปลง

       หรือไถกลบใบอ้อยร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยได้ดีกว่าแปลงอ้อยที่เผาใบอ้อย

       8.การใช้ปุ๋ยระยะยาวในเขตชลประทาน

       พบว่าการใช้ปุ๋ย N P K ครบทั้งสามธาตุให้ผลผลิตอ้อยดีกว่าการใช้ปุ๋ยไม่ครบสามธาตุ คือ N, NP, NK

       9.การใช้หินปูนบด

       ในดินร่วนปนทรายที่มี pH เป็นกรด ใช้หินปูนบดละเอียด อัตรา 200 กก./ไร่ สามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยได้

       10.การใช้เศษเหลือจากโรงงาน

       พบว่าใช้เศษเหลือจากโรงงานเป็นแหล่งทดแทนไนโตรเจนได้เป็นอย่างดีโดยใช้ชนิดน้ำอัตรา 400 ลิตร/ไร่ และชนิดแห้งอัตรา 1.2 ตัน/ไร่ ได้ผลผลิตเท่าๆกับการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราเท่าๆ กัน คือ 12 กก.N/ไร่

       11.ปริมาณไนโตรเจน

      11.1 เขตชลประทาน อ้อยปลูกใช้ 12 กก.N/ไร่ อ้อยตอใช้ 24 กก.N/ไร่

       11.2 เขตอาศัยน้ำฝน อ้อยปลูกใช้ 10 กก.N/ไร่ อ้อยตอใช้ 18 กก.N/ไร่

       12.ปริมาณฟอสฟอรัส

      12.1 เขตชลประทาน อ้อยปลูกใช้ P2O5 6 กก./ไร่ อ้อยตอใช้ P2O5  กก./ไร่

        12.2 เขตอาศัยน้ำฝน อ้อยปลูกใช้ P2O5  6 กก./ไร่ อ้อยตอใช้ P2O5 9 กก./ไร่

       13.ปริมาณโพแทสเซียม

      13.1 เขตชลประทาน อ้อยปลูกใช้ K2O 12 กก./ไร่ อ้อยตอใช้ K2O 24 กก./ไร่

       13.2 เขตอาศัยน้ำฝน อ้อยปลูก K2O 12 กก./ไร่ อ้อยตอใช้ K2O 18 กก./ไร่

       14 การจัดการดินและปุ๋ยอ้อย

       ตามปกติลักษณะตามกายภาพของดินจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของเนื้อดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ดินทราย ดินร่วน และดินเหนียว เมื่อมีการเปิดป่าทำการปลูกอ้อยใหม่ๆโครงสร้างของดินจะมีคุณสมบัติอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ หลังจากการปลูกอ้อยต่อเนื่องมาเรื่อยๆ โครงสร้างของดิน จะเสื่อมลงเนื่องจาก

       14.1 การไถพรวนบ่อยครั้งและไม่ถูกวิธีไถพรวนจนดินละเอียดเป็นฝุ่น จะทำให้อนุภาคแยกตัวออกจากกัน อนุภาคบางเรียงตัวเป็นแผ่นแข็งๆ ฉาบผิวดิน ทำให้ยอดอ้อยแทงทะลุขึ้นมาได้ยาก เมื่อเวลาฝนตกจะไม่มีน้ำซึมลงไปข้างล่างดินจะเก็บน้ำไว้ได้น้อย เมื่อฝนแล้งอ้อยจะเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว

       14.2 การไถพรวนที่ระดับความลึกระดับเดี่ยวกันนาน ทำให้ชั้นดินถูกขอบจานไถกดซ้ำเล่าจนเป็นแผ่นทึบ หรือเรียกว่าดินด่าน รากอ้อยไม่สามารถแทงทะลุได้ อ้อยจะชะงักการเจริญเติบโตและยังทำให้อินทรียวัตถุในดินหมดไป ดินใต้รอยไถจะแน่นทึบเก็บน้ำและอากาศไว้ได้น้อย การเจริญเติบโต การดูดน้ำและธาตุอาหารของต้นอ้อยจะถูกจำกัด

       14.3 การเผาอ้อยเป็นการเผาทำลายเศษซากพืชและอินทรียวัตถุ

       14.4การใช้รถบรรทุกเหยียบย่ำในแปลงน้ำหนักของรถบรรทุกบวกกับอ้อยที่บรรทุกขนาด 25-40 ตัน จะทำให้เกิดความกดดินถึง 15.3 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ถ้าดินแห้งทำให้บริเวณผิวดินระดับ 15 เซนติเมตรแน่นทึบ แต่ถ้าดินเปียกแรงกดของรถบรรทุกจะทำให้ดินแน่นไปจนถึงระดับ 50 เซนติเมตร ผลการทดลองยังพบว่า ถ้าความหนาแน่นของดินเพิ่มขึ้นจาก 1.4 ลูกบาศก์เซนติเมตร ทุกๆ 0.1 หน่วย ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง 1.2 ตันต่อไร่

       14.5 การใช้เครื่องมีตัดอ้อยขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายและจะเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ ในอนาคต น้ำหนักรถตัดอ้อยขนาดใหญ่นี้จะกดทึบให้ดินแน่นขึ้นโดยเฉพาะทำการเก็บเกี่ยวอ้อยขณะดินเปียกชื้น

       15.การปรับปรุงบำรุงดินในไร่อ้อย

      15.1 ถ้าเกิดดินดานให้ใช้ไถสิ่วหรือไถเปิดดานติดรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบที่มีกำลังสูงลากไถสิ่วคู่ระยะ 1 เมตร ไถลึกประมาณ 75 เซนติเมตร การไถควรทำในขณะที่ดินแห้งจัดเพื่อให้ดินดานแตกตัวง่ายไม่ควรไถเมื่อดินเปียกขึ้นเพราะจะทำให้ไม่ได้ผล เนื่องจากดินแตกตัวยากและจะคืนตัวได้ง่าย การไถเปิดดินดานครั้งหนึ่งๆ จะอยู่ได้นานหลายปีถ้ามีการเตรียมดินได้อย่างถูกต้อง

       15.2 เตรียมดินโดยการไถพรวนจนละเอียดเป็นฝุ่น เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะดินที่ละเอียดเหล่านี้จะลงไปอุดอยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดดินทำให้การระบายน้ำ และอากาศไม่ดี

       15.3 เตรียมดินโดยใช้ไถหัวหมูสลับกันบ้าง เพื่อให้ความลึกของรอยไถไม่อยู่ระดับเดิมซ้ำอยู่เสมอๆ

       15.4 ไม่เผาใบอ้อย เพราะเป็นการทำให้อินทรียวัตถุหมดไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การที่มีใบอ้อยคลุมดินจะช่วยลดการกดทับขอรถบรรทุกและรถตัดอ้อย

       15.5 ควรเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน เช่นการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือเศษเหลือจากโรงงานน้ำตาล เช่น กากชานอ้อย (bagasse) หรือกากตะกอนหม้อกรอง (Filter cake)

       15.6 การใช้ปุ๋ยพืชสด ทำการปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบก่อนปลูกอ้อย เมื่ออ้อยตอ 3 ผลผลิตอ้อยลดลงแล้วจะทำการไถรื้อตอ แล้วหว่านเมล็ดถั่วพร้าหรื่อถั่วมะแฮะ ทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน หรื่อเมื่อถั่วออกดอกจากนั้นจึงใช้จอบหมุนตีกลบทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ต้นถั่วสลายตัว ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมา แล้วจึงทำการเตรียมดินปลูกอ้อยตามปกติ ซึ่งพบว่าอ้อยมีการเจริญเติบโตสม่ำเสมอดีมาก

        การใช้ปุ๋ยกับอ้อย

       การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

รายการวิเคราะห์

อัตราปุ๋ยที่ใส่

ต้นทุนการใช้ปุ๋ย (บาท)

อ้อยปลูก

อ้อยตอ

อ้อยปลูก

อ้อยตอ

1)อินทรียวัตถุ (%)

< 1.0

1.0-2.0

> 2.0

 

ปุ๋ย N 12 กก./ไร่

ปุ๋ย N 12 กก./ไร่

ปุ๋ย N 6 กก./ไร่

 

ปุ๋ย N 18 กก./ไร่

ปุ๋ย N 18 กก./ไร่

ปุ๋ย N 12 กก./ไร่

 

427

427

427

 

645

645

854

2)ฟอสฟอรัส

(P, มก./กก.)

< 15

15-30

> 30

ปุ๋ย P2O5 6 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O5 6 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O5 3 กก./ไร่

 

ปุ๋ย P2O5 9 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O5 9 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O5 6 กก./ไร่

 

239

239

239

368

368

478

3)โพแทสเซียม

(K, มก./กก.)

< 60

60-90

> 90

ปุ๋ย K2O 12 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 12 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 6 กก./ไร่

 

 

ปุ๋ย K2O 18 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 18 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 12 กก./ไร่

 

202

202

101

303

303

202

การใช้ปุ๋ยตามลัษณะเนื้อดิน

เนื้อดิน

ปริมาณธาตุอาหารที่แนะนำ

ต้นทุนการใช้ปุ๋ย

อ้อยปลูก

อ้อยตอ

อ้อยปลูก

อ้อยตอ

1.ดินทราย

ดินร่วนทราย

15-7-18

15-7-18

20-8-20

20-8-20

868

868

1316

1316

2.ดินเหนียว

ดินร่วนเหนียว

15-7-18

15-7-18

20-8-20

20-8-20

767

767

1736

1736

 

  • มันสำปาหลัง

       มันสำปะหลังเป็นพืชเศษฐกิจพิชหนึ่งที่สำคัญของโลก เพราะเป็นแหล่งผลิตคาร์โบไฮเดรตสูงสุดเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด ตั้งแต่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งพืชชนิดอื่นเจริญเติบโตไม่ดีกระทั่งดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง มันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ไม่ดีในดินเค็ม และดินน้ำแช่ขังนานๆ มันสำปะหลังเป็นพืชทนแล้ง และเป็นพืชที่มีโรคแมลงทำลายน้อย

       แหล่งปลูกมันสำปะหลังของไทยส่วนใหญ่เป็นดินทราย ดินร่วนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 6.74 ล้านไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 18-19 ล้านตัน และนำรายได้ประเทศปีละมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการเพาะปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในพื้นที่ 3.56 ล้านไร่ คือประมาณร้อยละ 53 ของประเทศ ได้ผลผลิตประมาณ 9.40 ล้านตัน (ปี 2546) และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 2.25 ตัน

       งานวิจัยใช้ปุ๋ยมัยมันสำปะหลังเริ่มตั้งแต่ปี 2497 ในสภาพธรรมชาติเป็นปรกติ ดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีการตกกระจายของฝนถูกต้องตามฤดูกาล การเพาะปลูกมันสำปะหลังได้รับผลตอบแทนสูง เพราะมันสำปะหลังซึ่งเป็นพันุ์ดั้งเดิมมีการเจริญเติบโตสมบูรณ์ดี มีการทดลองวิจัยเพื่อทราบประสิทธิภาพของปุ๋ย แถบจังหวัดชลบุรี ระยอง ซึ่งเป็นดินทราย ดินร่วนทราย และดินร่วนเหนียวปนทราย มันสำปะหลังมีการตอบสนองต่อปุ๋ยต่ำเพียงร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีคำแนะนำการใช้ปุ๋ยกับมันสำปะหลังอัตรา 8-8-4 กก./ไร่ ต่อจากนั้นอีกประมาณ 10-15 ปี ได้รับความร่วมมือช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยเฉพาะองค์การอาหารและเกษตรแห้งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อเก็บข้อมูลดินและการตอบสนองต่อปุ๋ยของมันสำปะหลัง โดยทดลองใช้ปุ๋ยสัดส่วนต่างๆ ของธาตุอาหาร NPK มีการใช้ปุ๋ยอัตรา 8-8-4 กก./ไร่ เป็นหลัก แถบภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยได้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยกับมันสำปะหลังอัตรา 8-8-8 กก./ไร่พบการตอบสนองต่อปุ๋ยซึ่งเป็นตัวชี้สถานะความอุดมสมบูรร์ของดิน มีศักยภาพในการผลิตแตกต่างๆ กันในดิน 3 ชุดดินหรือชุดดินวาริน> ชุดดินโคราช> ชุดดินยโสธร

       ทางด้านการต้องการธาตุอาหาร พบว่ามันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 1 ดูดกินธาตุอาหาร N และ K2O เท่ากับ 15.2(49%) และ 12.4(40%) กก./ไร่ ตามลำดับ ขณะดูดกิน P2O5 เพียง 3.6 (11%) กก./ไร่

       การศึกษาวิธีการใส่ระยะและอัตราปุ๋ยที่เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและต้นทุนต่ำจากการใช้ปุ๋ยเคมีพบว่า การใส่ปุ๋ยทั้งหมดครั้งเดียวในหลุมที่เจาะสองข้างลำต้นและกลบปุ๋ย ใส่เมื่ออายุ 1-3 เดือนหลังปลูกเหมาะสมที่สุด ใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) อัตรา 8-24 กก.N/ไร่ ใช้ปุ๋ยทริปเปิลวูเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0) อัตรา 8-16 P2O5 ต่อไร่ และใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60)อัตรา 8-16 กก.K2O ต่อไร่ เหมาะสมและพบว่าปฏิกิริยาสัมพันธุ์ของ N:K ที่เหมาะสมเท่ากับสัดส่วน 1:1 ถึง 1:2

       คำแนะนำการใช้ปุ๋ยกับมันสำปะหลัง

       1.ใช้ปุ๋ยเคมีอัตรา 16-8-16 กก./ไร่ ใส่ปุ๋ยสองข้างต้นมันสำปะหลังและกลบปุ๋ยครั้งเดียวหลังปลูก 1-3 เดือนหรือหลังกำจัดวัชพืชครั้งแรก เมื่อดินมีความชื้นพอเหมาะ

        2. เพื่อการผลิตมันสำปะหลังอย่างยั่งยืนด้วยการใช้ปุ๋ยผสมผสานของปุ๋ยเคมีอัตรา 16-8-16 กก./ไร่ ร่วมกับใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 1-2 ตัน/ไร่ หรือร่วมกับปุ๋ยคอก 500 กก./ไร่และการป้องกันชะล้างหน้าดินเมื่อพื้นที่ดินมีความลาดเอียด 6-8% และเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมีจึงแนะนำให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

การใช้ปุ๋ยกับมันสำปะหลัง

1.1 การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

รายการวิเคราะห์

อัตราปุ๋ยที่ใส่

ต้นทุนการใช้ปุ๋ย (บาท)

1. อินทรียวัตถุ (OM,%)

<1

1-2

>2

 

ปุ๋ย N 16 กก./ไร่

ปุ๋ย N 16 กก./ไร่

ปุ๋ย N 16 กก./ไร่

 

570

285

142

2. ฟอสฟอรัส (P, มก./กก.)

<7

7-30

>30

 

ปุ๋ย P2O5 8 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O5 4 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O5 0 กก./ไร่

 

313

156

0

3.โพแทสเซียม (K, มก./ไร่)

<30

30-60

>60

 

ปุ๋ย K2O 16 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 8 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 4 กก./ไร่

 

274

137

68

 

1.2 การใช้ปุ๋ยตามลักษณะเนื้อดิน

ลักษณะเนื้อดิน

อัตราปุ๋ยที่ใช้

N- P2O5- K2O

(กก./ไร่)

สูตรปุ๋ย

อัตราปุ๋ย

(กก./ไร่)

ต้นทุนการใช้ปุ๋ย

(บาท)

ดินทราย

16-8-16

15-7-18

100

963

ดินร่วนทราย

16-8-16

15-7-18

100

963

ดินร่วนเหนียว

8-4-8

15-7-18

50

481

ดินเหนียวเป็นกรด

4-4-8

15-15-15

30-40

376-502

 

 

       วิธีการใส่ปุ๋ย

       1. ใช้ปุ๋ยเคมีอัตรา 16-8-16 กก./ไร่ ใส่สองข้างต้นมันสำปะหลังระยะปลูก 11 เมตร หรือ 10.80 เมตร แล้วกลบปุ๋ยครั้งเดียวหลังปลูก 1-3 เดือน หรือหลังกำจัดวัชพืชครั้งแรก เมื่อดินมีความชื้นพอเหมาะ

        2. เพื่อการผลิตมันสำปะหลังอย่างยั่งยืนใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน โดยใช้ปุ๋ยเคมีอัตรา 16-8-16 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 1-2 ตัน/ไร่ หรือร่วมกับการไถกลบซากต้นใบสด 3 ตัน/ไร่ หรือกับปุ๋ยคอก 500 กก./ไร่ และการป้องกันชะล้างหน้าดินเมื่อพื้นที่ดินมีความลาดเอียด 6-8 %

  • ข้าวโพด

       ข้าวโพดเป็นพืชที่มีฐานพันธุกรรมกว้างสามารถปรับตัวสภาพแวดล้อมทั้งดินและสภาพอากาศได้อย่างกว้างขวาง ข้าวโพดแบ่งออกได้หลายประเภทและเป็นพืชที่ความต้องการเพื่อการใช้ประโยชน์หลากหลาย ทั้งปลูกเพื่อใช้เมล็ดเป็นอาหารหลักของมนุษย์และสัตว์ หรือปลูกเพื่อทำเป็นอาหารสัตว์ทั้งชนิดต้นสด หญ้าหมักและหญ้าแห้ง ข้าวโพดส่วนใหญ่ ปลูกในเขตอากาศร้อนสามารถขึ้นได้ตั้งแต่ความสูงระดับน้ำทะเลตลอดจนถึงระดับความสูง 2,000-3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากการจำแนกพื้นที่ปลูกข้าวโพดของ Trewartha และ Horn (1980) พบว่าข้าวโพดสามารถให้ผลผลิตสูงในสภาพภูมิอากาศกึ่งร้อน และเขตอบอุ่น พื้นที่ปลูกข้าวโพดที่สำคัญและมีศักยภาพให้ผลผลิตสูงจะมีอุณหภูมิในช่วงปลูกระหว่าง 23-27 องศาเซลเซียส ข้าวโพดไม่สามารถปลูกในสภาพพื้นที่ที่อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 19 องศาเซลเซียส หรือในสภาพอุณหภูมิกลางคืนในช่วงฤดูปลูกข้าวโพดต่ำกว่า 13 องศาเซลเซียส โดยทั้วไปข้าวโพดมีความต้องการปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูปลูกประมาณ 450-600 มิลลิเมตร

         ข้าวโพดสามารถขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิดแต่จะให้ผลผลิตต่างกันในดินแต่ละชนิดที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดควรเป็นเนื้อดินร่วนเหนียวปนทราย ที่ง่ายต่อการเตรียมดินและการเก็บกักความชื้น ในสภาพดินเหนียวดินจะมีคุณสมบัติในการเก็บกักน้ำและมีอินทรียวัตถุสูงกว่าดินทราย แต่จะยากลำบากต่อการเตรียมดินและอาจเกิดภาวะน้ำท่วมขังได้ง่าย ดินที่เป็นทรายจัดจะขาดความอุดมสมบูรณ์และข้าวโพดมักขาดน้ำ ข้าวโพดสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพความลึกของหน้าดินประมาณ 60 เซนติเมตรและเป็นดินที่สามารถระบายน้ำได้ดี

       ข้าวโพดขึ้นได้ดีในดินที่มีค่า pH 4-9 และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพ pH 5-8 ดินที่มีค่าความเป็นกรดหรือด่างสูงจะทำให้ธาตุอาหารเป็นพิษ เช่นในดิน pH 5 หรือต่ำกว่าอาจจะทำให้เกิดความเป็นพิษของธาตุอลูมินัม (AI) แมงกานีส (Mn) และเหล็ก (Fe) ถึงแม้ว่าข้าวโพดจะเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพดินกรดปานกลางก็ตาม แต่จะทำให้ผลผลิตของข้าวดพดลดลง ส่วนในดินที่มี pH สุงจะทำให้ธาตุฟอสฟอรัส (P) สังกะสี (Zn) และเหล็ก (Fe) ที่เป็นประโยชน์ต่อข้าวโพดลดลง จากการศึกษาจากนักวิชาการต่างๆ พบว่า pH ที่เหมาะสมกับการให้ผลผลิตที่ดี จะมีความเป็นกรดเล็กน้อย มีค่า pH อยู่ในช่วง 6-7 พื้นที่ปลูกข้าวโพดที่ดีไม่มีผลกระทบจากกระบวนการชะล้างพังทลาย ดินที่มีความลาดชันสูงทำให้มีความสูญเสียความอุดมสมบูรณ์จากหน้าดิน

       ในสภาพการปลูกข้าวโพดในภูมิอากาศเขตร้อนหรือเขตกึ่งร้อนพื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตอาศัยน้ำฝนทำให้ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการปลูกและการให้ผลผลิตของข้าวโพดขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและการกระจายของฝนในช่วงฤดูปลูกข้าวโพดต้องการปริมาณแสงแดดมาก ฉะนั้นปลูกข้าวโพดในฤดูฝนที่ท้องฟ้ามีเมตครึ้มจะทำให้ผลผลิตของข้าวโพดต่ำกว่าการปลูกข้าวโพดในต้นฤดูฝนที่ท้องฟ้าแจ่มใสกว่า

        ความต้องการธาตุอาหารของข้าวโพด พบว่าธาตุไนโตรเจน (N) มีบทบาทสำคัญต่อข้าวโพดตลอดอายุการเจริญเติบโต ตั้งแต่ระยะการเจริญเติบโตแรกจนสร้างเมล็ด ระยะที่ปลูกข้าวโพดต้องการธาตุไนโตรเจนมากที่สุดคือระยะที่ข้าวโพดออกดอกตัวผู้และตัวเมีย จากการวิเคราะห์ทางเคมี พบว่าช่วงอายุข้าวโพดประมาณ 18-30 วัน และ 39-65 วัน ปริมาณดูดธาตุไนโตรเจนสูงถึง 7 กก./ไร่ และ 50 กก./ไร่ ตามลำดับ ดังนั้นในช่วงอายุการเจริญเติบโตหากปริมาณธาตุไนโตรเจนในดินมีไม่เพียงพอจะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวโพดธาตุอาหารฟอสฟอรัส นับเป็นธาตุอาหารที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของข้าวโพดไม่น้อยไปกว่าธาตุไนโตรเจน จากการศึกษาว่าข้าวโพดตอบสนองต่อปุ๋ยฟอสฟอรัสตลอดฤดูปลุกเช่นกัน แต่มีความต้องการในระยะเริ่มแรกมากกว่าระยะอื่นๆ อย่างไรก็ตามในระยะที่ข้าวโพดออกดอกตัวผู้และตัวเมีย ธาตุฟอสฟอรัสก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับต้นและเมล็ดเช่นกันและพบว่าการดูดใช้ธาตุฟอสฟอรัสจากดินของรากข้าวโพดจะเพิ่มขึ้นกระทั่งเมื่อรากเจริญเติบโตเต็มที่ ฉะนั้นจากเหตุดังกล่าวจึงแนะนำให้ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตทั้งหมดตั้งแต่ตอนปลูก

       โพแทสเซียมเป็นธาตุอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตและความแข็งแรงของลำต้นและการสร้างเมล็ดแต่ในสภาพดินปลูกข้าวโพดมีธาตุดังกล่าวอยู่สูง จึงมักไม่พบว่าธาตุนี้มีปัญหาต่อการเจริญเติบโตของข้าวโพด จากเอกสารพบว่าหนึ่งในสามของธาตุโพแทสเซียมนี้ข้าวโพดจะนำไปใช้ในการสร้างเมล็ด และที่เหลือสองในสามจะอยู่ในลำต้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในที่สุดจะถูกไถกลบลงสู่ดินตามเดิม

       การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินกับข้าวโพดสีเหลืองและข้าวโพดฝักสดเป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยทำให้สามารถลดปริมาณปุ๋ย N, P และ K ลง หรือทำให้ประหยัดค่าปุ๋ยเคมี

 

 

 

 

 

 

 

การใช้ปุ๋ยกับข้าวโพด

       21.ข้าวโพดสีเหลือง

              2.1.1 การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

รายการวิเคราะห์

อัตราปุ๋ยที่ใส่

ต้นทุนการใช้(บาท)

1) อินทรียวัตถุ (OM,%)

<1

1-2

>2

 

ปุ๋ย N 20 กก./ไร่

ปุ๋ย N 15-10 กก./ไร่

ปุ๋ย N 5-10 กก./ไร่

 

ใส่ปุ๋ย N 2-3 ส่วนรองก้นร่องตอนปลูกและส่วนที่เหลือใส่เมื่อข้าวโพด อายุได้ 30 วัน

2.) ฟอสฟอรัส (P,มก./กก)

<10

10-15

>15

 

ปุ๋ย P2O510 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O510-5 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O55-0 กก./ไร่

 

ใส่รองก้นร่องตอนปลูก

3) โพแทสเซียม (K, มก./กก)

<60

60-100

>100

 

ปุ๋ย K2O 10 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 10-5 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 5-0 กก./ไร่

 

 

ใส่รองก้นร่องตอนปลูก

 

2.1.2 การใช้ปุ๋ยตามลักษณะดิน

ลักษณธเนื้อดิน

ปริมาณธาตุอาหารแนะนำ

N-P2O5-K2O

(กก./ไร่)

สูตรปุ๋ย

ที่แนะนำ

วิธีการใส่ปุ๋ย

ดินเหนียวสีดำ

ดินร่วนเหนียวสีน้ำตาล

10-10-0

16-20-0

ใส่ปุ๋ยสูตร 20-20-0 อัตรา 50 กก./ไร่ รองก้นร่องตอนปลูก

ดินเหนียวสีแดง

ดิยร่วนเหนียว

15-10-0

16-20-0

ใส่ปุ๋ยสูตร 20-20-0 อัตรา 50 กก./ไร่ รองก้นร่องตอนปลูก และใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 11 กก./ไร่ เมื่อข้าวโพดอายุได้ 30 วัน

ดินร่วนปนทราย

 

15-15-15

หรือ

(16-16-16)

ร่วมกับ

30-0-0

ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 50 กก./ไร่ รองก้นร่องตอนปลูก และใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 11 กก./ไร่ เมื่อข้าวโพดอายุได้ 30 วัน

       2.2 ข้าวโพดฝักสด

       2.2.1 การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

รายการวิเคราะห์

อัตราปุ๋ยที่ใส่

วิธีการใส่ปุ๋ย

1) อินทรียวัตถุ (OM,%)

<1

1-2

>2

 

ปุ๋ย N 30 กก./ไร่

ปุ๋ย N 20 กก./ไร่

ปุ๋ย N 15 กก./ไร่

 

ใส่ปุ๋ย N 2/3 ส่วนรองก้นตอนปลูกและส่วนที่เหลือ ใส่เมื่อข้าวโพดอายุ 30 วัน

2.) ฟอสฟอรัส (P,มก./กก)

<10

10-15

>15

 

ปุ๋ย P2O510 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O5 10-5 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O5 5-0 กก./ไร่

 

ใส่ปุ๋ย P รองก้นร่องตอนปลูก

 

3) โพแทสเซียม (K, มก./กก)

 

60-100

>100

 

ปุ๋ย K2O 10 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 10-5 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 5-0 กก./ไร่

 

ใส่ปุ๋ย K รองก้นร่องตอนปลูก

 

       2.2.2 การใช้ปุ๋ยตามลักษณะเนื้อดิน

ลักษณะเนื้อดิน

ปริมาณธาตุอาหารแนะนำ

N-P2O5-K2O

สูตรปุ๋ย

ที่แนะนำ

วิธีการใส่ปุ๋ย

ดินเหนียว

ดินร่วนเหนียว

25-7-7

16-8-8

ใส่ปุ๋ยสูตร 16-8-8 อัตรา 50 กก./ไร่ รองก้นร่องตอนปลูก และใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 44 กก./ไร่ เมื่อข้าวโพดอายุได้ 30 วัน

ดินทราย

25-7-7

15-15-15

ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 67 กก./ไร่ รองก้นร่องตอนปลูก และใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 44 กก./ไร่ เมื่อข้าวโพดอายุได้ 30 วัน

 

 

  • พืชตระกูลถั่ว (ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิสง)

       พืชตระกลูถั่วที่จัดได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของเกษตรกร ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิสง แต่ปัญหาที่เกษตรกรผู้ปลูกถั่วส่วนใหญ่ประสบ คือ ไม่สามารถปลูกถั่วให้ได้ผลผลิตสูงแม้จะมีการใช้ปุ๋ยช่วยในปริมาณมากและผลผลิตที่ได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เช่น ถั่วเหลือง ให้ผลผลิตเฉลี่ย 226 กก.ต่อไร่เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาหรือบราชิลแล้วจะอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาก ทำให้การส่งเสริมการปลูกถั่วของไทยไม่ขยายตัวไปเท่าที่คาดหวังไว้และนับวันพื้นที่ปลูกถั่ว มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆเช่นพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง เดิมมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 1.5 ล้านไร่ ปัจุจบันเหลือเพียงประมาณ 1.3 ล้านไร่ ทั้งๆ ที่ผลผลิตของถั่วเหลืองไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศกล่าวคือ ปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองมีประมาณ 300,000 ตันต่อปี หรือผลผลิตได้เพียงประมาณ ร้อยละ 20 ของความต้องการใช้ภายในประเทศนั้น ในแต่ละปีจึงต้องสั่งนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราชิล แคนาดา อาร์เจนตินา เป็นส่วนใหญ่จำนวนกว่า 1 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่าหมื่นล้านบาท และมีแนวโน้วจะมีการสั่งนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

       ดังนั้นแนวทางในการที่จะเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชถั่วเศรษฐกิจต่างๆ โดยการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม คลุกกับเมล็ดถั่วก่อนปลูก เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยให้เกษตรกรประสบความสำเร็จได้ เพราะนอกจากช่วยเพิ่มคุณภาพของผลผลิต และลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการประหยัดเงินตรา ที่จะรั่วไหลออกต่างประเทศ โดยประมาณว่าเกษตรกรใช้ได้ระดับหนึ่ง โดยประมาณว่าเกษตรกรใช้ปุ๋ยไนโตรเจนกับพืชตระกูลถั่วประมาณ 20-30 กก.ต่อไร่ (ปริมาณน้อยที่สุดที่ใช้) คิดเป็นเงินค่าปุ๋ยยูเรีย ที่เกษตรกรใช้ประมาณไร่ละ 240-360 บาท เมื่อคิดพื้นที่ปลูกถั่วทั้งหมด ที่มีประมาณ 4 ล้านไร่ จะเสียเงินในการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อปลูกถั่วปีละประมาณ 960-1,400 ล้านบาท ถ้าหากเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพ ไรโซเบียมแทนปุ๋ยไนโตรเจน จะช่วยลดต้นทุนการผลิต หรือลดการใช้ปุ๋ยได้ปีละ 960-1,400 ล้านบาท

       ไนโตรเจน เป็นธาตุอาหารหลักอันดับแรกของพืชที่มีความสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโต และเพิ่มผลผลิตของพืช ซึ่งพืชตระกูลถั่วจัดได้ว่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนอีกชนิดหนึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้และไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากในการเปลี่ยนเป็นโปรตีน ที่สำคัญพบว่าดินโดยทั่วไป เช่น ดินทราย ดินร่วนทราย มักจะขาดธาตุไนโตรเจน อย่างไรก็ตามพืชตระกูลถั่ว จะมีจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘ไรโซเบียม’ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์พวกแบคที่เรีย เมื่อไปสร้างปมที่รากถั่วแล้วจะมีคุณสมบัติพิเศษ คือสามารถดึงเอาก๊าชไนโตรเจนที่มีอยู่มากมายในอากาศ มาสร้างเป็นสารประกอบไนโตรเจนให้พืชตระกูลถั่วนำไปใช้ในการเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิต และอาจมีบางส่วนที่เหลือจะถูกปลดปล่อยลงสู่ดิน หรือกล่าวได้ว่า ไรโชเบียมเปรียบเสมือนโรงงานสร้างปุ๋ยไนโตรเจนให้กับพืชตระกูลถั่วที่อาศัยนั่นเอง ดังนั้นถ้าใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมที่มีประสิทธิถภาพกับถั่วนั้นๆ อย่างถูกต้อง รู้และเข้าใจเกี่ยวกับปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมแล้ว ให้เกษตรกรมั่นใจได้ว่า ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม สามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีไนโตรเจนได้ 100%

       ในการใช้ปุ๋ยไรโซเบียมกับถั่วเหลืองพบว่าในเขตภาคเหนือที่มีการปลูกถั่วเหลืองมากที่สุดจะข่วยเพิ่มผลผลิตได้เฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 12-20 ภาคกลาง เฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 20-25 ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือผลผลิตเพิ่มมากที่สุดถึงร้อยละ 80-220 ทั้งนี้พบว่าในสภาพดินที่เลว หรือค่อนข้างเลว เช่น ดินร่วนทราย ดินทราย ดินที่เคยปลูกถั่วมาก่อนหรือปลูกแต่เลิกปลูกไปนานหลายปีมักมีปริมาณเชื้อไรโซเบียมน้อนหรือไม่มีเลย เมื่อปลูกถั่วจะทำให้การเจริญเติบโตได้ไม่ดีให้ผลผลิตต่ำ แต่เมื่อใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ถั่วเจริญเติโตได้ดีมีความสมบูรณ์ให้ผลผลิตสูงและผลผลิตมีคุณภาพดี

       ทำไมต้องใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม

       ดังที่กล่าวมาแล้วพืชตระกูลถั่วเป็นพิชที่มีปริมาณโปรตีนสูงมากชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะถั่วเหลือง จะมีโปรตีน ประมาณ 40%  และการที่มีโปรตีนสูง ถั่วเหลืองจึงมีความต้องการธาตุไนโตรเจนสูงด้วย ถ้ามีการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ไรโซเบียมโดยเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว และปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ คือ ดินทราย ดินร่วน เป็นต้น หากใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่น้อยเกินไปโดยเฉพาะไนโตรเจนแล้วพิชตระกูลถั่วมักจะให้ผลผลิตที่ต่ำการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมจะช่วยเพิ่มผลผลผลิตให้สูงขึ้นและผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดีอีกด้วย

       ไรโซเบียม เป็นขุลินทรีย์ดินชนิดหนึ่งซึ่งขจำนวนของไรโซเบียมที่มีอยู่ในดินเดิมอาจจะมีมากน้อยแตกต่างกันไป หรือไม่มีเลยขึ้นอยู่กับชนิดของดิน สภาพดิน และชนิดของไรโซเบียม ดินที่ไม่เคยปลูกถั่วหรือดินร่วนทรายอาจจะไม่มีหรือมีไรโซเบียมเดิมในดินน้อยมากและไรโซเบียมที่มีอยู่เดิมนั้นอาจไม่สามารถตรึงไนโตรเจน หรือตรึงไนโตรเจนได้น้อยไม่เพียงพอกับความต้องการของถั่วชนิดนั้นๆ ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมได้มีการพัฒนาขึ้นมาก มีการคัดเลือกไรโซเบียมที่มีประสิทธิภาพสูงและเหมาะสมกับถั่วชนิดนั้นๆ ผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นผง เป็นเม็ด หรือเป็นของเหลว เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้คลุกกับเมล็ดถั่วก่อนปลูกนอกจากช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของถั่วแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอีกด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมร่วมกับปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน

การใช้ปุ๋ยกับพืชตระกูลถั่ว

       4.1 การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน

รายการวิเคราะห์

อัตราปุ๋ยเคมีที่ใส่ (กก./ไร่)

ต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี (บาท/ไร่)

ใช้ปุ๋ยชีวิภาพ

ไรโซเบียม

ไม่ใช้ปุ๋ยชีวิภาพ

ไรโซเบียม

ใช้ปุ๋ยชีวิภาพ

ไรโซเบียม

ไม่ใช้ปุ๋ยชีวิภาพ

ไรโซเบียม

1.อินทรียวัตถุ (OM,%)

<1

1-2

>2

 

ปุ๋ย N 0-3 กก./ไร่

ปุ๋ย N 0 กก./ไร่

ปุ๋ย N 0 กก./ไร่

 

ปุ๋ย N 12-20 กก./ไร่

ปุ๋ย N 9-15 กก./ไร่

ปุ๋ย N 6-10 กก./ไร่

 

0-81

0

0

 

323-539

242-404

162-270

2.ฟอสฟอรัส

(P, มก./กก)

<8

8-12

>12

 

 

ปุ๋ย P2O5 9 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O5 6 กก./ไร่

ปุ๋ย P2O5 3 กก./ไร่

 

 

360

240

120

3..โพแทสเซียม

(K,มก./กก)

<40

40-80

>80

 

 

ปุ๋ย K2O 6 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 3 กก./ไร่

ปุ๋ย K2O 0 กก./ไร่

 

 

100

50

0

 

ลักษณะเนื้อดิน

ใช้ปุ๋ยชีวิภาพไรโซเบียม

ไม่ใช้ปุ๋ยชีวิภาพไรโซเบียม

ใส่ปุ๋ยเคมี

ราคาต้นทุนปุ๋ยเคมี

(บาท/ไร่)

ใส่ปุ๋ยเคมี

ราคาต้นทุนปุ๋ยเคมี

(บาท/ไร่)

ดินเหนียว

ดินร่วนเหนียว

ดินเหนียวปนทราย

แป้ง

ดินเหนียวปนทราย

ใส่ปุ๋ย อัตรา 0-6-3 N-P2O5-K2O กก./ไร่ หรือใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 อัตรา 25 กก./ไร่ (หรือใส่ปุ๋ยสูตร 18-46-0 อัตรา 15 กก./ไร่ ร่วมกับ ปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 5 กก./ไร่)

 

 

 

405 หรือ 420

ครั้งแรก ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 30-40 กก./ไร่

ครั้งที่สอง ใส่ปุ๋ยสูตร 30-0-0 อัตรา 20 กก./ไร่

381-508 หรือ 343-458

 

 

248

ดินทราย

ดินร่วนทราย

ดินทรายร่วน

ใส่ปุ๋ย อัตรา 0-9-6 N-P2O5-K2O กก./ไร่ หรือใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 อัตรา 30 กก./ไร่

 

405 หรือ 420

ครั้งแรก ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 40-50 กก./ไร่

ครั้งที่สอง ใส่ปุ๋ยสูตร 30-0-0 อัตรา 25 กก./ไร่

508-635 หรือ 458-573

 

 

310

 

ใส่ปุ๋ยครั้งแรก พร้อมปลูกโดยโรยก้นร่อง หรือข้างแถวปลูกแล้วพรวนกลบ

ใส่ปุ๋ยครั้งที่สอง เมื่อต้นถั่วเหลือง และถั่วลิสง อายุ ประมาณ 30 วัน ถั่วเขียว อายุประมาณ 20 วัน

 

 

การปลูกพืชไร่เศรษฐกิจ

การปลูกพืชไร่เศรษฐกิจ

    การปลูกพืชไร่เศรษฐกิจ

พืชไร่ พืชไร่หมายถึง พืชที่ปลูกโดยไช้เนื้อที่มากๆ   มีการเจริญเติบโตเร็วไม่ต้องการการดูแลรักษามากเหมือนพืชสวน ส่วนใหญ่เป้นพืชล้มลุกมีอายุตั้งแต่  2 เดือน ถึง 1 ปี หรือมากว่าผลผลิตของพืชไร่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของคนไทยโดยใช้บริโภคเป็นอาหารหลักและส่งเป็นสินค้าออก จัดเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งสามารถนำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก  เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย ถั่วต่างยาสูบ ฝ้าย มันสำปะหลัง เป็นต้น

       พืชไร่เป็นไม้ประเภทไม้ล้มลุกและไม้ทนแล้ง ต้องการน้ำน้อย มีอายุการปลูกและการเก็บเกี่ยวไม่นาน และเมื่อให้ผลผลิตแล้วลำต้นก็จะตาย พืชไร่ถือเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรของประเทศไทย และยังจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถนำรายได้มาสู่ประเทศไทยได้อย่างมากเช่น อ้อย เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำตาลทราย ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารสัตร์ มันสำปะหลัง เป็นวัตถุดิบในการผลิตแป้งและอาหารสัตร์

การแบ่งประเภทของพืชไร่ จำแนกออกได้ดังนี้

1.การจำแนกพืชไร่ตามลักษณะของการไช้พื้นที่ แบ่งออกได้

  1. พืชที่ปลูกในที่ดอน  ได้แก่  ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย  ข้าวฟ่าง  เป็นต้น

  2. พืชที่ปลูกในที่ลุ่ม เช่น ข้าว หน่อไม้น้ำ เป็นตัน

 

 

2.การจำแนกพืชไร่ตามหลักพถกษศาสตร์

         2.1 พืชใบเลี้ยงเดียว คือ พืชที่มีใบเลี้ยง 1 ใบ ลักษณะเส้นใบจะขนานไปตามความยาวของใบพืช เช่น พืชตระกูลหญ้าต่างได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย เป็นต้น

         2.2 พืชใบเลี้ยงคู่ คือ พืชที่มีใบเลี้ยง 1 คู่ ลักษณะใบเป็นร่างแห เช่น พืชตระกูลถั่วต่าง ๆ 

3.การจำแนกพืชไร่ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้          

         3.1 ธัญพืช หมายถึง พืชล้มลุกตระกูลหญ้า ที่ให้เมล็ดเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์โดยไม่เป็นพิษ เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวโอ๊ด ข้าวบาเลย์ เป็นต้น 
          3.2 พวกถั่ว หมายถึง พืชที่อยู่ในตระกูลถั่วที่ให้เมล็ดเป็นอาหาร เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง เป็นต้น 
          3.3 พืชอาหารสัตว์ หมายถึง พืชพวกหญ้า ผัก หรือถั่ว ที่อยู่ในรูปของแห้งหรือยังสดอยู่ นำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ เช่น ถั่วต่างฟางข้าว ข้าวโพด หญ้าต่างเป็นต้น 
          3.4 พืชที่ใช้รากเป็นประโยชน์ หมายถึง พืชที่สามารถนำรากมาใช้เป็นประโยชน์ ในด้านเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์ เช่น มันเทศ มันสำปะหลัง หัวบีท เป็นต้น

          3.5 พืชใช้หัว หมายถึง พืชที่มีลำต้นขนาดใหญ่อยู่ใต้ดินสำหรับเก็บสะสมอาหาร และสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ได้ เช่น มันฝรั่ง เผือก เป็นต้น

 
         3.6 พืชเส้นใย หมายถึง พืชที่ปลูกขึ้นเพื่อใช้เส้นใยทางอุตสาหกรรม เช่น ทำเชือก กระสอบ เสื้อผ้า วัสดุเย็บปักถักร้อยต่าง ๆ เช่น ฝ้าย ป่าน ปอ ศรนารายณ์ เป็นต้น 
         3.7 พืชให้น้ำตาล หมายถึงพืชที่สามารถนำเอาส่วนใดส่วนหนึ่งมาผลิตน้ำตาลได้ เช่น อ้อย หัวบีท เป็นต้น 
         3.8 พืชประเภทกระตุ้นประสาท หมายถึง พืชที่ช่วยกระตุ้นประสาท หากใช้มาก ๆ หรือใช้นาน ๆ ก็จะทำให้ติดได้ เช่น ยาสูบ ชา กาแฟ เป็นต้น 
         3.9 พืชให้น้ำมัน หมายถึง พืชที่ให้ผลิตผลที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นน้ำมันใช้เป็นประโยชน์ได้ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ละหุ่ง งา ฝ้าย ข้าวโพด เป็นต้น 
         3.10 พืชให้น้ำยาง หมายถึงพืชพวกที่ให้น้ำยาง เพื่อใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ เช่น ยางพารา ยางสน เป็นต้น

 

การใส่ปุ๋ยข้าวโพดเทียน

การใส่ปุ๋ยข้าวโพดเทียน

  • ข้าวโพดเทียน

       ข้าวโพดเทียน เป็นข้าวโพดฝักสดที่ได้รับความนิยมบริโภคมากชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีความอ่อนนุ่ม ไม่ติดฟัน หวานเล็กน้อย ขนาดพอเหมาะ อายุเก็บเกี่ยวสั้น ดูแลรักษาง่าย จำหน่ายได้ราคาดี และสามารถที่จะปลูกได้ตลอกทั้งปี ทั้งในเขตพื้นที่ไร่และเขตชลประทาน

       พันธุ์สุโขทัย 1

      การปลูก ระยะปลูก ระหว่างแถว 50 ซม.ระหว่างต้น 20 ซม. หลุมละ 2-3 เมล็ด เมื่อข้าวโพดเทียนอายุ 7 วัน ถอนให้เหลือหลุมละ 2 ต้น

       การเตรียมดิน

       -ไถดินลึก 13-15 ซม. แล้วตากดินไว้ 7-15 วัน แล้วไถแปรอีก 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้ดินร่วน

       การเตรียมเมล็ดพันธุ์

       -เมล็ดพันธุ์ควรมีความงอกไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ อัตราปลูก 4 กิโลกรัมต่อไร

       การปลูก

       -สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคตลอดปีในพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอและมีการระบายน้ำดี

       การให้น้ำ

      -ปล่อยน้ำเข้าในร่องแปลงก่อนปลูกข้าวโพดเพื่อให้ดินชื้น จากนั้นอีก 2 สัปดาห์ให้น้ำครั้งต่อไป โดยใน 1 ฤดูปลูก จะให้น้ำประมาณ 4-5 ครั้ง ข้อควรระวังอย่าให้ขาดน้ำในช่วงออกหัวดอก

       การใส่ปุ๋ย 5 นางฟ้าทรงฉัตร

       -ใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา50 กิโลกรัม/ไร่ รองพื้น หรือใส่เมื่อข้าวโพดอายุ 7 วัน (หลังงอก) และใส่ปุ๋ยสูตร 30-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อข้าวโพดอายุ 21 วัน (หลังงอก)

       การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

  • วัชพืช การกำจัดวัชพืช โดยใช้แรงงานคน เมื่อข้าวโพดอายุ 7 วัน และ

21 วัน ถ้าสารเคมีใช้อะลาคลอร์ 48% หรือแซงคอร์ อัตรา 300-280 กรัม/ไร่ ตามลำดับอฉีดพ่นหลังปลูก

  • โรค ได้แก่ โรคราน้ำค้าง ควรคลุกด้วยสารเมตาแลกซิล (เอพรอน 35

เอสดี) อัตรา 7 กรัม/น้ำหนักเมล็ดข้าวโพดเทียน 1 กิโลกรัม

  • แมลง ได้แก่ หนอนเจาะลำต้น จะทำลายก้านและโคนฝัก พบหนอน

เจาะกินภายในแกนกลางฝักหรือเมล็ด ป้องกันโดยพ่นสารเคมีอาทาบรอน 5% อัตรา 50 มิลลิตร/น้ำ 20 ลิตร หรือแซกคิลเลอร์ 5% อัตร 50 มิลลิตร/น้ำ 20 ลิตร

      

 

การเก็บเกี่ยว

       -เก็บเกี่ยวข้าวโพดเทียน เมื่อไหมของฝักนั้นเริ่มแห้ง (อายุประมาณ 56-65 วัน) และเก็บหลังจากพ่นสารเคมีอย่างน้อย 7 วัน สุ่มฉีกเปลือก 2-3 ฝัก เพื่อดูเมล็ดปลายฝักว่าเต่งเต็มที่หรือยังก่อนเก็บเกี่ยว

 

การใส่ปุ๋ยข้าวโพดฝักอ่อน

การใส่ปุ๋ยข้าวโพดฝักอ่อน

  • ข้าวโพดฝักอ่อน

     ข้าวโพดฝักอ่อนเป็นพืชอุสาหกรรมเพื่อการส่งออก และยังมีแนวโน้มที่สามารถส่งออกเพิ่มขึ้นอีก เพราะยังมีความต้องการจากตลาดต่างประเทศจำนวนมาก แต่ทั้งนี้จะมีการแข่งขันทางด้านการค้ากับประเทศผู้ผลิตอื่นๆ ด้วยเกษตรกรผู้ปลูกและผู้ส่งออกจึงต้องดำเนินการในกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ โดยเฉพาะการผลิตให้ถูกต้องตามเกษตรดีที่เหมาะสม ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

       แหล่งปลูก

      แหล่งปลูกข้าวโพดฝักอ่อนของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือการปลูกสภาพไร่อาศัยน้ำฝน ในเขตจังหวัดนครราชสีมา เพรชบูรณ์ พิจิตร ศรีสะเกษ และสุราษฎร์ธานีและการปลูกโดยอาศัยแหล่งน้ำตามธรรมชาติและน้ำชลประธานในเขตจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง สมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี  

   -  สภาพพื้นที่ ข้าวโพดฝักอ่อนสามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศที่ไกล้แหล่งน้ำสะอาดในพื้นที่ราบและสม่ำเสมอ มีความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีน้ำท่วมขัง ห่างไกล้จากแหล่งมลพิษและการคมนาคมสะดวก ไกล้แหล่ะรับซื้อ รวบรวมผลผลิต หรือโรงงานอุสาหกรรม

    -  ลักษณะดิน ข้าวโพดฝักอ่อนสามารถปลูกให้ผลผลิตได้ดีในดินร่วน ดินเหนียวร่วนปนทราย หรือดินร่วนปนทราย มีความอุดม สมบูรณ์สูง มีปริมาณอินทรีวัตถุม่น้อยกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มากกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 40 ส่วนในล้านส่วน มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ระดับหน้าดินลึก 25-30 เซนติเมตร และมีค่าเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-6.8

     -  สภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 24-35 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1200 มิลลิเมตรต่อปี และมีแสงแดดจัด

      - แหล่งน้ำ  ต้องมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูปลูก และต้องน้ำสะอาดปราศจากสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน

     - วางแผนการผลิต ข้าวโพดฝักอ่อนเป็นพืชบริโภคสด สามารถปลูกได้ตลอดปี อายุการเก็บเกี่ยวค่อนข้างสั้น จำเป็นต้องวางแผนการผลิตเพื่อรักษาคุณภาพ โดยจะต้องติดต่อโรงงานหรือผู้รวบรวมผลผลิตไว้ล่วงหน้า และผลิตให้มีปริมาณและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของโรงงานและตลาด

        สายพันธุ์

       - การเลือกพันธุ์ควรเลือกพันธุ์ที่ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน ตรงตามที่โรงงานหรือตลาดต้องการและเจริญเติบโตเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ

       - พันธุ์ที่นิยมปลูกเป็นการค้ามี 2 กลุ่ม คือ 1.พันธุ์ลูกผสม เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากกว่าพันธุ์ผสมเปิด มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงต้น ความสูงฝัก อายุถึงวันออกดอกตัวผู้และวันออกไหม วันเริ่มเก็บเกี่ยว และช่วงเวลาเก็บเกี่ยวให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด และเป็นที่ต้องการของตลาดและโรงงานมีความต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง เมล็ดพันธุ์ราคากิโลกรัมละ 60-90 บาท

และ 2. พันธุ์ผสมเปิด มีลักษณะทางการเกษตรมาสม่ำเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ลูกผสม มีความต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง เมล็ดพันธุ์ราคาถูกกว่าพันธุ์ลูกผสม คือ ราคากิโลกรัมละ 10-20 บาท

       การปลูก

       - ฤดูปลูก สามารถปลูกตลอดได้ทั้งปี ถ้ามีการจัดการดินและน้ำอย่างเหมาะสม ใช้เวลาตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว 43-45 วัน และช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ จึงสามารถปลูกได้ 4-5 ครั้งต่อปี เพื่อให้ได้ผลผลิตฝักอ่อนออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจำเป็นต้องวางแผนการปลูกที่เหมาะสม

        - การเตรียมดิน ไถด้วยผาล3 1 ครั้ง ลึก 20-23 เซนติเมตร และตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาล7 1 ครั้ง ปรับระดินให้สม่ำเสมอแล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัวไหล ของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลงและควรมีการวิเคราะห์ดินก่อนปลุก ซึ่งควรปฏิบัติดังนี้

        1. ถ้าดินมีค่าการเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านสารปรับสภาพดิน 5 นางฟ้าทรงฉัตร อัตรา  100-200  กิโลกรัมต่อไร่แล้วพรวนกลบ

         2. ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ก่อนพรวนดินให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่

        - วิธีการปลูก ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็น อัตรา 4.5-6.0 กิโลกรัมต่อไร่ จะได้จำนวนต้นที่เหมาะสม 18,000-20,000 ต้นต่อไร่ โดยแบ่งวิธีการปลูกเป็น 2 สภาพด้วยกัน คือ

        1. ปลูกในนาหรือสภาพไร่ ปลูกเป็นแถวคู่ยกร่อง 30-40 เซนติเมตรระยะระหว่างสันร่อง 100-125 เซนติเมตร หยอดเมล็ดข้างร่องสองข้างแบบสลับฟันปลา ระยะระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร จำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม

         2. ปลูกบนร่องสวน ให้ปลูกเป็นหลุมระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร จำนวน 3-4 เมล็ดต่อหลุม เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 3 ต้นต่อหลุม

         การดูแลรักษา

        - การให้ปุ๋ย ถ้าดินมีอินทรียวัตถุฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่เป็นเป็นประโยชน์ต่ำ กว่าตามที่ระบุในลักษณะดิน ก่อนหยอดเมล็ดให้รองกันหลุมด้วยปุ๋ยเคมี ตรา 5 นางฟ้าทรงฉัตรสูตร 16-20-0 สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนเหนียวปนทราย และสูตร  15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนปนทรายเมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุ 20 วัน ให้ปุ๋ยเคมี 30-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่หรือสูตร 25-7-7 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้วพรวนกลบปุ๋ยให้มิด

       - การให้น้ำ  ให้น้ำทันทีหลังปลูก และหลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง หลังจากนั้นให้น้ำตามร่องปลูก ทุก 7-10 วัน ถ้าใบข้าวโพดฝักอ่อนเหี่ยวหรือม้านในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำ ต้องให้น้ำทันที และไม่ให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดฝักอ่อนจะชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง และอาจตายได้

       -การถอดช่อดอกตัวผู้ เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนเริ่มออกดอกตัวผู้ให้ดึงช่อดอกตัวผู้ออก จะทำให้ฝักอ่อนเจริญเติบโตและเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้นหลังจากดึงช่อดอกตัวผู้ทิ้งประมาณ 2-5 วัน จะเริ่มเก็บเกี่ยวฝักแรกได้

         โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ

        โรคราน้ำค้าง หรือโรคใบลาย สาเหตุเชื้อรา Peronosclerospora sorghi ลักษณะอาการ ระบาดรุนแรงในระยะตันอ่อนอายุประมาณ 1 เดือน ทำให้มียอดข้อถี่ ต้นแคระ แกร็น ใบเป็นทางสีข้าว สีเขียวอ่อน หรือสีเหลืองอ่อนไปตามความยาวของใบ ถ้าระบาดมากต้นจะแรงตาย แต่ถ้าอยู่รอดจะไม่ออกฝัก หรือติดฝักแต่ไม่มีเมล็ด ระบาด รุนแรงในฤดูฝน ที่มีอุณหภูมิต่ำและความเชื้อสูง

          การป้องการกำจัด 1. ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งละแปลงที่มีโรคระบาด

2. ในแหล่งที่มีการระบาดของโรครุนแรงเป็นประจำ ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์  พิจิตร พระนครศรีอยุธยา  กาญจนบุรี  และนครปฐม ต้องคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช  3. ถอนต้นที่แสดงอาการเป็นโรคเผาทำลายนอกแปลงปลูก  5. ทำลายวัชพืชอาศัยของโรคก่อนปลูก เช่น หญ้าพง และหญ้าแขม เป็นต้น

  • หนอนกระทู้หอม

           ลักษณะและการทำลาย ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน สีน้ำตาลข้มปนเทากางปีกกว้าง 2.5 เซนติเมตร วางไข่ใต้ใบเป็นกลุ่มสีขาว มีขนสีครีมปกคลุม หนอนกัดกินทุกส่วนในระยะต้นอ่อน จะมีความเสียหายรุนแรงเมื่อหนอนมีความยาวตั้งแต่  2  เซนติเมตร พบระบาดมากใน แหล่งปลูกจังหวัดราชบุรี และนครปฐม ระบาดรุนแรงในสภาพอากาศแห้งแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน

           การป้องกันกำจัด    1. เก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลาย  2.ในแหล่งที่ระบาดเป็นประจำควรพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

  • หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด

            ลักษณะและการทำลาย  ตัวโตเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน  สีทองแดงกางปีกกว้าง  3.0 เซนติเมตร วางไข่เป็นกลุ่มซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลา หนอนเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ข้าวโพดฝักอ่อนอายุประมาณ  20 วันถึงระยะเก็บเกี่ยว โดยเจาะเข้าทำลายตั้งแต่ส่วนยอด ช่อดอกตัวผู้  และลำต้นทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต  หักล้มง่าย เมื่อมีการระบาดมากจะเข้าทำลายฝักพบระบาดมากในแหล่งปลูกจังหวัดราชบุรี  กาญจนบุรี   อุทัยธานี และลพบุรีระบาดรุนแรงในสภาพอากาศแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน

       การป้องกันกำจัด  1.  ควรสำรวจกลุ่มไข่หนอน  รูเจาะ และยอดที่ถูกทำลายเสมอ

โดยเฉพาะช่วงข้าวโพดฝักอ่อนอายุ  20-30 วัน  2. เมื่อพบการทำลาย ควรทำการพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

          การเก็บเกี่ยว

         - ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม  เก็บฝักอ่อนเมื่อปลายมีไหมยาว 1-5 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับพันธุ์หรือสุ่มปอกเปลือกดูขนาดฝักอ่อนที่ได้มาตรฐาน  เพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม การเก็บฝักอ่อนก่อนหรือหลังช่วงที่ไม่เหมาะสม เพียง 1 วันฝักจะไม่ได้มาตรฐานตามที่โรงงานและตลาดต้องการ

           -  วิธีการเก็บเกี่ยว  ใช้มือหักฝักอ่อนให้ถึงบริเวณก้านฝักที่ติดลำต้นต้องเก็บเกี่ยวทุกวันให้แล้วเสร็จภายใน  5-10 วั นเพื่อให้ได้ขนาดฝักมาตรฐานตามที่โรงงานและตลาดต้องการ หลังจากการเก็บเกี่ยวฝักอ่อนแล้ว ควรไถกลบลำต้นเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด จะช่วยให้ดินร่วน มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดีขึ้น

 

การใส่ปุ๋ยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

การใส่ปุ๋ยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

      ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศษฐกิจที่มีความสำคัญต่ออุสาหกรรมอาหารสัตว์ประมาณร้อยละ 94 ของผลผลิตทั้งหมด ใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ของประเทศ และมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนในบ้างปีต้องมีการนำเข้า มีพื้นที่ปลูกประมาณ 7.9 แสนไร่ ให้ผลผลิต 4.5 ล้านต้น ปัจจุบันร้อยละ 90 ของพื้นที่ปลูกใช้พันธุ์ลูกผสม ทำให้ผลิตผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ในปี2529/30 เป็น 582 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2543/44 การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นอกจากจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มีปริมาณเพียงพอ กับความต้องการของอุสาหกรรมอาหารสัตว์ ยังต้องเน้นการผลิตให้มีคุณภาพ ปอดจากการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซิน ซึ่งเป็นพิษต่อสัตว์และมนุษย์ที่บิโภค ส่วนใหญ่จะเกิดระหว่างการเก็บเกี่ยวและการรักษาเมล็ดข้าวโพด

       1.แหล่งปลูก

       1.1 สภาพพื้นดิน

        - พื้นที่ดอน หรือลุ่มที่ไม่มีน้ำท่วมขัง

       - ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,000 เมตร

       - ความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์

       - การคมนาคมสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

       1.2 ลักษณะดิน

       - ดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินร่วนทราย หรือดินเหนียว

       - ความสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์ มีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ไม่น้อยกว่า 10 ส่วนในล้านส่วนโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 60 ส่วนในล้านส่วน

       - การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี

       - ระดับหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 25 ซม.

       - ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-7.0

       1.3 สภาพภูมิอากาศ

      - อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 25-35 องศาเซลเซียส

       - ปริมาณน้ำฝนที่กระจายสม่ำเสมอ 1,00-1,200 มิลลิเมตรต่อปี

       - มีแสงแดดจัด

       1.4 แหล่งน้ำ

       - ส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝน

       - ควรวางแผนให้ได้รับน้ำฝนในช่วงผสมเกสร หรือเมื่ออายุ 50-60 วันหลังปลูก เพื่อให้ติดเมล็ดได้ดี

       2.พันธุ์

  • พันธ์ที่นิยมปลูก

       มีอายุเก็บเกี่ยว 100-120 วัน แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ สระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ สุโขทัย และเลย มี 2 กลุ่ม

       -พันธุ์ลูกผสม พันธุ์?ฯญฒ)ลูกในปัจุบัน มี 7 พันธุ์คือ ซีพีดีเค 888, ไพโอเนีย 3013, แปซิฟิค 983, คาร์กิลล์ 919, เทพีวีนัส 49, นครสวรรค์ 72 และสุพรรณบุรี 3851

       -พันธุ์ผสมเปิด ได้แก่ พันธุ์สุวรรณ1,สุวรรณ2,สุวรรณ5 และนครสวรรค์1

       3. การปลูก

       การเตรียมดิน ไถดินด้วยผาล 3 หรือผาล 7 ให้มีความลึก 8-10 นิ้ว แล้วตากดินไว้ประมาณ 7-15 วัน และทำการไถแปรอีก 1-2 ครั้ง

        วิธีการปลูก

  • ปลูกด้วยแรงงาน

       -ระยะระหว่างแถว 75 ซม. ระยะระหว่างหลุม 25 ซม. อัตราปลูก 8,500 ต้นต่อไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 3-4 กิโลกรัมต่อไร่

       -ใช้จอบขุดเป็นหลุมหรือแทกฃรกเตอร์ติดหัวเป็นร่อง หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด กลบดินให้แน่น

       -เมื่อข้าวโพดอายุประมาณ 14 วัน หลังงอกถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

  • ปลูกด้วยเครื่องปลูก

       -ใช้แทรกเตอร์ลากจูงเครื่องปลูกพร้อมใส่ปุ๋ยติดท้าย ปรับให้มีระยะระหว่างหลุม 20 ซม. จำนวน 1 ต้นต่อหลุมหรืออัตราปลูกประมาณ 10,600 ต้นต่อไร่ 2-3 กิโลกรัมต่อไร่โดยไม่ถอนแยก

       4. การดูแลรักษา

      4.1 การให้ปุ๋ย 5 นางฟ้าทรงฉัตร

      - ดินเหนียวสีดำ ถ้ามีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์สูงกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 30-0-0 ตรา 5 นางฟ้าทรงฉัตร โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน ถ้ามีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่กว่า 10 ส่วนในล้านส่วน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 40 กิโลกรัมต่อไร่หรือสูตร 16-16-8 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่รองก้นร่องพร้อมปลูก และให้ปุ๋ยสูตร 30-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ

       - ดินเหนียวสีแดง ดินเหนียวสีน้ำตาล หรือดินร่วนดหนียวสีน้ำตาล ให้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 หรือ 16-16-8 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก และให้ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0  อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 30-0-0 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร โรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ

       - ดินร่วน หรือดินร่วนทราย ให้ปุ๋ยเคมี 5 นางฟ้าทรงฉัตร สูตร 16-16-8 หรือสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร รองก้นร่องพร้อมปลูก และให้ปุ๋ยเคมีสูตร 21-0-0  อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไรโรยข้างแถวหลังปลูก 20-25 วัน แล้วพรวนดินกลบ

       4.2 การให้น้ำ

       ครั้งที่ 1 หลังจากการปลูก

       ครั้งที่ 2,3 ห่างจากการให้น้ำครั้งที่ 1 ครั้งละ 15 วันเท่าๆกัน

       ครั้งที่ 4,5,6 ห่างจากการให้น้ำครั้งที่ 3 ครั้งละ 7 วันเท่าๆกัน

       ครั้งที่ 7,8,9 ห่างจากการให้น้ำครั้งที่ 6 ครั้งละ 5 วันเท่าๆกัน

       ครั้งที่ 10,11,12 ห่างจากการให้น้ำครั้งที่ 9 ครั้งละ 7 วันเท่าๆกัน

       5. การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

        - วัชพืช กำจัดวัชพืชเมื่อข้าวโพดอายุ 15-20 วันพร้อมกับพรวนดิน โดยใช้แรงคนหรือถ้าใช้สารเคมีให้ใช้ก่อนและหลังข้าวโพดงอก เช่น สารอะลาคลอร์,เมโทลาคลอร์,ไกลโพเสท เป็นต้น

       - โรค ได้แก่ โรคราน้ำค้าง,โรคใบไหม้แผลเล็กและโรคราสนิม ป้องกันโดยการถอนต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย หรือใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เมตาแลกซิล

       - แมลง ได้แก่

       หนอนเจาะลำต้นข้าวโพดกำจัดโดยสารคาร์โปฟูแรน (ฟูราดาน 3% G)

       หนอนเจาะฝักข้าวโพด กำจัดโดยสาร คาร์บาริน (เซฟวิน 85% ) หรือเมโทมิล (แลนเนท)

       หนอนกระทู้ข้าวโพด กำจัดโดยใช้เมโทมิล (แลนเนท) หรือโมโนโครโตฟอส (อะโซดริน)

       -สัตว์ ได้แก่ หนู ป้องกันโดยการวางกับดัก ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและใช้เหยื่อผสมสารพิษในแปลงปลูกข้าวโพด

     

        6.การเก็บเกี่ยว

       - เก็บเกี่ยวเมื่อข้าวโพดแก่จัด หรือแห้งหมดทั้งแปลงแล้ว 7 วัน เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ 23 เปอร์เซ็น

       - ถ้าต้องการใช้พื้นที่ปลูกพืชอื่นตามข้าวโพด ควรเก็บเกี่ยวเมื่อใบข้าวโพดเปลี่ยนเป็นสีฟางทั้งแปลง เมล็ดจะมีความชื้นต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็น

       - ไม่ควรเก็บเกี่ยวข้าวโพดหลังฝนตกเพราะเมล็ดจะมีความชื้นสูง ควรปล่อยให้ฝักและต้นข้าวโพดแห้งก่อน

 

การใส่ปุ๋ยข้าวโพดหวาน

การใส่ปุ๋ยข้าวโพดหวาน

  • ข้าวโพดหวาน

       ข้าวโพดหวาน เป็นพืชอุสาหกรรมเพื่อการส่งออกโดยบรรจุกระป๋องและแช่แข็ง ในรูปของเมล็ด ฝัก และข้าวโพดครีม ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกปีละประมาณ 200,000 ไร่ ได้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก รวม 346,000 ต้น ในปี 2544 มีปริมาณส่งออกรวม 37,000 ตัน มูลค่า 1,082 ล้านบาท โดยส่งออกในรูปบรรจุกระป๋อง 35,800 ตัน มูลค่า 980 ล้านบาท และในรูปข้าวโพดหวานแช่แข็ง 1,200 ตัน มูลค่า 48  ล้านบาท นอกจากนั้นยังสามารถใช้เปลือก ไหมและต้นข้าวเป็นอาหารเลี้ยงโคเนื้อและโคนม รวมทั้งนำไปหมักเป็นปุ๋ยหมักได้เป็นอย่างดี

       1.แหล่งปลูก

      1.1สภาพพื้นที่

        - ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย ที่ไกล้แหล่งน้ำสะอาด

       - พื้นที่ราบและสม่ำเสมอ มีความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์

       - ไม่มีน้ำท่วมขัง

       - ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ

       - การคมนานคมสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

       1.2 ลักษณะดิน

       - ดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย หรือดินร่วนปนทราย

       - ความอุดมสมบูรณ์สูง มีอินทรียวัตถุสูงกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มากกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 40 ส่วนในล้านส่วน

       - การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี

       - ระดับหน้าดินลึก 25-30 ซม.

       - ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-6.8

       1.3 สภาพภูมิอากาศ

      - อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 24-35 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อาจจะมีปัญหาในการผสมเกสรทำให้การติดเมล็ดไม่ดีเท่าที่ควร

       - ปริมารน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิตรต่อปี

       1.4 แหล่งน้ำ

       - มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้เมื่อจำเป็น

       - ต้องเป็นน้ำสะอาดปราศจากสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์มีพิษปนเปื้อน

       2.พันธุ์ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

        - พันธุ์ผสมเปิด ได้แก่ พันธุ์ซุปเปอร์สวีทดีเอ็มอาร์, ฮาวายเอี้ยนซุปเปอร์สวีท, ซุปเปอร์อาร์โก้ เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ 2-3 รุ่น เหมาะสำหรับขายในตลาดบริโภคสดทั่วไป

       - พันธุ์ลูกผสม ได้แก่ พันธุ์อินทรี 2, ชูการ์73, ชูการ์74, ไฮ-บริกซื10, เอทีเอส-2, รอยัลสวีท, ยูนิซีดส์สวีททูโทน เป็นต้น เจริญเติบโต อายุออกไหมและฝักสม่ำเสมอผลผลิตสูงเป็นที่ต้องการของตลาดบริโภคสดและโรงงาน แต่มาสามารถเก็บเมล็ดไว้ปลูกครั้งต่อไปได้

       3. การปลูก

      3.1 ฤดูปลูก

      - ปลูกได้ตลาดทั้งปี ถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้เมื่อจำเป็น

        - ช่วงปลูกที่ให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีควรอยู่ในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม หรือต้นฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม

       3.2 การเตรียมดิน

      ปลูกบนพื้นที่ราบ ไถด้วยผาล 3 1 ครั้ง ลึก 20-30 ซม. ตากดิน 7-10 วัน พรวนดินด้วยผาล 7 1 ครั้ง แล้วยกร่องปลูกสูง 25-30 ซม. ถ้าปลูกเป็นแถวคู่ ให้มีระยะระหว่างร่อง 120 ซม.

       ปลูกบนร่องสวน  เป็นการปลูกบนร่องสวนกว้าง 4-5 เมตร ตามความยาวของพื้นที่ โดยใช้จอบหรือรถไถเดินตาม เปิดหน้าดินลึก 15-20 ซม. ตากดิน 7-10 วัน ย่อยดินด้วยแรงงาน

       3.3 วิธีการปลูก

       ก่อนปลูกทุกครั้ง ต้องคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้าง (เมตาแลกซิล) ตามคำแนะนำ

       ปลูกบนที่พื้นราบ

      - เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ให้หยอด 1 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเมล็ดพันธุ์มีความงอกต่ำกว่า 85 เปอร์เซ็น ควรหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.5-2.0 กิโลกรัมต่อไร่

       - อัตราปลูกที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคฝักสดประมาณ 8,500 ตันต่อไร่ สำหรับอุสาหกรรมแปรรูป 8,500-11,000 ตันต่อไร่

       - ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยว ใช้ระยะระหว่างหลุม 25 ซม. ถ้าเป็นแถวคู่ ให้ปลูกข้างร่องแบบสลับฟันปลา ใช้ระยะระหว่างหลุม 25-30 ซม.

       - เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น

       ปลูกบนร่องสวน

      - ระยะปลูก 50x50 ซม. ทำหลุมปลูกลึก 3-5 ซม. หยอดเมล็ดจำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม แล้วกลบดิน

       - เมื่อข้าวโพดหวานอายุประมาณ 14 วันถอนแยกให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม จำนวน 6,500-8,500 ตันต่อไร่

       4. การดูแลรักษา

      4.1 การให้ปุ๋ย

       - ถ้าดินมีอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมต่ำกว่า ตามที่ระบุในข้อ 1.2 ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 สำหรับดินร่วน หรือดินร่วนเหนียวปนทราย และสูตร 15-15-15 สำหรับดินร่วนปนทราย อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก

       - เมื่อข้าวโพดหวานอายุ 20 วัน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้วพรวนกลบ

       - ในกรณีที่มีกระระบายน้ำดี แต่ข้าวโพดหวานมีลักษณะต้นเตี้ยและใบเหลือง ควรให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวโพดหวานอายุ 40-45 วัน

       4.2 การให้น้ำ

      ให้น้ำบนพื้นที่ราบ สามารถให้น้ำแบบตามร่อง หรือพ่นฝอย แต่การให้น้ำแบบพ่นฝอยจะประหยัดกว่าการให้น้ำตามร่อง

  1.  การให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้ทำทุก 7-10 วัน ตลอดฤดูการปลูก

       (2) การให้น้ำตามร่อง ควรให้น้ำสูงถึงระดับเศษ 3 ส่วน 4 ของร่อง เพื่อให้เมล็ดงอกสม่ำเสมอ หลังจากนั้นให้น้ำทุก 3-5 วัน สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย หรือ 7-10 วัน สำหรับดินร่วนเหนียวปนทรายไม่ควรปล่อยให้น้ำท่วนขังในแปลงเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดหวานจะชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลงหรืออาจทำให้ตายได้

       ให้น้ำบนร่องสวน  ให้น้ำโดยการตักน้ำสาด หรือใช้เครื่องสูบน้ำวางในเรือขนาดเล็ก สูบน้ำในร่อง

       - ควรให้น้ำทันทีหลังปลูก และหลังให้ปุ๋ยทุกครั้ง

       - ถ้าใบข้าวโพดหวานเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็นแสดงว่าขาดน้ำ ต้องให้น้ำทันทีควรระวังอย่าให้ขาดน้ำช่วงผลสมเกสร และติดเมล็ด เพราะอาจทำให้ผลผลิตลดลงมาก

       5. การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

  • วัชพืช ควรกำจัดวัชพืชครั้งที่ 1 พร้อมกับการพรวนดินเมื่อข้าวโพดอายุ

15-20 วัน ครั้งที่ 2 พร้อมกับการใส่ปุ๋ยแต่งหน้าดินครั้งที่ 2 ถ้าต้องการใช้สารเคมีสามารถใช้สารอะลาคลอร์ตามอัตราแนะนำในฉลากยาพ่นคลุมผิวดินหลังปลูกก่อนของการงอกของวัชพืชและข้าวโพดในแปลง

  • โรค ได้แก่ ราน้ำค้าง คลุกเมล็ดด้วยเอพรอน 35 เอสดี ใบไหม้แผลเล็ก

คลุกเมล็ดด้วยแมนโคเซ็บ หรือแคปแทน หรือฉีดพ่นด้วยสารซาพรอล ราสนิม        ใช้สเกอร์ฉีดพ่นให้ทั่วในระยะเริ่มเป็น โคนจะเน่าจากแบคทีเรีย อาการใบยอดเหี่ยว หักพับ ข้อและโคนต้นมีรอยชำสีน้ำตาลมีกลิ่นเหม็น พบมากในฤดูฝน ให้ถอนเผาทำลายทันที

  • แมลงศัตรูข้าวโพด ได้แก่

        - มอดดิน ใช้สารคาร์โบซัลแฟน ฉีดพ่นตามอัตราแนะนำ หรือคลุกเมล็ดด้วยอิมิดาโคลพริด

         - หนอนเจาะลำต้น ใช้สารไซเพอร์เมทรินหรือไตรฟลูมูรอนฉีดพ่นตามอัตราแนะนำ(เมื่อตรวจพบกลุ่มไข่มากกว่า 15 กลุ่มต่อข้าวโพด 100 ต้น)

         - หนอนเจาะฝักข้าวโพด ใช้สารไฟโปรนิล ฉีดพ่นตามคำแนะนำ

        - เพลี้ยอ่อนข้าวโพด ใช้สารคาร์บารินหรือไฟเฟนทรินฉีดตามอัตราคำแนะนำ

        - หนอนกระทู้หอม ใช้สารนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิลไวรัส (ชีวินทรีย์) หรือเบตาไซฟลูทรินฉีดพ่นตามคำแนะนำ

       6.การเก็บเกี่ยว

       - เก็บเกี่ยว 18-20 วัน หลังออกไหม 50 เปอร์เซ็นต์ หรืออายุประมาณ 70-73 วัน ซึ่งเก็บเกี่ยวอาจจะเร็วขึ้นถ้าอุณหภูมิสูง และอาจเก็บเกี่ยวได้ช้าลงถ้าอุณหภูมิต่ำหรือปลูกในฤดูหนาว

       - สังเกตจากสีของไหมจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม

       - เมื่อใช้มือบีบส่วนปลายฝักจะยุบตัวลงได้ง่าย

       - เมื่อฉีกเปลือกข้าวโพดฝักบนสุด เมล็ดจะมีสีเหลืองอ่อน ถ้าใช้เล็บกดที่ปลายฝักจะมีน้ำนมไหลออกมา แสดงว่าอีกสองวันจะต้องเก็บเกี่ยว

       - หลังจากตัดฝักสดออกจากต้นแล้วควรส่งตลาด โรงงาน หรือผู้รับซื้อโดยเร็วที่สุดภายใน 24 ชม.  จะช่วยยืดความหวานเพิ่มอีก 24 ชม. รวมเป็น 48 ชม.

       - ในกรณีปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์ผสมเปิด ซึ่งจากออกไหมไม่พร้อมกัน

ต้องทยอยเก็บเกี่ยว 2-3 ครั้ง

        - การเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานก่อนหรือหลังช่วงที่เหมาะสมเพียง 1-2 วัน จะทำให้คุณภาพฝักไม่ได้มาตรฐานตามตลาดและโรงงานอุสาหกรรมต้องการ 

 

การใส่ปุ๋ยถั่วเขียว

การใส่ปุ๋ยถั่วเขียว

  • ถั่วเขียว

       ถั่วเขียว เป็นพืชไร่ทนแล้งใช้น้ำน้อยกว่าข้าวนาปรังถึง 5 เท่า อายุสั้นเพียง 65-70 วัน ปลูได้ทุกภาคของประเทศไทย ปลูกได้ตลอดปีในดินแทบทุกชนิด นอกจากนี้ยังเป็นพืชบำรุงดินโดยปริมาณไนโตรเจนที่ทิ้งไว้ในดินประมาณ 7-9 กิโลกรัม/ไร่/ฤดูปลูก

       1.พันธุ์ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

        1.1 ถั่วเขียวผิวดำ ได้แก่ พันธุ์อู่ทอง 2 และพิษณุโลก 2 ซึ่มีตลาดรับซื้อจำกักว่าถั่วเขียวผิวมัน

       1.2 ถั่วเขียวผิวมัน ได้แก่ พันธุ์อู่ทอง 1, กำแพงสน 1 และ 2 ชัยนาท 60 และ 36, มอ.1 (ชัยนาท 72) เป็นต้น

       2. ฤดูปลูก

       2.1 ต้นฤดูหนาว ปลุกในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎคม เป็นการปลูกก่อนทำนาหรือพืชไร่อื่นๆ

       2.2 ปลายฤดูฝน  ปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม –กันยายน เป็นการปลูกหลังเก็บเกี่ยวพืชไร่หลัก เช่น โพด ผลผลิตที่ได้ค่อนข้างสูงและเมล็ดมีคุณภาพสูง

       2.3 ฤดูแล้ง จะปลูกในเดือนมกราคม-กุมภาพันธุ์ หลังจากการเก้บเกี่ยวแล้ว

       3. ดินที่เหมาะสม

       ดินที่เหมาะสมกับถั่วเขียวคือ ดินเหนียวหรือดินร่วนเหนียวเกาะตัวเป็นโครงสร้างที่โปร่งถ่ายเทอากาศและระบายน้ำได้ดี หน้าดินลึกมีอินทรียวัตถุสูงความเป็นกรดด่างของดินอยู่ระหว่าง 6.5-7.0 และไม่มีน้ำขัง

      การเตรียมดินที่ดีทำให้เมล็ดงอกงามได้เร็วและช้าวยกำจัดวัชพืช ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวหรือหินฟอสเฟต 100-200 กิโลกรัม/ไร่โดยหว่านพร้อมกับการไถพรวนดิน

       4. วิธีการปลูก

      ก่อนปลูกควรทดสอบความงอกงามของเมล็ดพันธุ์ ถ้ามีความงอกงามต่ำกว่าร้อยละ 80 ควรเพิ่มจำนวนเมล็ดพันธุ์ที่จะใช้ปลูกให้มากขึ้นวิธีปลูกทำได้ 2 แบบ คือ

       4.1 ปลูกแบบหว่าน ควรเตรียมแปลงปลูกให้ดี แล้วหว่านเมล็ดให้สม่ำเสมอมิฉะนั้นผลผลิตจะต่ำ คุณภาพเมล็ดลดลงการหว่านที่เหมาะสมคือ ใช้เมล็ดพันธุ์ 4-5 กิโลกรัม หว่านอย่างสม่ำเสมอในเนื้อที่ 1 ไร่ (แต่ถ้าใช้พันธุ์ชัยนาท 60 ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ 7 กิโลกรัม/ไร่)

       4.2ปลูแบบเป็นแถว ใช้ระยะแถว 50 ซม. ระยะหลุม 20 ซม. หยอดหลุมละ 3-4 เมล็ด หรือจะโรยเป็นแถวหลังจากงอกแล้ว ถอนให้เหลือ 15-20 ต้น/แถว ยาว 1 เมตร (แต่ถ้าเป็นพันธุ์ชัยนาท 60 ถอนให้เหลือ 20-30 ต้น/เมตร)

        5.การคลุกเชื้อไรโซ

       เพื่อเพิ่มผลผลิตของถั่วเขียวก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยเชื้อไรโซเบียม โดยใช้เชื้อไรโซเบียมสำหรับถั่วเขียวในอัตรา 1 ถุง (200กรัม) คลุกเมล็ดพันธุ์ 5-7 กิโลกรัม (สำหรับปลูกได้ใน 1 ไร่) โดยเคล้าเมล็ดถั่วเขียวด้วยน้ำหรือแป้งเปียกใส่ให้ทั่ว เทเชื้อไรโซเบียมลงคลุกกับเมล็ดพันธุ์ให้ทั่วถึงและสม่ำเสมอ แล้วนำไปปลูกทันที และเมื่อหยอดเมล็ดแล้วควรกลบดินทันทีเพื่อมิให้เชื้อไรโซเบียมถูกแดดเผาเพราะจะทำให้เชื้อตายได้

       6.การใส่ปุ๋ย 5 นางฟ้าทรงฉัตร

       ใช้ปุ๋ย 16-16-8 อัตรา 20-30 กิโลกรัม/ไร่ หรือ 16-20-0 อัตรา 20-30 กิโลกรัม/ไร่ โดยเปิดร่องให้ลึก 6-8 นิ้ว โรยปุ๋ยทั้งหมดที่ก้นหลุมแล้วกลบด้วยดิน แล้วจึงหยอดเมล็ดลงไปกลบดินบางๆ ให้เมล็ดถั่วอยู่ใต้ผิวดิน 1-2 นิ้ว เมื่อต้นถั่วงอกออกมาจะใส่ปุ๋ยทันที

       7. การให้น้ำ

      ถั่วเขียวใช้น้ำน้อย ปลูกโดยอาศัยความชื้นที่หลงเหลืออยู่ในดินหลังปลูกพืชหลัก โดยไม่มีการให้น้ำ แต่ในกรณีที่ปลูกในที่แห้งแล้ง จะมีการให้น้ำหลังงอก

        8. การกำจัดวัชพืช

      ใช้สารเคมีประเภทควบคุมวัชพืชชนิดก่อนงอก เช่น แลสโซ หรือดูอัล โดยพ่นทันทีหลังปลูกถั่วเขียวเสร็จ และก่อนถั่วจะออกดอกใช้แรงงานด้ายหญ้า 1-2 ครั้ง ก็เพียวพอ

       ในขณะเตรียมดิน ควรไถ 2 ครั้ง ไถครั้งแรกแล้วตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน เพื่อทำลายวัชพืช แล้วจึงไถอีกครั้งหนึ่ง (ควรกำจัดวัชพืชอย่างน้อย 1-2 ครั้ง ทุก 15 วัน หลังจากการปลูก)

      

      9.โรค โรคถั่วเขียวที่สำคัญ มีดังนี้

        - โรครากและโคนเน่า : หากมีดรคโคนเน่าระบาด ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารเคมีเอพรอน 35% อัตรา 5 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือคลุกด้วยสารไวตาแวกซ์ อัตรา 3 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือพ่นด้วยเทอราคลอร์เมื่อมีการระบาดของโรค

       - โรคใบจุด : ถ้าพบโรคใบจุดระบาดมากควรพ่นด้วยสารเบนเลทหรือทอปซิน อัตรา 1-2 ช้อนแกง/น้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 10 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง

       - โรครากดำ : ป้องกันกำจัดโดยการปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อป้องการเชื้อราอาศัยอยู่ในเศษซากพืชสะสมในดินหรือคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารเคมี เช้น แคปแทน อัตรา 2.5 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม

        10.แมลงศัตรูถั่วเขียว

       - หนอนแมลงวันเจาะลำต้น : การป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ควรพ่นด้วยสารประเภทดูดซึม เช่น คาร์โบซัลแฟน 20 % อัตร 50 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร

         - หนอนเจาะดอกและฝัก : โดยในระยะออกดอก หากพบการทำลายเฉลี่ยมากกว่า 1 ดอกต่อ 1 ต้น ควรพ่นด้วยโมโนโครโตฟอส 56๔ อัตรา 40-50 ซี.ซี/น้ำ 20 ลิตรหรือโซฮาโลทรินแอล 5% อัตรา 10 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร

        - หนอนกินใบ : ใช้โมโนโครโตฟอส(อโซดริน) อัตรา 30-50 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร เมื่อใบเผือกถูกทำลายถึง 30%  ขณะยังเล็กอยู่

        - เพลี้ยไฟ : ป้องกันกำจัดโดยใช้สารไตรรอโวฟอส (ฮอสตาธีออน)อัตรา 50-60 ซี.ซี./น้ำ 20 ลิตร

        - ไรขาว : ใช้สารโมโนโครโตฟอส(อโซดริน) พ่น 2-3 ครั้ง ทุกๆ 7 วัน ระยะถั่วออกดอกถึงติดฝักอ่อน เมื่อใบถูกทำลายถึง 30%

        11.การเก็บเกี่ยวและนวด

       เมื่อฝักถั่วเขียวเปลี่ยนเป็นสีดำจำนวนมากแล้วจึงทำการเก็บเกี่ยว โดยใช้เคี่ยวเกี่ยวทั้งต้นนำมาตากแดดให้แห้งกอบจะทำให้สะดวกในการนวดแล้วเก็บเฉพาะฝักแก่แล้วนำมาตากให้แห้งสนิท จึงนำมานวดต่อไป

       สำหรับถั่วเขียวผิวดำ ควรเก็บเกี่ยวเมื่อฝักแก่ 90 % ซึ่งถั่วจะมีอายุประมาณ 77-80 วัน การนวดจะใช้ไม้ฟาด ใช้วัว-ควายย่ำ หรือใช้เครื่องนวดก็ได้

       12.การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์

       เมล็ดพันธุ์ที่จะเก็บไว้ทำพันธุ์ควรตากแดดให้แห้งสนิท แล้วเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิท เก็บไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทดี จะสามารถเก็บไว้ทำพันธุ์ข้าวปีได้ โดยความงอกไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

 

การใส่ปุ๋ยถั่วลิสง

การใส่ปุ๋ยถั่วลิสง

  • ถั่วลิสง

       ถั่วลิสงอยู่ในกลุ่มพืชผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ เพราะถั่วลิสงเป็นอาหารที่บริโภคง่าย เป็นส่วนประกอบอาหารหวานคาวต่างๆ และเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป บางส่วนนำไปสกัดน้ำมัน และกากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

       ปัญหาของพืช ข้อจำกัด และโอกาส

  • คุณภาพของถั่วลิสงไทยค่อนข้างต่ำ มีการปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน การ

ซื้อขายยังเป็นระดับเกรดคละจึงขาดแรงจูงใจในการผลิตให้มีคุณภาพดี

  • มีต้นทุนการผลผลิตสูง

  • พื้นที่ปลูกและปริมาณการผลิตไม่แน่นอน

  • มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านในราคาที่ต่ำกว่า

  • ถั่วลิสงที่ผลิตในประเทศมีขนาดเมล็ดปานกลาง

  • การกระจายพันธุ์ดียังไม่ทั่วถึง

  • ควรได้รับการปรับปรุงในเรื่องการควบคุมการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอก

ซินและมีระบบมาตรฐานรับรองผลผลิต เพื่อให้ได้ถั่วลิสงที่มีคุณภาพดีและปลดภัยต่อผู้บริโภค

  • กำหนดเขตการปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมและมีศักยภาพ

        

 

       พันธุ์

       การเลือกพันธุ์ ผลผลิตมีคุณภาพ และตรงตามกับที่ตลาดต้องการ เจริญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ

       พันุ์ที่นิยมปลูก พันธุ์สำหรับใช้ในฝักรูปฝักสด เป็นถั่วตัมมี 3 พันธุ์

       กาฬสินธุ์ 1

      ประเภทพันธุ์ : พันธุ์แนะนำ

       วันที่รับรอง : 09 มีนาคม 2544

       ลักษณะเด่น :

       1. เปลือกฝักค่อนข้างเรียบทำให้ล้างฝักสดให้สะอาดได้ง่าย

       2. อายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์ สข.38 และขอนแก่น 60-2 ประมาณ 5-10 วัน

       3. มีเยื่อหุ้มเลม็ดสีแดง ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดถั่วลิสงฝักตัมในประเทศไทย

       4. มีรสชาติดี ฝักตรง มีจำนวนเมล็ด 2-3 เมล็ดต่อฝัก

       ลักษณะทางการเกษตร : อายุเก็บเกี่ยวฝักสด 80-85 วัน ฝักแห้ง 90-100 วัน ขนาดฝัก 3.2 x 1.2 ซม. จำนวนเมล็ด 2.6 เมล็ดต่อฝัก ผลผลิตฝักสด 456 กก./ไร่ ผลผลิตแห้ง 191 กก./ไร่

       พื้นที่แนะนำ : เหมาะสำหรับการปลูกในแหล่งการผลิตเพื่อใช้ประโยชน์ในรูปถั่วลิสงฝักตัม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง เช่น ดินร่วน หรือดินร่วนเหนียว และมีการกระจายของฝนดี เหมาะสำหรับปลูกในเขตภาคกลาง

       ข้อควรระวัง : อ่อนแอต่อโรคโคนเน่า ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดด้วนสารเคมี lprodione 50% WP หรือ Benlate-T หรือ Cardoxin 75% อัตรา 7-10 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม กาฬสินธุ์ 1 ฝักใหญ่ยาว เส้นลายบนฝักลึงขีดสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว 90-100 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 580 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคราสนิม เหมาะสำหรับปลูกในภาคเหนือที่เป็นดินร่วน หรือ ดินร่วนเหนียวปนทราย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูง

       กาฬสินธุ์ 2

      ประเภทพันธุ์ : พันธุ์แนะนำ

       วันที่รับรอง : 09 มีนาคม 2544

       ลักษณะดีเด่น :

  1. ให้ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 579 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ขอนแกน 60-2 และ

สข.38 ร้อยละ 10 และ 18 ตามลำดับ

  1. มีความต้านทานต่อโรคราสนิมและใบจุดสีน้ำตาล

  2. มีรูปร่างฝักสวย ฝักยาว มี 2-4 เมล็ดต่อฝัก รสชาติค่อนข้างหวาน

       พื้นที่แนะนำ : เหมาะสำหรับปลูกในแหล่งการผลิตเพื่อใช้ในรูปถั่วลิสงฝักตัม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง เช่น ดินรวน หรือดินร่วนเหนียวและมีการกระจายตัวของฝนดี เหมาะสำหรับการปลูกในเขตภาคเหนือ

       ข้อกำจัด : ควรปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง เช่น ดินร่วนหรือดินร่วนเหนียว มีการกระจายตัวของฝนดี

       สข.38 เส้นลายบนฝัก และจะจอยฝักเห็นชัดเจน มี 2-4 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงอายุเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 490 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ ที่เป็นดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย

       พันธุ์สำหรับใช้ในรูปฝักแห้ง ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ

      ไทนาน 9

      ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง

       วันที่รับรอง : 09 ตุลาคม 2519

       ลักษณะเด่น :  ให้ผลผลิตสูง เมล็ดมีคุณภาพดี เปลือกของฝักค่อนข้างบาง ทำให้มีเปอร์เซ็นต์การกระเทาะสูง 32-77% และมีลักษณะอื่นๆ ที่ดีกว่าพันธุ์มาตรฐานเดิมคือ สจ.38 และลำปาง สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวลล้อมได้ดี ผลผลิตทั้งฝักแห้งเฉลี่ย 260 กก./ไร่ ฤดูแล้ง 239 กก./ไร่ ฤดูฝน 236 กก./ไร่

       ลักษณะทางการเกษตร :  ทรงต้นเป็นพุ่มตรง (bunch) ติดฝักเป็นกระจุกที่โคนต้น ดอกสีเหลือง ออกดอกเมื่ออายุ 90-110 วันฝักค่อนข้างเล็ก เปลือกบางมี 2 เมล็ดต่อฝัก เส้นลายบนฝักไม่ชัดเจน ฝักเรียบ จงอยปากเห็นได้ชัดเจน

ความต้านทานโรค : ไม่ต้านทานดรคนาสนิมและโรคใบจุด

      

 

      ขอนแก่น 4

      ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง

       วันที่รับรอง : 19 ธันวาคม 2537

       ลักษณะดีเด่น :

  1. ให้ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 586 กก./ไร่  ผลผลิตฝักแห้งเฉลี่ย 270 กก./ไร่ และ

ผลผลิตเมล็ดเฉลี่ย 171 กก./ไร่

  1. น้ำหนัก 100 เมล็ดเท่ากับ 47 กรัม

  2. ทนทานต่อโรคโคนเน่าปานกลาง

  3. ปลูกได้ทั้งฤดูแล้งและฤดูฝน

       พื้นที่แนะนำ : ปลูกได้โดยทั่วไปของสภาพดิน ที่มีความเหมาะสมในการผลิตถั่วลิสงในประเทศไทย มีเสถียรภาพให้การให้ผลผลิตดี มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

       ขอนแก่น 5

      ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง

       วันที่รับรอง : 18 มีนาคม 2541

       ลักษณะดีเด่น :

       1. มีขนาดเมล็ดโตกว่า หรือน้ำหนัก 100 เมล็ด สูงกว่าพันธุ์มาตรฐานไทนาน 9 และ ขอนแก่น 60-1 ร้อยละ 17 และ 7 ตามลำดับ

       2. สามารถปรับตัวและให้ผลผลิตได้ดีกว่าพันธุ์มาตรฐานไทนาน 9 และขอนแก่น 60-1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกในฤดูแล้งที่ให้น้ำชลประทาน  ให้ผลผลิตเฉลี่ยระหว่างพันธุ์ไทนาน 9 และขอนแก่น 60-1 ร้อยละ 12 และ 7 ตามลำดับ

       3. มีระดับการเป็นโรคไวรัสยอดไหม้ ร้อยละ12.8 ต่ำกว่าพันธุ์ไทนาน 9 และขอนแก่น 6-1 ซึ่งเป็นโรค ร้อยละ 20.6 และ 16.3 ตามลำดับ

       4. น้ำหนัก 100 เมล็ดเท่ากับ 51.1 กรัมผลผลิตฝักแห้ง 304 กก./ไร่

       พื้นที่แนะนำ : โดยทั่วไปของสภาพการผลิตถั่วลิสงในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้งที่น้ำชลประทานและฤดูฝนที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม จะทำให้ผลผลิตสูงมาก

       ข้อควรระวัง : ถั่วลิสงสายพันธุ์ (Tain-an9xFCM387)-12-3-11 จะให้ผลผลิตไกล้เคียงกลับพันธุ์มาตรฐานไทนาน 9  และขอนแก่น 61-1 เมื่อปลูกในฤดูฝนที่มีสภาะแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น ดินมีความอุดมสมบูรณ์ การกระจายตัวของฝนไม่ปกติ ฝนทิ้งช่วงนานในระหว่างฤดูปลูกและการจัดการไม่เหมาะสม

       สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

  • ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 800 เมตร

  • ความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์

  • ดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนเหนียวปนทราย

  • ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็น

  • การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี

  • ระดับหน้าดินลึกประมาณ 30 เซนติเมตร

  • ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-6.5

  • อุณหภูมิมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของถั่วลิสงมาก

  • อุณหภูมิที่เหมาะสมเฉลี่ย 30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางวัน/กลางคืน

ประมาณ 35/25 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,500 มิลิตรต่อปี

       การปลูก

       ฤดูปลูก การปลูกในฤดูฝน แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ

  • ตันฤดูฝน (เมษายน-พฤษภาคม)

  • กลางฤดูฝน (มิถุนายน)

  • ปลายฤดูฝน (กรกฎาคม-สิงหาคม)

       การปลูกในฤดูแล้ง มี 2 วิธี

  • ปลูกในนาโดยอาศัยน้ำชลประทาน (ธันวาคม-มกราคม)

  • ปลูกหลังนาโดยอาศัยความชื้อในดิน (ตุลาคม-พฤศจิกายน)

       การเตรียมดิน

       การปลูกในฤดูฝน

  • พื้นที่มีวัชพืชน้อย ไม่ต้องเตรียมดิน ให้ไถเปิดร่อง แล้วหยอดเมล็ด

  • พื้นที่มีวัชพืชหนาแน่น ให้เตรียมดินโดยไถ 1 ครั้ง ลึก 10-20 เซนติเมตร

ตากดิน 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง

       การปลูกในฤดูแล้ง มี 2 วิธี

  • ปลูกในนาโดยอาศัยน้ำชลประทาน ให้เตรียมดินปลูก เช่นเดียวกับกับ

การปลูกในฤดูฝนโดยยกร่องปลูกสูง 20-25 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำได้สะดวก

  • ปลูกหลังนาโดยอาศัยความชื้อในดินต้องเตรียมดินให้ละเอียดโดยไถ

ดิน 2 ครั้ง และพรวน 1-2 ครั้ง

       การวิเคราะห์ดิน

      ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์ หลังจากไถพรวนดินให้หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนเหนียวปนทราย และอัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย แล้วพรวนกลบ (สามารถใส่สารปรับสภาพดินแทนได้)

       วิธีการปลูก

      ปลูกด้วยเมล็ดที่มีความงอกมากกว่า 75เปอร์เซ็นต์ อัตราปลูก 13-14 กิโลกรัมต่อไร่สำหรับพันธืถั่วลิสงฝักสด และอัตรา 17-18 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับพันธุ์ถั่วลิสงฝักแห้ง ระยะปลูก 50x20 เซนติเมตร ปลูกในหลุมลึก 5-8 เซนติเมตร จำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม ซึ่งจะได้จำนวน 32,000-48,000 ต้นต่อไร่ ถ้าปลูกในฤดูแล้งโดยอาศัยความชื้นในดิน ควรปลูกให้ลึก 10 เซนติเมตร คราดหน้าดิน หลังปลูกให้สม่ำเสมอเพื่อช่วยให้เมล็ดงอกดีขึ้น

       การให้ปุ๋ย 5 นางฟ้าทรงฉัตร

  • ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 18-46-0 อัตรา 15-20

กิโลกรัมต่อไร่ หรือหินฟอสเฟตสูตร 9-3-9 อัตรา 200-300 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 0-0-6  อัตรา 5-10 กิโลกรัมต่อไร่ หากไม่มีปุ๋ยดังกล่าวอาจใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 16-16-8 อัตรา 35 กิโลกรัมต่อไร่ รองกันหลุมก่อนปลูก หรือโรยข้างแถว แล้วพรวนดินกลบถั่วลิสงงอก 10-15 วัน

       การให้น้ำ

  • การปลูกในฤดูแล้ง ควรให้น้ำตามร่องทันทีปลูกจนเต็มสันร่อง เพื่อให้ถั่ว

ลิสงงอกสม่ำเสมอ การปลูกในฤดูฝน ควรให้น้ำทุก 7 วันในเดือนแรก หลังจากนั้นให้น้ำทุก 10 วัน สูงถึงระดับเศษ 3 ส่วน 4 ของความลึกของร่องน้ำ โดยไม่ต้องระบายน้ำออก

  • ต้องไม่ให้ถั่วลิสงขาดน้ำ ช่วงอายุ 30-60 วันหลังงอก ซึ่งระยะที่อยู่ในช่วง

แทงเข็มสร้างฝักและเมล็ด

       การพรวนดิน

  • พรวนดินข้างแถวถั่วลิสงหลังออกดอกและก่อนแทงเข็ม ช่วงอายุ 30-40

วันหลังงอกเพื่อปรับหน้าดินให้เหมาะสมต่อการแทงเข็มและสร้างฝัก

  • ไม่ควรพูนดินกลบกิ่งแรก เพราะจะทำให้การออกดอกและการติดฝัก

ลดลง

       โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

  • โรคโคนเน่า หรือโคนเน่าขาด

     ต้นเหี่ยวเหลือง ยุบตัว โคนต้นเป็นแผลสีน้ำตาล พบกลุ่มสเปอร์สีดำปกคุมบริเวณแผลเมื่อถอนขึ้นมาส่วนลำต้นจะขาดจากส่วนราก พบโรคทุกแหล่งและทุกฤดูปลูก

       การป้องกันกำจัด : คลุกเมล็ดปลูกก่อนด้วย ไอโปรไดโอน 50% ดับบลิวพี 3-5 กรัม/เมล็ด 1 กก./น้ำ 20 ลิตร และคาร์เบนดาซิม 50% ดับบลิวพี 5 กรัม/เมล็ด 1 กก./น้ำ 20 ลิตร

  • โรคลำต้นเน่า หรือ โคนเน่าขาว

       ยอด กิ่ง และลำต้น เหี่ยวยุบเป็นหย่อมๆพบแผลเน่าที่ส่วนสัมผัสกับผิวดิน บริเวณที่ถูกทำลายจะมีเส้นใยสีขาว รวมทั้งเม็ดสเคลอโรเทีย ของเชื้อราที่มีลักษณะคล้ายเมล็ดผักกาดโดยเฉพาะในพื้นที่มีการปลูกพืชแน่นเกินไป และปลูกซ้ำที่เดิมพบพืชเป็นโรคในช่วงติดฝักถึงเก็บเกี่ยว

       การป้องกันกำจัด : พ่นสารเมตาแลกซิน+แมนโคเซบ (8% + 64% ดับบลิวพี) 15-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และโพรพิโคนาโซล (25% อีซี) 12-20 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร ไอโปรไดโอน (50% ดับบลิวพี) 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

  • โรคยอดไหม้

       ยอดอ่อนและใบยอดเป็นแผลเซลล์ตายมีสีเหลือง ก้านในและกิ่งโค้งงอ ถ้าเป็นโรคในระยะกล้าถั่วลิสงจะตายหรือแคระแกร็นไม่ติดฝัก ถ้าเป็นโรคระยะต้นโต ทำให้การติดฝักลดลง

การป้องกันกำจัด : พ่นสาร อะซีเฟต 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไตรอะโซฟอส 50 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร เมทิโอคาร์บ 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟพาหะนำโรค

  • โรคใบจุด

       แผลเป็นจุดสีดำหรือน้ำตาล ขนาด 1-8 มิลลิเมตร ขอบแผลอาจมีวงสีเหลืองล้อมรอบระยะแรกที่พบที่ใบล่าง ต่อมาลุกลามไปสู่ใบบนอาการรุนแรงทำให้ใบเหลือง ขอบใบบิดเบี้ยวไหม้แห้งดำ และร่วงก่อนกำหนด

       การป้องกันกำจัด : พ่นสารเบโนมิล 15-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และแมนโคเซบ 20-30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

  • โรคราสนิม

       แผลเป็นตุมสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม ขนาดเท่าหัวเข็มหมุด กระจายทั่วบนใบ ต่อมาแผลจะแตก พบสปอร์เชื้อราสีน้ำตาลคล้ายสนิมเหล็กจำนวนมาก คุมบริเวณปากแผล

       การป้องกันกำจัด :  พ่นสารคลอโรธาโรนิล 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร แมนโคเซบ 30-40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร มาเนบ 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

       แมลงศตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

  • หนอนชอนใบถั่วลิสง

       ชอนเข้าไปกัดกินเนื้อเยื่อของใบเหลือไว้แต่ผิวด้านบนและด้านล่าง ต่อมาใบแห้งเป็นสีขาว เมื่อหนอนโตมากขึ้นจะออกมาพับใบถั่ว หรือชักใยเอาใบถั่วมารวมกัน อาศัยกัดกินและเข้าดักแด้ในใบนั้น ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ต้นถั่วแคระแกร็นใบร่วงหล่น

       การป้องกันกำจัด : พ่นสารไตอะโซฟอส 40 มล./น้ำ 20 ลิตร และอะซีเฟต 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

  • เพลี้ยอ่อนถั่ว

       ตัวอ่อนและตัวเต็มไว้จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอดอ่อน ใบอ่อน ดอก และเข็ม ทำให้ต้นแคระแกร็นใบอ่อน และยอดอ่อนหงิกงอ

       การป้องกันกำจัด : พ่นสาร คลอร์ไพริฟอส 100 มล/น้ำ 20 ลิตร

       เพลี้ยไฟ

      ดูดกินน้เลี้ยงตามยอดอ่อน ใบ และดอกทำให้ใบหงิกงอ บิดเบี้ยวมีรอยขีดข่วน เพลี้ยไฟบางชนิดทำลายใบ ทำให้เหมือนมีไขติดอยู่เส้นกลางใบและหลังใบ สีน้ำตาลคล้ายสนิมถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ยอดไหม้และตายได้

       การป้องกันกำจัด : พ่นสารอะซีเฟต 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไตรอะโซฟอส 50 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร เมทิโอคาร์บ 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร เพลี้ยจักจั่นตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดน้ำบริเวณใต้ใบ ทำให้ใบเหลือง ปลายใบเป็นรูปตัววี ถ้าระบาดรุนแรงมาก ใบสีไหม้เป็นสีน้ำและร่วง การป้องกันกำจัด พ่นสารอะซีฟอส 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

  • เสี้ยนดิน

เจาะเปลือกถั่วเป็นรูแล้วกัดกินเมล็ดในฝัก หลังจากนั้นจะนำเข้าไปไว้ในฝักแทนเมล็ดที่ถูกทำลาย

       การป้องกันกำจัด : ใช้สารควินสลฟอส 4 กก./ไร่ โรยพร้อมปุ๋ยข้างถั่ว และ คลอร์ไฟริฟอส 750 มล./น้ำ 80 ลิตร/ไร่ ฉีด

       สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

  • หนู

       ขุดกินถั่วลสงตั้งแต่ระยะฝักอ่อน โดยกินทั้งฝัก เมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยวหนูจะกัดกินเฉพาะเมล็ดภายในและทิ้งซากเปลือกไว้ การป้องกันกำจัด ใช้กรงดักหรือ กับดัก ร่วนกับการใช้เยื่อพิษ

       การป้องกันกำจัดวัชพืช ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วันพรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืช ข้ามปีออกจากแปลง กำจัดวัชพืชด้วยแรงาน 1-2 ครั้ง เมื่อ 10 วัน หรือ 30-40 วันหลังถั่วลิสงงอกโดยใช้จอบดายระหว่างแถว และใช้มือถือระวังต้น ต้องระวังไม่ให้รากและต้นของถั่วลิสงกระทบกระเทือน ในกรณีที่กำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกล ไม่มีประสิทธิ์ภาพเพียงพอควรพ่นสารกำจัดวัชพืชก่อนหรือหลังปลูกถั่วลิสง หลีกเลี่ยงการพ่นสารกำจัดวัชพืชโดยตรงไปที่ต้นถั่วลิสง

        การเก็บเกี่ยว

      ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

  • ถั่วลิสงฝักสด เก็บเกี่ยวตามอายุของพันธุ์ที่ปลูก

  • ถั่วลิสงฝักแล้ง เก็บเกี่ยวตามอายุของพันธุ์ที่ปลูก หรือเมื่อเปลือกฝักด้าน

ในเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ โดยสุ่มถอนต้นถั่วลิสง 1 ต้นต่อจุด สำรวจ 10 จุดต่อไร่

  • การปลุกในฤดูแล้ง จะมีอายุเก็บเกี่ยวนานกว่าการปลูกในฤดูฝน 5-10

วัน

        วิธีการเก็บเกี่ยว

  • ถอนหรือใช้จอบขุด ขณะดินมีความชื้น ระวังอย่าให้ฝักถั่วเป็นร่องแผล

  • ปลิวฝักด้วยมือ หรือเครื่องปลิว ร่อนดินออก และคัดฝักเสีย ฝักเน่า

และฝักที่เป็นแผลทิ้ง

  • ตากถั่วลิสงแห้งบนตะแกรงตาข่าย แคร่ หรือผ้าใบ อย่าให้ฝักสัมผัสกับ

พื้นดิน กองถั่วหนาไม่เกิน 5 เซนติเมตร พลิกกลับกองถั่ววันละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ฝักแห้งสม่ำเสมอทั่วทั้งกอง

  • ช่วงที่แดดจัดใช้เวลาตากประมาณ 3-5 วัน ทำให้ความชื้นลดต่ำลงกว่า

9 เปอร์เซ็นต์

  • มีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน

สารอะฟลาทอกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราในเมล็ดถั่วลิสง

       วิทยาการหลังเก็บเกี่ยว

  • ถั่วลิสงเมล็ดขนาดปานกลาง เก็บรักษาได้นานกว่าขนาดเมล็ดใหญ่

และเมล็ดขนาดเล็ก

  • ในห้องที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ ควรเก็บในรูปฝักแห้งซึ่งจะเก็บได้นาน

กว่าเมล็ดแห้ง 2 เดือน เนื่องจากเปลือกฝักช่วยปกกันเมล็ดได้อีกชั้น

  • ควรกระเทาะถั่วลิสงฝักแห้งภายใน 3 เดือน เพื่อรักษาคุณภาพ

ด้านการบริโภค

       การเก็บรักษาผลผลิตและบรรจุถั่วลิสงสด

  • ควรบรรจุถั่วลิสงฝักสดในกระสอบป่านที่สะอาด แล้วนำส่งตลาดให้เร็ว

ที่สุด เพื่อรักษาคุณภาพทางด้านรสชาติ

  • ควรส่งให้ถึงตลาดก่อน 24 ชั่วโมง ล้างให้สะอาดแล้วตัมทันที

  • ไม่ควรกองไว้นานเกิน 1 วัน เพราะอาจจะเกิดเชื้อราที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้

บริโภค

       ถั่วลิสงฝักแห้ง

  •  บรรจุฝักในกระสอบป่านที่สะอาดและเก็บรักษาในโรงเก็บหรือส่ง

จำหน่ายให้ลูกค้า

  • โรงเก็บต้องเป็นอาคารโปร่ง อากาศถ่ายเทดี ป้องกันจากการเปียกชื้น

จากฝนได้ ไม่มีมอดหนูหรือสัตว์เลี้ยงเข้ารบกวน

  • ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์ให้หาวัตถุรองกระสอบป่าน เช่นไม้ไผ่ เสาคอนกรีด เพื่อ

ไม่ให้ถั่วลิสงดูดความชื้นจากพื้นซีเมนต์ เพื่ออาจจะทำให้ถั่วเกิดเชื้อราได้

       ของจำกัดของถั่วลิสง

       ในถั่วลิสงมีข้อจำกัดที่สำคัญคือการเกิดสารพิษในถั่วลิสงที่เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารอะฟลาท็อกซิน เชื่อราที่เป็นสาเหตุ เชื้อ Aspergillus flavus และ A.parasiticus สารพิษนี้สามารถปนเปื้อนตั้งแต่ช่วงระยะที่ปลูกในแปลง การเก็บเกี่ยว การตากแห้ง รวมทั้งระหว่างการเก็บรักษาก่อนถึงผู้บริโภค โดยเฉพะการปลูกถั่วลิสงในฤดูฝน การปนเปื้อนของสารชนิดนี้เริ่มในช่วงถั่วลิสงสร้างฝัก เชื้อราชนิดนี้จะเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิ 10-15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัท์(RH)75% ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงต่อสุขภาพและชีวิตของผู้บริโภค ทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยงโดยตรงอย่างเฉียบพลัน หากได้รับใบปริมาณสูงและอาจเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโคตมะเร็งที่ตับ หัวใจ และสมอง สำหรับประเทศไทยกำหนดให้มีสารชนิดนี้ไม่เกิน 20 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) ส่วนต่างประเทศกำหนดให้มีสารชนิดนี้ไม่เกิน 5-30 ppb ทั้งนี้ขี้นอยู่กับการกำหนดมาตรฐานในแต่ละประเทศ

(ที่มา : กรมวิชาการเกษตรกร)

 

การใส่ปุ๋ยถั่วเหลือง

การใส่ปุ๋ยถั่วเหลือง

  • ถั่วเหลือง

       การผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากงานปรับปรุงพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์โดยเฉพาะถั่วเหลืองให้มีคุณภาพดีนั้นทำได้ยากเนื่องจากถั่วเหลืองเป็นพืชที่ได้รับผลกระทบสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ง่าย มีผลทำให้คุณภาพของเมล็ดถั่วลดลง การผลิตเมล็ดถั่วเหลืองมีขั้นตอนที่ต้องระมัดระวังเอาใจใส่ทุกขั้นตอน โดยธรรมชาติของการผลิตเมล็ดพันธุ์พันธุ์พืชถ้าไม่มีการคัดเลือกหรือไม่มีวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว เมล็ดพันธุ์ที่ได้จะมีคุณภาพลดลงเรื่อยๆ เป็นสาเหตุให้เกษตรกรได้ผลผลิตลดลง ตลอดจนทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ดังนั้นงานผลิตเมล็ดพันธุ์จึงเป็นงานที่สำคัญมากและเป็นงานที่ถึงมือเกษตรกรโดยตรง

       พันธุ์ถั่วเหลือง

       ถั่วเหลืองพันธุ์รับรองหรือพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรที่แนะนำให้เกษตรกรปลูกในปัจจุบันนี้มีหลายพันธุ์ พันธุ์เหล่านี้มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ต้านทานต่อโรคที่สำคัญเมล็ดพันธุ์มีความงอกดี มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น เหมาะสำหรับปลูกในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน บางพันธุ์ปรับตัวตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้กว้างสามารถปลูกได้ทั้งภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอื่นๆ ที่เป็นแหล่งปลูกถั่วเหลือง บางพันธุ์ปลูกได้เฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ทั้งนี้จะขอแนะนำเฉพาะพันธุ์ที่มีการผลิตเมล็ดพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตรในปัจจุบัน โดยแบ่งตามอายุเก็บเกี่ยวได้เป็น 2 กลุ่ม คือ พันธุ์อายุสั้น และพันธุ์อายุปานกลาง ดังนี้

 

 

พันธุ์อายุสั้น

พันธุ์อายุปานกลาง

1. นครสวรรค์ 1

1. สจ.5

2. เชียงใหม่ 2

2. เชียงใหม่ 60

3. ศรีสำโรง 1

3. ขอนแก่น

 

4. เชียงใหม่ 6

 

       1.ถั่วเหลืองพันธุ์อายุสั้น

      อายุเก็บเกี่ยว 75-85 วัน เหมาะสำหรับใช้ปลูกในระบบปลูกพืช ก่อนหรือหลังปลูกข้าว หรือปลายฤดูฝน ลำต้นไม่ทอดยอด ความสูง 30-50 เซนติเมตร จำนวน 3 พันธุ์ คือ พันธุ์นครสวรรค์1 เชียงใหม่2 และศรีสำโรง1 ซึ่งมีลายละเอียดของต่ละพันธุ์ดังนี้

       1.พันธุ์นครสวรรค์ 1

       ในปี 2523 สาขาน้ำมันพืช สถาบันวิจัยพืชไร่ ได้นำถั่วเหลืองพันธุ์โอซีบี เข้ามากจากต่างประเทศ แล้วนำไปปลูกศึกษาครั้งแรกที่ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ พบว่าถั่วเหลืองพันธุ์นี้อายุสั้นเมล็ดโต ผลผลิตสูงพอสมควร จึงได้นำเข้าเปรียบเทียบมาตรฐานพันธุ์ตั้งแต่ปี 2525-2526 ในหลายท้องที่ ปรากฏว่าถั่วเหลืองพันธุ์นี้เจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ สจ.5 ในเขตภาคกลางที่จังหวัดนครสวรรค์และลพบุรี

       ลักษณะเด่น

       1. ให้ผลผลิตเฉลี่ย 258 กิโลกรัม/ไร่ (184-351 กิโลกรัม) ถ้าปลูกต้นฤดูฝนหรือกลางฤดูฝนจะให้ผลผลิตสูง

       2. เป็นพันธุ์อายุเก็บเกี่ยวสั้น

       3. เมล็ดมีขนาดใหญ่

      ลักษณะทางเกษตร

      อายุออกดอกนับจากวันงอกถึงวันที่ดอกบาน 50% ของต้นทั้งหมด 25-27 วัน

       อายุเก็บเกี่ยว นับจากวันงอกถึงวันที่ฝักแก่ 95% ประมาณ 73-76 วัน

       ลำต้น ความสูงเฉลี่ย 49 เซนติเมตรจำนวนข้อเฉลี่ย 9.5 ข้อ/ต้น แตกกิ่งเฉลี่ย 1 กิ่ง/ต้น

       ฝักและเมล็ด จำนวนฝักเฉลี่ย 21 ฝัก/ต้น จำนวนเมล็ดเฉลี่ย 2 เมล็ด/ฝัก

       พื้นที่แนะนำ เหมาะสำหรับปลูกในเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน ปลูกได้ทั้งต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน

       ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคราน้ำ

       การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรกรพิจารณาให้เป็นพันธุ์แนะนำ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2529

       2. พันธุ์เชียงใหม่ 2

       ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 2 ได้การผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์เชียง 60 กับพันธุ์ IAC 13 ที่นำเข้ามาจากประเทสบราซิล  ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น เมล็ดโต การเจริญเติบโตดี และลำต้นแข็งแรง ในปี 2530 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ปรับตัวตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้กว้างมีความต้านทานต่อโรคที่สำคัญในแต่ละฤดูปลูก

       ลักษณะเด่น

      1. ให้ผลผลิตเฉลี่ย 234 กิโลกรัม/ไร่(230-290 กิโลกรัม/ไร่)

       2. เป็นพันธุ์อายุสั้นมีอายุเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 77 วัน

       3. เมล็ดพันธุ์มีความงอกดี

       4. มีความต้านทานต่อโรคน้ำค้าง ปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้กว้างปลูกได้ในทุกสภาพท้องถิ่น

       ลักษณะทางการเกษตร

       อายุออกดอก นับจากวันงอกถึงวันที่ออกดอกบาย 50% ของต้นทั้งหมด 31-35 วัน

       อายุเก็บเกี่ยว นับจากวันงอกถึงวันที่ฝักแก่ 95% ประมาณ 77 วัน

       ลำต้น ความสูงเฉลี่ย 49 ซม. จำนวนข้อเฉลี่ย 12 ข้อ/ต้น แตกกิ่งเฉลี่ย 2 กิ่ง/ต้น

       ฝักและเมล็ด จำนวนเฉลี่ย 30 ฝัก/ต้น จำนวนเมล็ดเฉลี่ย 2 เมล็ด/ฝัก น้ำหนัก 100 เมล็ดเฉลี่ย 15 กรัม

       พื้นที่แนะนำ สามารถปลูกได้ดีในทุกแหล่งปลูกถั่วเหลืองของประเทศ

       การรับรองพันธุ์  กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นเป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2541

       3. พันธุ์ศรีสำโรง 1

       ถั่วเหลืองพันธุ์ศรีสำโรง 1 คัดเลือกจากผสมข้ามพันธุ์ระหว่างลูกผสมเดี่ยวนครสวรรค์ 1/Pudua8008B และนครสวรรค์ 1/DM8032-1-9 ในปี 2535 ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อนแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และสถานนีทดลองพืชไร่ศรีสำโรง แล้วมีการผสมข้ามกับพันธุ์นครสวรรค์ 1 อีก 1 ครั้ง ปลูกคัดเลือกตั้งแต่ชั่วที่ 2-4 โดยเก็บเมล็ดจากแต่ละต้นเพียง 1 เมล็ด รวมกันปลูก หรือวิธี Single seed descent ในชั่วที่ 5-6 คัดเลือกต้นที่ดี ปลูกแบบต้นต่อแถวเพื่อสร้างสายพันธุ์บริสุทธิ์ สลร.ศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ระหว่างปี 2536-2538 เพื่อให้ได้ลักษณะที่ต้านทานต่อโรคและให้ผลผลิตสูง ประเมินผลผลิตในเขตภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในศูนย์วิจัย สถานีทดลองและไร่เกษตรกร ตั้งแต่ปี 2538-2543 เป็นเวลา 6 ปี

       ลักษณะเด่น

      1. ให้ผลผลิตเฉลี่ย 291 กิโลกรัม/ไร่(229-377 กิโลกรัม/ไร่)

       2. มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นไกล้เคียงกับพันธุ์นครสวรรค์ 1

       3. ต้านทานต่อโรคราน้ำค้างสภาพไร่ในเขตภาคเหนือตอนล่างดีกว่าพันธุ์นครสวรรค์ 1

       ลักษณะทางพฤกษาศาสตร์

      ลำต้น สีโคนต้นอ่อนสีม่วง ลักษณะต้นไม่ทอดยอด รูปแบบเจริญเติบโตไม่ทอดยอด

       ใบ รูปร่างใบย่อยกว้าง ขนาดของใบย่อยค่อนข้างใหญ่ สีใบ (ระยะออกดอกเต็มที่) สีเขียว ขนสีขาว

       ดอก สีม่วง

       ฝัก ฝักแก่สีน้ำตาล

       เมล็ด เปลือกเมล็ดแห้งสีเหลือง ขั้วเมล็ดแก่สีน้ำตาล รูปร่างเมล็ดแก่ค่อนข้างกลม

       ลักษณะทางเกษตร

       อายุออกดอก นับจากวันงอกถึงวันที่ดอกบาน 50% ของต้นทั้งหมด 26-28 วัน

        อายุเก็บเกี่ยว นับจากวันงอกถึงวันที่ฝักแก่ 95% ประมาณ 76-78 วัน

       ลำต้น ความสูงเฉลี่ย 49 ซม. จำนวนข้อเฉลี่ย 10 ข้อ/ต้น แตกกิ่งเฉลี่ย 1 กิ่ง/ต้น

       ฝักและเมล็ด จำนวนฝักเฉลี่ย 24 ฝัก/ต้น น้ำหนัก 100 เมล็ดเฉลี่ย 14.5 กรัม

       พื้นที่แนะนำ แนะนำให้ปลูกในเขตภาคเหนือตอนล่าง

       การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์แนะนำ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2550

       2.ถั่วเหลืองพันธุ์อายุปานกลาง

       อายุเก็บเกี่ยว 86-112 วัน ส่วนใหญ่ลำต้นไม่ทอดยอด ความสูง 60-80 เซนติเมตร จำนวน 4 พันธุ์ คือ พันธุ์ สจ.5 เชียงใหม่ 60 ขอนแก่น และเชียงใหม่ 6 ซึ่งมีลายละเอียดแต่ละพันธุ์ ดังนี้

       1 พันธุ์ สจ.5

      พันธุ์ สจ.5 ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ Tainung 4 กับพันธุ์ สจ.2 ในปี 2513 ณ สถานีทอดลองพืชไร่แม่โจ้ (ปัจจุบัน คือ ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่) ทำการคัดเลือกแบบสืบประวัติ (Pedigree selection) และประเมินผลผลิตในหลายท้องที่ มีการเจิญเติบโตและปรับตัวได้ดี ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ

       ลักษณะเด่น

       1. ให้ผลผลิตเฉลี่ย 286 กิโลกรัม/ไร่ (256-327 กิโลกรัม/ไร่)

        2. ทนทานต่อโรคใบด่าง โรคราสนิม และโรคแอนแทรกโนส

       3. เมล็ดมีความงอกดี ทนต่อสภาพดินที่มีความชื้นสูงหรือดินแฉะ ในช่วงการปลูกได้มากกว่าพันธุ์เชียงใหม่ 60 ลำต้นแข็งแรง

       ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

       ลำต้น สีโคนต้นอ่อนสีม่วง ลักษณะต้นไม่ทอดยอด รูปแบบการเจริญเติบโตกึ่งทอดยอด

       ใบ รูปร่างใบย่อยกว้าง สีใบเขียว ขนสีน้ำตาลเข้ม

       ดอก สีม่วง

       ฝัก ฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม

       เมล็ด เปลือกเมล็ดสีเหลือง ขั้วเมล็ดสีน้ำตาล รูปร่างเมล็ดเมล็ดค่อนข้างรี

       ลักษณะทางเกษตร

      อายุออกดอก นับจากวันงอกถึงวันที่ดอกบาน 50 % ของต้นทั้งหมด 34-36 วัน

       อายุเก็บเกี่ยว นับจากวันงอกถึงวันที่ฝักแก่ 95 % ประมาณ 60-96 วัน

       ลำต้น ความสูง 63-73 ซม. จำนวน 12-13 ข้อ/ต้น แตกกิ่ง 2-3 กิ่ง/ต้น

       ฝักและเมล็ด จำนวนฝัก 34-46 ฝัก/ต้น จำนวนเลม็ดเฉลี่ย 2 เมล็ด/ฝัก น้ำหนัก 100 เมล็ดหนัก 13.1-15.9 กรัม

       พื้นที่แนะนำ เป็นพันธุ์ที่แนะนำปลูกได้ทั่วไป เนื่องจากเป็นการคัดพันธุ์แบบปรับตัวได้กว้าง จึงใช้ปลูกได้ทั่วไปในแหล่งปลูกถั่วเหลืองของประเทศไทย

       ข้อควรระวัง หลีกเลี่ยงการใช้พันธุ์นี้ปลูกในเขตที่มีการระบาดของโรคใบจุดนูน

       การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2523

       2.พันธุ์เชียงใหม่

      ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ Williams ซึ่งมีลำต้นแข็งแรง จำนวนฝักต่อต้นมาก กับพันธุ์ สจ.4 ซึ่งเป็นพันธุ์รับรองที่ให้ผลผลิตสูงทนทานต่อโรคราสนิม

       ลักษณะเด่น

       1. ให้ผลผลิตเฉลี่ย 284 กิโลกรัม/ไร่(258-319 กิโลกรัม/ไร่)

        2. ทนทานต่อโรคราสนิม และทนทานต่อโรคราน้ำค้างปานกลาง ซึ่งดีกว่าพันธุ์ สจ.5

       3. สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้กว้าง เหมาะสำหรับใช้เป็นพันธุ์ ปลูกทุกสภาพท้องถิ่ง

       ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

       ลำต้น โคนต้นสีเขียวอ่อน ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด รูปแบบการเจริญเติบโตกิ่งทอดยอด แตกกิ่งน้อย

        ใบ รูปร่างใบย่อยกว้าง สีใบเขียว ขนสีน้ำตาลเข้ม

       ดอก สีขาว

       ฝัก สีของฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม

       เมล็ด เปลือกเมล็ดสีเหลือง ขั้วเมล็ดสีน้ำตาล รูปร่างเมล็ดค่อนข้างกลม

       ลักษณะทางเกษตร

       อายุออกดอก นับจากวันงอกถึงวันที่ดอกบาน 50% ของต้นทั้งหมด 31-35 วัน

        อายุเก็บเกี่ยว นับจากวันงอกถึงวันที่ฝีกแก่ 90% ประมาณ 88-95 วัน

       ลำต้น ความสูง 55-65 ซม. จำนวนข้อ 12-13 ข้อ/ต้น แตกกิ่งน้อยเฉลี่ย 1 กิ่ง/ต้น น้ำหนัก 100 เมล็ด 14.5-15.6 กรัม

       พื้นที่แนะนำ 1.อ่อนแอต่อสภาพดินที่มีความชื้นสูงหรือมีน้ำขัง การปลูกในฤดแล้งเขตชลประทานควรให้น้ำก่อนปลูกไม่ควรปล่อยให้น้ำขังในหลุมปลูก เพราะทำให้เมล็ดเน่าได้ง่าย 2.เมล็ดเสื่อมความงอกเร็วถ้าเก็บในสภาพอุณหภูมิห้อง

       การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2530

       3.พันธุ์ขอนแก่น

       เดิมมีชื่อว่า PB-HST เป็นพันธุ์ที่รวบรวมจากตลาดนิยมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ในปี 2529 นำไปปลูกคัดเลือกให้มีความสม่ำเสมอทางพันธุกรรม ที่โครงการไร่นาตัวอย่างห้วยสีทน อำเภอเมือง กาฬสินธุ์ในปี 2530-2535 โดยได้สร้างสายพันธุ์ที่คงตัวทางพันธุกรรม จึงนำไปประเมินผลตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์ ระหว่างปี 2535-2545

       ลักษณะเด่น

       ให้ผลผลิตเฉลี่ย 312 กิโลกรัม/ไร่(274-356 กิโลกรัม/ไร่) โดยให้ผลผลิตในฤดูแล้งสูงเฉลี่ย 356 กิโลกรัม/ไร่

       ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

       ลำต้น โคนสีม่วงอ่อน ลักษณะต้นไม่ทอดยอด รูปแบบการเจริญเติบโตกิ่งทอดยอด

       ใบ รูปร่างใบย่อยกว้าง สีใบเขียว ขนสีน้ำตาล

       ดอก สีม่วง

       ฝัก สีของฝักแก่สีน้ำตาลดำ

       เมล็ด เปลือกเมล็ดสีเหลือง สีขั้วเมล็ดสีน้ำตาลแดงเข้ม รูปร่างเมล็ดค่อนข้างรี

       ลักษณะทางเกษตร

      อายุออกดอก นับจากวันงอกถึงวันที่ดอกบาน 50% ของต้นทั้งหมด 35-40 วัน

       อายุเก็บเกี่ยว นับจากวันที่ฝักแก่ 95% ประมาณ 92-95 วัน

       ลำต้น ความสูงเฉลี่ย 53.7 เซนติเมตร จำนวนข้อเฉลี่ย 12.3 ข้อ/ต้น แตกกิ่ง 2-3 กิ่ง/ต้น

       ฝักและเมล็ด จำนวนฝักเฉลี่ย 36 ฝัก/ต้น น้ำหนัก 100 เมล็ด เฉลี่ย 15.0 กรัม

       ข้อควรระวัง ถั่วเหลืองพันธุ์ขอนแก่น จะให้ผลผลิตค่อนข้างแปรปรวนเมื่อปลูกในฤดูฝนที่มีการกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ผลผลิตลดต่ำลงกว่าการปลูกให้ฤดูแล้ง

       พื้นที่แนะนำ ถั่วเหลืองพันธุ์ขอนแก่น เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับการปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปลูกในฤดูแล้งที่มีการให้น้ำเขตชลประทานซึ่งเป็นสภาพการปลูกส่วนใหญ่ของภาคนี้

       การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์แนะนำ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2547

       4.พันธุ์เชียงใหม่ 6 ถั่วเหลืองพันธุ์เฉียงใหม่ 6 ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ KUSL20004 ซึ่งต้านทานต่อโรคใบจุดนูน และให้ผลผลิตสูง กับพันธุ์เชียงใหม่ 5 ที่ต้านทานต่อโรคราสนิมสูง และต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง ผสมพันธุ์คัดเลือกที่ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ ในปี 2538-2541 เปรียบเทียบกับพันธุ์ทดสอบในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปี 2542-2551

       ลักษณะเด่น

       1. ให้ผลผลิตเฉลี่ย 322 กิโลกรัม/ไร่(289-367กิโลกรัม/ไร่)

       2. ทนทานต่อโรคราสนิม และต้านทานต่อโรคราน้ำค้างสูงกว่าพันธุ์ สจ.5 และเชียงใหม่ 60 ให้สภาพธรรมชาติ

       3. สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้กว้าง เหมาะสำหรับใช้เป็นพันธุ์ ปลูกทุกสภาพท้องถิ่ง

        ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

       ลำต้น โคนสีม่วงอ่อน ลักษณะต้นไม่ทอดยอด รูปแบบการเจริญเติบโตกิ่งทอดยอด

       ใบ รูปร่างใบย่อยกว้าง สีใบเขียว ขนสีน้ำตาล

        ดอก สีม่วง

        ฝัก สีของฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม

        เมล็ด เปลือกเมล็ดสีเหลือง สีขั้วเมล็ดสีน้ำตาลแดงเข้ม รูปร่างเมล็ดค่อนข้างกรม น้ำหนัก 1000 เมล็ด 13.5-14.8 กรัม

        ลักษณะทางเกษตร

       อายุออกดอก นับจากวันงอกถึงวันที่ดอกบาน 50% ของต้นทั้งหมด 33-36 วัน

        อายุเก็บเกี่ยว นับจากวันที่ฝักแก่ 95% ประมาณ 90-99 วัน

        ลำต้น ความสูงเฉลี่ย 66-67 เซนติเมตร จำนวนข้อเฉลี่ย 13-14 ข้อ/ต้น แตกกิ่ง 2 กิ่ง/ต้น

        ฝักและเมล็ด จำนวนฝักเฉลี่ย 33-39 ฝัก/ต้น น้ำหนัก 100 เมล็ด เฉลี่ย 13.5-14.8 กรัม

       พื้นที่แนะนำ ปรับตัวได้กว้าง สามารถปลูกให้ผลผลิตสูงในท้องที่ต่างๆ

        ข้อควรระวัง การปลูกไม่ควรเกิน 3 ต้นต่อหลุมถ้ามากเกินไปจะทำให้ต้นล้มผลผลิตต่ำ

        การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2553

        ลักษณะประจำพันธุ์

       การปลูกและการดูแลรักษาถั่วเหลือง

       การปลูกถั่วเหลืองเพื่อผลผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีที่ประเทศไทยมีทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝน ถั่วเหลืองฤดูแล้งส่วนใหญ่มีแหล่งปลูกในเขตชลประทาน และมีช่วงปลูกที่เหมาะสมหลังฤดูทำนาปี และถั่วเหลืองฤดูฝนมีพื้นที่ปลูกบนที่ดอนเริ่มปลูกในเดือนกรกฎาคม ถึงต้นเดือนสิงหารคม น้ำฝนและอุณหภูมิต่ำส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง ดังนั้นการปลูกในช่วงที่เหมาะสมจะช่วยให้ถั่วเหลืองเจริญเติบโต ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพสูง

       1.การเตรียมดิน

       1.1 สภาพนา  พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองนั้นควรเรียบสม่ำเสมอ ระบายน้ำออกได้ง่าย การเตรียมพื้นที่ในสภาพหลังนา ควรตัดตอซังข้าวแล้วควรทิ้งเศษฟางข้าวให้คงอยู่ให้แปลงนาแล้วขุดร่องน้ำรอบและผ่านแปลงนา ระยะระหว่างร่องน้ำประมาณ 3-5 เมตร เพื่อสะดวกต่อการให้น้ำและระบายน้ำออก หลังจากนั้นจึงปล่อยน้ำให้ท่วมแปลงประมาณครึ่งวันและระบายน้ำออก ตากดินไว้ 1-2 วัน ให้ดินหมาดไม่มีน้ำขังแฉะจึงหยอดเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง การให้น้ำครั้งต่อไปให้หลังจากถั่วเหลืองงอกแล้วโดยพิจารณาจากความชื้นในดิน

       1.2 สภาพไร่ เป็นการปลูกในฤดูฝน ให้ไถด้วยผาล 3 1 ครั้ง ลึก 15-20 ซม. ตากดินจนดินแห้ง 7-10 วัน พรวนด้วยผาล 7 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัวและไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง ปรับดินให้สม่ำเสมอ

       ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 เป็นพันธุ์ที่มีปัญหาในด้านความงอกและความแข็งแรงการปลูกถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 จึงต้องระมัดระวังในการเตรียมพื้นที่ละการให้น้ำเป็นพิเศษ ไม่ควรมีน้ำขังแฉะและไม่ควรปลูกลึกกว่าปกติ

       2.ฤดูปลูกที่เหมาะสม

       ฤดูปลูกถั่วเหลืองหรือช่วงเวลาปลูกมีความสำคัญต่อการผลผลิตเมล็ดให้สำเร็จได้ตามเป้าหมาย

       2.1 ฤดูแล้ง ช่วงเวลาที่เหมาะสม คือตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมกราคม แต่ถ้าสามารถปลูกได้รวดเร็ว โดยปลูกให้แล้วเสร็จก่อนเดือนธันวาคมจะได้ผลผลิตดีมาก ทั้งนี้เพราะสามารถหลีกเลี่ยงอากาศหนาวเย็นขนาดเริ่มงอกได้ ในช่วงการติดฝักสร้างเมล็ดอุณหภูมิไม่สูงมาก และที่สำคัญยิ่งอีกประการคือ เก็บเกี่ยวได้ก่อนฝนตกในช่วงต้นฤดูฝนเพราะถ้าถั่วเหลืองถูกฝนในระยะสุกแก่ถึงช่วงเก็บเกี่ยวจะทำให้ผลผลิตเสียหายและเมล็ดพันธุ์มีคุณภาพต่ำ

       2.2 ฤดูฝน ช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ กลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม การปลูกก่อนหน้านี้ช่วงเก็บเกี่ยวอาจกระทับช่วงฝนตกหนัก สำหรับถั่วเหลืองพันธุ์นครสวรรค์ 1 แนะนำให้ปลูกต้นฝน ถ้าปลูกปลายฝนเมล็ดจะปริแตก

       3.วิธีปลูกถั่วเหลือง

      3.1 สภาพนา ใช้ไม้ปลายแหลมหรือเครื่องปลูกทำหลุมกว้าง 2-3 ซม. ลึก 3-4 ซม. และหยอดเมล็ดพันธุ์ 4-5 เมล็ดต่อหลุมโดยมีระยะปลูกที่เหมาะสมดังนี้

       พันธุ์อายุสั้น เช่น พันธุ์นครสวรรค์ 1 พันธุ์เชียงใหม่ 2 และพันธุ์ศรีสำโรง 1 ระยะปลูก 25x25 ซม. ได้ประมาณ 100,000 ต้นต่อไร่

       พันธุ์อายุปานกลาง เช่นพันธุ์เชียงใหม่ 60 และพันธุ์ สจ.5 ระยะปลูก 40x20 ซม. ได้ประมาณ 80,000 ต้นต่อไร่

       3.2 สภาพไร่ ใช้ไม้ปลายแหลมทำหลุมกว้าง 2-3 ซม. ลึก 3-4 ซม. ระยะปลูก 50x20 ซม. หยอด 4-5 เมล็ดต่อหลุม ได้ประมาณ 64,000 ต้นต่อไร่ ถ้าใช้เครื่องปลูก เครื่องจะปลูกแบบโรยเป็นแถว ระยะระหว่างแถว 50 ซม. จำนวน 20-25 ต้นต่อแถวยาว 1 เมตร ได้ประมาณ 64,000-80,000 ต้นต่อไร่

       ถั่วเหลืองพันธุ์อายุสั้นมีความสูงเฉลี่ย 30-35 ซม. มีทรงพุ่มเล็กกว่าพันธุ์อายุปานกลางซึ่งมีความสูงเฉลี่ย 60-80 ซม. ดังนั้นการปลูกจึงต้องให้มีจำนวนต้นต่อพื้นที่มากกว่าระยะปลูกจึงต้องถี่กว่า นอกจากนอกจากนี้การปลูกถั่วเหลืองในสภาพนาฤดูแล้งนั้นเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น การเจริญเติบโตของถั่วเหลืองจึงน้อยกว่าการปลูกในสภาพไร่ฤดูฝนที่มีอุณหภูมิสูงและปริมาณน้ำฝนมากกว่า

 

       เกษตรกรบางท้องที่ปลูกถั่วเหลืองแบบหว่านคราดกลบ เป็นวิธีที่เกษตรให้ความสนใจและพัฒนาแนวคิดวิธีการปลูกความต้องการของเกษตรกรเอง ซึ่งต้องการอาศัยฝีมือการหว่านที่มีความชำนาญมาก วิธีการปลูกแบบหว่านคราดกลบโดยใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ จะส่งผลดีต่อเกษตรกรมีความชำนานในการเตรียมพื้นที่ การหว่านเมล็ดให้กระจายสม่ำเสมอ การคราดกลบเมล็ด การระบาคของโรคและแมลงไม่รุนแรง และพืชที่มีวัชพืชน้อยจากข้อมูลการศึกษาและข้อสังเกตุแม้ว่าจะเป็นวิธีที่เกษตรกรในบางพื้นที่นิยม เพราะปฏิบัติง่ายไม่เปลืองแรงงาน เวลา และค่าใช้จ่ายเป็นการลดต้นทุนการผลิต แต่คุณภาพของผลผลิตไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ปัญหาเมล็ดสีเขียว เมล็ดสีม่วง เมล็ดเล็กลีบ และสิ่งเจือปนค่อนข้างสูง

       4.การใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม

       เป็นแบคเป็นทีเรียที่มีความสามารถสร้างปุ๋ยในโตรเจนให้แก่พืชตระกูลถั่วได้โดยผ่านกระบวนการตรึงก๊าชไนโตรเจนจากอากาศและเปลี่ยนให้อยู่ในรูปสารประกอบอินทรียไนโตรเจนที่ปมรากถั่ว (biologcical nitrogen fixation) และลำเลียงไปส่วนต่างๆ ของพืชตระกลุถั่วให้สามารถใช้ประโยชน์ได้โดยตรงโดยวัชพืชไม่สามารถใช้ประโยชน์จากไนโตรเจนที่ไรโซเบียมตรึงได้ จนกระทั่งปมรากซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของไรโซเบียมสูญเสียประสิทธิภาพการตรึงและย่อยสลายโดยจุลินทรีย์อื่นในดิน วัชพืชจึงสามารถใช้ไนโตรเจนนั้นได้จึงเป็นการกำจัดการเจริญเติบโตของวัชพืช ดังนั้นปมรากถั่วจึงเปรียบเสมือนโรงงานผลผลิตปุ๋ยไนโตรเจนส่วนไรโซเบียมเปรียบเสมือนคนงานผลิต แต่กระบวนการตรึงก๊าชไนดตรเจนเป็นกระบวนการซึ่งต้งใช้พลังงาน ดังนั้นฟอสฟอรัสในดินซึ่งเป็นองค์ประกอบของสารให้พลังงานต้องมีพลีงงานเพียงพอ ปริมาณไนโตรเจนที่ไรโซเบียมตรึงได้สำหรับถั่วเหลืองประมาณ 10-27 กิโลกรัม ไนโตรเจน/ไร่/ปี จึงนำไรโซเบียมมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมของพืชตระกลูถั่วโดยไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในการปลูกถั่วเหลืองหลังนาดังนั้นการปลูกถั่วเหลืองหลังนาจึงควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมสำหรับถั่วเหลืองทุกครั้ง โดยใช้สารเสื่อมที่ไม่เป็นพิษต่อไรโซเบียมที่หาได้ง่ายและเหมาะสม ได้แก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย 30 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ไม่สามารถหาวัสดุดังกล่าวได้อาจใช้น้ำแทนได้ แต่การใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นมีข้อควรคำนึงเกี่ยวกับพันธุ์ถั่วเหลือง สายพันธุ์ไรโซเบียม สภาพแวดล้อมและวิธีการคลุกเมล็ดพันธุ์ ดังนี้

       4.1 เลือกชนิดปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมที่เหมาะสมกับชนิดและพันธุ์ถั่ว เช่นปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมสำหรับถั่วเหลืองพืชเชียงใหม่ 60 เหมาะสมที่สุดสำหรับถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 แต่กรณีที่ไม่สามารถหาซื้อปุ๋ยไรโซเบียมที่เหมาะสมกับพันธุ์ถั่วได้อาจใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมสำหรับถั่วเหลืองทั่วไป

       4.2 ปรับสภาพค่าปฏิกิริยาดิน ให้อยู่ในระดับไม่เป็นกรดหรือด่างจนเกินไป เช่น 5.5-6.5 กระทำก่อนปลูกถั่วเหลือง 2 สัปดาห์ เช่นหากค่า pH ของดินน้อยกว่า 5.0 แนะนำให้ใส่ปูนขาวประมาณ 200-400 กิโลกรัม/ไร่

       4.3 นำเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองที่ต้องการปลูกใส่ลงในภาชนะผสม

       4.4 ใส่สารเชื่อมช่วยให้ไรโซเบียมติดเมล็ดพันธุ์ในปริมาณที่เหมาะสม (ไม่ให้เยิ้ม)

       4.5 ใส่ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมสำหรับถั่วเหลือง ตามอัตราแนะนำบนฉลากกำกับปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมสำหรับถั่วเหลือง เช่น ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมสำหรับถั่วเหลืองขนาดบรรจุ 200 กรัม สำหรับเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง 10-15 กิโลกรัม คลุกเคล้าเบาๆ ให้ผงสีดำของปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมติดผิวทุกเมล็ดหรือทั่วเมล็ดเมล็ดพันธุ์

       4.6 ผึ่งเมล็ดถั่วเหลืองที่คลุกด้วยปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมสำหรับถั่วเหลืองแล้วในที่ร่ม ประมาณ 10-15 นาที จึงนำไปใช้ปลูกโดยการหยอดด้วยมือหรือเครื่องหยอดเมล็ดชนิดต่างๆ ได้

       หลังจากถั่วเหลืองอายุได้ประมาณ 7-10 วัน ให้ถอนต้นเพื่อสังเกตการณ์สร้างปมรากหากปมรากสร้างบริเวณรากแก้วเมื่อใช้มือบีบสังเกตเห็นภายในปมสีแดงหรือสีชมพูแสดงว่าปมนั้นมีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจนหากสังเกตการติดปมน้อยสามารถแก้ไข้ได้โดยนำปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมมาละลายน้ำราดที่บริเวณโครต้นถั่วเหลืองอีกครั้งหนึ่ง

       5.การจัดการปุ๋ยสำหรับถั่วเหลือง

        ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ต้องใช้ธาตุอาหารไนโตรเจน (N) ค่อนข้างสูง รองลงมาคือธาตุอาหารโพแทสเซียม (K) และธาตุฟอสฟอรัส (P) ได้มีการวิจัยพบว่าในการผลิตถั่วเหลืองให้ได้ผลผลิตเมล็ด 300 กิโลกรัมต่อไร่ จะใช้ธาตอาหาร N P  และ K ประมาณ 27.0 3.30 และ 11.6 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ถึงแม้ถั่วเหลืองจะใช้ธาตุอาหาร N ทำให้สามารถใช้ธาตุ N จากอากาศ(N fixation) ได้ค่อนข้างเพียงพอหากสภาพแวดล้อมเหมาะสม เช่น ดินไม่เป็นกรดเป็นด่างเกินไป มีธาตุอาหารที่จำเป็นอื่นๆพอสมควร มีความชื้นที่เหมาะสมและใส่เชื้อไรโซเบียมที่มีประสิทธิภาพ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ย N กับถั่วเหลืองก็ได้

       การวิจัยการใช้ปุ๋ยเคมีกับถั่วเหลืองที่ผ่านมา พบว่าถั่วเหลืองมีการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยฟอสเฟต (P) มากกว่าปุ๋ยที่ให้ธาตุ K  หรือ N ทั้งนี้เนื่องจากดินของประเทศไทยส่วนใหญ่มีปัญหาความไม่พอเพียงของธาตุอาหาร P  เนื่องความเป็นกรดของดิน ชนิดสมบัติทางเคมีอื่นของดินที่ไม่เอื้ออำอวยให้ปลดปล่อยธาตุอาหาร P สนองความต้องการของถั่วเหลืองต่อไปที่ต้องนำมาพิจารณาในการใช้ปุ๋ย เนื่องเป็นธาตุที่ถูกชะล้างได้ง่าย โดยเฉพาะปลูกในดินที่มีลักษณะเป็นทรายปะปนและมีการชะล้างสูง

       1.1 การใช้ป๋ยเคมีกับถั่วเหลืองหลังปลูกข้าวในเขตชลประทาน ดินนาที่ใช้ปลูกข้าวนาปรังมักจะเป็นดินเหนียว หรือดินร่วนเหนียว ร่วนเหนียวปนทรายแป้ง จึงมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าดินดอนหรือดินไร่ เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังส่วนใหญ่จะมีการใช้ปุ๋ยเคมีทุกครั้งที่ปลูกข้าว บางปีเกษตรกรปลูกพืชไร่อายุสั้น เช่นถั่วเหลืองแทนการปลูกข้าวนาปรังผลผลิตที่ได้ค่อนข้างสูง เนื่องจากผลตกค้างของปุ๋ยเคมีที่สะสมติดต่อกันนานๆ จากการใช้ปุ๋ยกับข้างยังคงมีประโยขน์ต่อถั่วเหลืองที่ปลูกตามอย่างพอเพียง

       1.2 การใช้ปุ๋ยเคมีตามชนิดดิน และค่าวิเคราะห์ดินดิน ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มผลผลิตของถั่วเหลือง หลังในการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพต้องคำนึงชนิดดินและสมบัติของดินตลอดจนแร่ธาตุอาหารในพื้นดิน ซึ่งทราบได้จากการวิเคราะห์ดิน นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงวิธีเขตกรรมหรือการจัดการ ซึ่งแต่ละพื้นที่ปลูกจะแตกต่างกันบ้างในทางปฏิบัติ ความเข้าใจถึงชนิดและสมบัติของดินจะเป็นบันไดขั้นแรกในการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยปกติแล้วดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงหรือมีความสามารถในการให้ผลผลิตสูงอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยเสมอไป แต่ควรใช้ปัจจัยอื่นในการเพิ่มผลผลิตจะดีกว่า เช่น ใช้พันธุ์ดี การเขตกรมและป้องกันกำจัดศัตรูพืช  การใช้ธาตุอาหารพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตถั่วเหลือง จะใช้ชนิดและอัตราใดขึ้นอยู่กับชนิดและระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน เมื่อปลูกในดินที่ค่อนข้างเป็นทรายจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำกว่าดินเหนียวหรือร่วนเหนียว การใช้ปุ๋ยเคมีตามชนิดของดินได้แสดงไว้ตามตาราง

เนื้อดิน

ปริมาณธาตุอาหาร

แนะนำ (N-P2O5 -K2O

กิโลกรัม/ไร่)

สูตรปุ๋ยที่ควรใช้

(N-P2O5 -K2O)

อัตราที่ใช้

(กิโลกรัม/ไร่)

ดินเหนียวสีแดง

3. 6. 3

12-24-12

16-16-8

8-24-24

0-3-0 (หินฟอสเฟต)

20-30

30-40

25-35

50-200

ดินเหนียวสีดำ

0. 6. 0

0-46-0

0-46-0

15-20

15-20

ดินร่วนเหนียวสีน้ำตาล

0. 6. 0

0-46-0

0-46-0

15-20

15-20

ดินร่วนทราย

3. 9. 6

12-24-12

16-16-8

30-40

40-50

 

        *- การปลูกถั่วเหลืองในดินทุกชนิดควรคลุกด้วยเชื้อไรโซเบียม เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ย N

       - ดินที่เป็นกรดจัด (pH ต่ำกว่า 5.5) ควรลดความเป็นกรดของดินด้วยการใส่ปูนขาว อัตรา 100-200 กก./ไร่ สำหรับดินที่ค่อนข้างเป็นทรายหรืออัตรา 200-400 กก./ไร่ สำหรับดินเหนียวทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี

       การใช้ค่าวิเคราะห์ดินก่อนปลูกประกอบการพิจารณาการใช้ปุ๋ยเคมีจะช่วยประหยัดเงินลงทุนการใช้ปุ๋ยมาก เป็นแนวทางที่ใช้ปุ๋ยที่ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ โดยการที่ใช้แม่ปุ๋ยที่มีขายมาผสมปุ๋ยใช้เองตามสัดส่วนของธาตุอาหารที่ต้องการ โดยเฉพาะการเลือกปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารหลัก เช่น ฟอสฟอรัส (P) จากแม่ปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต หรือ TSP (46% P2O5 ) และโพแทรกเซียม (K)จากแม่ปุ๋ยโพแทรกเซียมคลอไรด์ หรือ KCI (60% K2O)ในสัดส่วนที่ถั่วเหลืองต้องการต้องการก่อนปลูกเพื่อป้องกันขาดธาตุไนโตรเจน (N)

       การผสมปุ๋ยใช้เองช่วยในการเลือกอัตราที่สัมพันธุกับค่าวิเคราะห์ดิน หากต้องการปลูกถั่วเหลืองในดินเหนียวแดง และพบว่ามีธาตุฟอสฟอรัสและแคลเซียมต่ำ จากคำแนะนำควรใช้ปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสและแคลเซียม อัตรา 6 และ 3 กิโลกรัมต่อไร่ของเนื้อธาตุ P2O5 และ K2O ตามลำดับโดยใช้ปุ๋ยจากแม่ปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟตและโพแทรกเซียมคลอไรด์ อัตรา 13 และ 5  กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับนำมาผสมรวมและนำไปใช้ จะได้ผลดีและประหยัดกว่าใช้ปุ๋ยเคมีสูตรอื่นๆ การใช้ปุ๋ยเคมีหรือธาตุอาหารพืชตามค่าวิเคาะห์ดินดังแสดงในตาราง

การใช้ปุ๋ยเคมีหรือธาตุอาหารพืชสำหรับถั่วเหลืองตามค่าวิเคราะห์ดิน

ค่าวิเราะห์ดิน

เพื่อผลผลิตที่ให้กำไรสูง

(Economic yield)

เพื่อผลผลิตสูงสุด (Maximum yield)

pH < 5.0

ใส่ปูน 100-200 กก./ไร่

ใส่ปูน 200-400 กก./ไร่

pH < 5.0-5.5

ใส่ปูน 50-100 กก./ไร่

ใส่ปูน 100-200 กก./ไร่

Organic matter < 1%

เมล็ดคลุกด้วยไรโซเบียมก่อนปลูก

เมล็ดคลุกด้วยไรโซเบียม ร่วมด้วยปุ๋ย 0-3 กก. N/ไร่

Extr. P 1-6 ppm

ใส่ปุ๋ย 9 กก. P2 O5 /ไร่

ใส่ปุ๋ย 12 กก. P2 O5 /ไร่

Extr. P 6-12 ppm

ใส่ปุ๋ย 6 กก. P2 O5 /ไร่

ใส่ปุ๋ย 9 กก. P2 O5 /ไร่

ค่าวิเราะห์ดิน

เพื่อผลผลิตที่ให้กำไรสูง

(Economic yield)

เพื่อผลผลิตสูงสุด (Maximum yield)

Extr. P > 12 ppm

ไม่ใส่ปุ๋ย P

ใส่ปุ๋ย 3-6 กก. P2 O5 /ไร่

Exch. K 50-100 ppm

ใส่ปุ๋ย 3 กก. K2O/ไร่

ใส่ปุ่ย 6 กก. K2O/ไร่

Exch. K >100 ppm

ไม่ใส่ปุ๋ย K

ใส่ปุ่ย 3-6 กก. K2O/ไร่

Extr. S 8-14 ppm

ไม่ใส่ปุ๋ย S

ใส่ปุ๋ย 2.5-5 กก. SO4/ไร่

Exch. Ca  80-100 ppm

ใส่ปูน 100 กก./ไร่

ใส่ปูน 100-200 กก./ไร่

Exch. Ca 100-150 ppm

ไม่ใส่ปูน

ใส่ปูน 100 กก./ไร่

Extr. Mo < 0.40 ppm

(ดินทรายร่วน, pH< 5.5)

ไม่ใส่ปุ๋ย Mo

ใส่ปุ๋ย MoO4 200 กรัม/ไร่ หรือพ่นปุ๋ยทางใบ MoO4 0.05% w/v 2-3 ครั้ง

Extr. Mo < 0.40 ppm

(ดินเหนียว, ร่วนเหนียว, pH< 5.5)

ไม่ใส่ปุ๋ย Mo

ใส่ปุ๋ย MoO4 200 กรัม/ไร่ หรือพ่นปุ๋ยทางใบ MoO4 0.05% w/v 2-3 ครั้ง

Extr. B < 0.14 ppm

ไม่ใส่ปุ๋ย B

ใส่ปุ๋ย Borax 1 กรัม/ไร่ หรือพ่น Bortrac 0.05% w/v 2-3 ครั้ง

 

       ศัตรูถั่วเหลืองและการป้องกันกำจัด

       1.โรคของถั่วเหลืองและป้องกันกำจัด สามารถแยกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ โรคที่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ และโรดที่ไม่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ ซึ่งมีลายอะเอียดดังนี้

  •  โรคที่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ คือ โรคราน้ำค้าง โรคใบจุดนูน โรคแอนแทรกโนส โรคเมล็ดสีม่วง โรคใบจุดดวง โรคไวรัสใบด่าง

  •  โรคที่ไม่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์ คือ โรคราสนิม โรคลำต้นเน่าดำ โรคใบยอดย่น

       แมลงศตรูที่สำคัญและป้องกันกำจัด

       แมลงศัตรูถั่วเหลืองที่สำคัญ พบและทำความเสียหายให้กับผู้ปลูกถั่วเหลืองเสมอ คือหนอนแมลงวันเจาะลำต้น หนอนเจาะฝักถั่ว แมลงหวี่ขาวยาสูบ มวนเขียวข้าว มวนเขียวและมวนถั่วเหลือง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • หนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่ว

ลักษณะและการทำลาย

       ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวันขนาดเล็กสีเทาดำขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ปีกใส วางข่เป็นฟองเดี่ยวในเนื้อเยื้อใต้ใบอ่อน หนอนเจาะไชซอนเข้าไปกัดกินไส้กลางของลำต้น แล้วเข้าดักแด้ ทำให้ต้นถั่วเหลืองแคระแกร็น ผลผลิตลดลง ถ้าระบาดมากต้นถั่วเหลืองจะตาย ช่วงเวลาระบาดมาก ระบาดรุนแรงในระยะกล้า

       การป้องกันกำจัด

       ในฤดูแล้ง ควรปลูกถั่วเหลืองประมาณกลางเดือนมกราคม เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการทำลายไม่รุนแรง คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก

  • หนอนเจาะฝักถั่ว

ลักษณะและการทำลาย

       ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก เมื่อกางปีกกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ปีกสีน้ำตาล วางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ ที่กลีบดอก บนฝักอ่อนบริเวณฐานฝัก หรือลำต้นไกล้กับฝัก หลังจากฟักออกมาจากไข่ หนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ในฝัก สังเกตเห็นรอยเจาะเพียงเล็กน้อยหรือไม่พบรอยเจาะ หนอนมีลำตัวสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มหรือแดงม่วง ตามระยะการเจริญเติบโต จะเจาะฝักออกมาเข้าดักแด้ตามเศษซากพืชช่วงเวลาระบาด ระบาดตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ระบาดรุนแรงในระยะติดฝัก เมื่ออากาศแห้งแล้งและอุณหภูมิสูง

  • แมลงหวี่ขาวยาสูบ

ลักษณะและการทำลาย

       ตัวโตเต็มวัยมีขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร มีปีก 1 คู่ ปกคลุมด้วยผงสีขาว จะเคลื่อนไหวเมื่อถูกรบกวน วางไข่เป็นฟองเดี่ยวสีเหลืองอ่อนลักษณะเรียวยาว มีก้นยึดติดกับใบ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบถั่ว ทำให้ต้นแครนแกร็น ฝักผิดปกติ เป็นพาหะนำโรคใบยอดย่น ระบาดตลอดฤดูปลูก การป้องกันกำจัด พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

 

  • มวนเขียวข้าว

ลักษณะและการทำลาย

       มีรูปร่างคล้ายโล่ สีเขียว บางชนิดเป็นปลายของส่วนหัวและด้านหน้าของสันหลังปล้องแรกแถบสีเหลือง หรือมีสีเหลืองและมีจุดปะสีเขียวอ่อนตลอดลำต้น วางไข่เป็นกลุ่มหลายแถวเรียงกันเป็นระเบียบตามส่วนต่างๆ ของพืช กลุ่มละ 50-100 ฟอง ไข่มีสีขาวครีม ไกล้ฝักจะเป็นสีชมพู ตัวอ่อนวัยแรกจะรวบตัวเป็นกลุ่ม ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและฝักอ่อน ทำให้ฝักลีบ ระบาดรุนแรงในระยะออกดอกถึงเก็บเกี่ยว เมื่อสภาพอากาศมีความเชื้อสูง การป้องกันกำจัด พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

  • มวนเขียวถั่ว

ลักษณะและการทำลาย

       รูปร่างคล้ายมวนเขียวข้าว แต่มีขนาดเล็กกว่า ตัวเต็มวัยมีสีอ่อนหรือเขียวอมเหลือง ส่วนท้ายของสันหลังปล้องแรกมีขวบด้านข้าวสีน้ำตาลอ่อน หรือสีน้ำตาลแดง มีแถบสีขาวนวลหรือชมพูพาดขวางด้านบน วางไข่เรียงเป็น 2 แถว กลุ่มละประมาณ 20 ฟอง ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและฝักอ่อน ทำให้ฝีกลีบ ระบาดรุนแรงในระยะออกดอกถึงเก็บเกี่ยว เมื่อสภาพอากาศมีความชื้นสูง การป้องการกำจัด พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

  • มวนถั่วเหลือง

ลักษณะการทำลาย

        ตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลแดงต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม ลำตัวเรียวยาว มีแถบสีเหลืองนวลพาดตามความยาวของลำตัวข้างละแถบ ขายาวปล้องแรกของขาคู่หลังจะขยายใหญ่กว่าขาสองคู่หน้า ตัวอ่อนมีลักษณะคล้ายมด ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและฝักอ่อน ทำให้ฝีกลีบ ระบาดรุนแรงในระยะออกดอกถึงเก็บเกี่ยว เมื่อสภาพอากาศมีความชื้นสูง การป้องการกำจัด พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

       การเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง

       การเก็บเกี่ยวมีผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตถั่วเหลือง การเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี จะต้องคำนึงถึงระยะสุกแก่ของเมล็ดถั่วเหลือง สภาพแวดล้อมในช่วงเมล็ดสุกแก่ถึงเก็บเกี่ยวและวิธีเก็บเกี่ยว ซึ่งมีความเกี่ยวโยงถึงกระบวนการจัดการหรือกิจกรรมก่อนการเก็บเกี่ยว ตั้งแต่เลือกพื้นที่ปลูก ช่วงเวลาปลูกและพันธุ์ที่ใช้ปลูก รวมถึงการจักการดูแลรักษาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวในที่สุด

       1. ระยะสุกแก่ของถั่วเหลือง

       ผลผลิตและคุณภาพเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองจะสูงสุดเมื่อสุกแก่ ซึ่งเป็นระยะที่เมล็ดแห้งสูงสุด แต่ความชื้นในเมล็ดยังสูง(50-55%) โดยทั่วไปการเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองควรทำในช่วงเมล็ดสุกแก่เต็มที่ระยะ R8 โดยสังเกตฝักมีสีน้ำตาลประมาณ 95% ของจำนวนฝักบนต้น อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวที่เร็วขึ้นเป็นระยะ R7.5 โดยสังเกตจำนวนฝักครึ่งหนึ่งบนต้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แล้วนำไปผึ่งในร่ม 2 วัน ก่อนตากแดดให้แห้งแล้วนวด จะได้เมล็ดที่มีคุณภาพสูงและลดการสูญเสียของผลผลิต โดยช่วยลดปริมาณเมล็ดเขียว เมล็ดย่น ทำให้มีเปอร์เซ็นต์เมล็ดดีสูง ความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์สูงกว่าการเก็บเกี่ยวในระยะ R8 ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ในกรณีที่ผลผลิตในปริมาณไม่มากนัก การเก็บเกี่ยวก่อนระยะ R7.5  จะได้ผลผลิตและคุณภาพเมล็ดถั่วเหลืองต่ำลงเนื่องจากการพัฒนาเมล็ดยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ทำให้เมล็ดลีบและเมล็ดเขียวมาก ส่วนการเก็บเกี่ยวที่ล่าช้าออกไปผลผลิตและคุณภาพของถั่วเหลืองจะลดลงเนื่องจากมีโอกาสได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะฝน ความชื้นอากาศ และอุณหภูมิสูง

       วิธีการเก็บเกี่ยว

       ใช้แรงงานคน โดยใช้เคียวเกี่ยวโคนต้นถั่วเหลืองให้ชิดติดดิน แล้วตากไว้ในแปลงให้แห้ง มัดเป็นฟ่อนนำไปเก็บในที่ร่มกันฝน วิธีเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองโดยใช้แรงงานคนอาจมีผลกระทบต่อผลผลิตและคุณภาพในทางอ้อมเนื่องจากเก็บเกี่ยวล่าช้า ซึ่งหากผลผลิตประมาณมากและขาดแคลนแรงงานจะทำให้การเก็บเกี่ยวไม่ทันการปฏิบัติการช่วงเก็บเกี่ยวเพื่อให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพสูงขึ้น การผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองบางครั้งพบเมล็ดที่มีเปลือกหุ้มเมล็ดย่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมล็ดย่นของถั่วเหลืองมีความงอกสูงเช่นเดียวกับเมล็ดปกติ ในระยะแรกๆ แต่ไม่สามารถเก็บรักษาไว้เป็นเวลานานได้เพื่อแก้ไขปัญหานี้แนะนำให้เก็บเกี่ยวที่ระยะ R7.5 นำมาผึ่งในที่ร่ม 2 วัน จากนั้นนำมากตากแดดให้แห้งแล้วนวดจะได้เมล็ดที่มีผิวเรียบสูงมากกว่าการเก็บเกี่ยวที่ระยะ R8 หรือ R8+5 วัน แล้วแตกแดดให้แห้งทันทีซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติของเกษตรกรการปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวสามารถปฏิบัติตามได้ โดยแบ่งการเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองออกเป็บ 2 วิธี ตามขนาดของพื้นที่นี้ดังนี้

       1. พื้นที่ขนาดเล็ก เมื่อพื้นที่ปลูกไม่เกิน 5ไร่ เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองเมื่อฝักเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล 50% (ระยะ R7.5 ) แล้วมัดเป็นฟ่อน แต่อย่าให้ใหญ่มาก เพราะต้นที่อยู่ด้านในจะร้อน และชื้น อาจเกิดเชื้อราเข้าทำลายเมล็ดเสียหายได้ แล้วนำมัดถั่วเหลืองมาไว้ในโรงเรือนที่มีการระบายอากาศดีเป็นเวลา 2 วัน ต้องระวังอย่าให้ต้นถั่วเหลืองชื้น หมั่นกลับให้แห้งสม่ำเสมอกัน จากนั้นนำออกตากแดดให้แห้งหรือผึ่งในที่ร่มตลอดเวลาจนแห้ง จะได้คุณภาพเมล็ดดีที่สุด

       2. พื้นที่ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ปลูกเกิน 5ไร่ เกษตรกรไม่สามารถปฏิบัติตามวิธีแรกได้เนื่องจากโรงเรือนจำกัด จึงควรปฏิบัติโดยเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองเมื่อฝักแห้งเป็นสีน้ำตาล 95% (ระยะ R8) ระยะนี้ถั่วเหลืองจะมีความชื้นประมาณ 13-15 เปอร์เซ็นต์ให้รีบมัดทันทีแล้วนวด ถ้าทิ้งไว้ในแปลงต่อไปอาจถูกฝนน้ำค้าง จำทำให้เกิดเมล็ดย่นมีผลให้เสื่อมความงอกลงอย่างรวดเร็ว

       การลดความชื้นและการนวดถั่วเหลือง

       การจัดการหรือกิจกรรมต่างๆ หลังจากเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง ได้แก่ การลดความชื้นเมล็ดถั่วทั้งต้น การนวด การลดความชื้นเมล็ด ล้วนมีผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตถั่วเหลือง ดังนั้น การปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนต้องมีความระมัดระวังเพื่อให้ได้ผลผลิตและคุณภาพสูง

       1. การลดความชื้นทั้งต้น

       การตากถั่วเหลืองหลังเก็บเกี่ยวในแปลงมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตและคุณภาพเมล็ดถั่วเหลืองโดยเฉพาะเมื่อมีฝนตก ดังนั้น จึงควรวางแผนปลูกถั่วเหลืองให้สามารถเก็บเกี่ยวและตากต้นถั่ว ในช่วงไม่มีฝน หากหลีกเลี่ยงไม่ควรนำถั่วเหลืองทั้งต้นไปผึ่งไว้ในที่ร่มกันฝนได้ ในทางปฏิบัตินั้น ควรเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองในช่วงเช้า ตากแดดไว้ในแปลง และรวบรวมในตอนบ่าย  นำมาเก็บไว้ในโรงนา หรือแคร่ไม้ไผ่ยกระดับให้สูงกว่าพื้นดินโดยวางยางรถยนต์เก่าแล้วคลุมด้วยวัสดุกันฝน ในตอนเช้าวัชดุกันฝนออกตากแดดให้ต้นถั่วเหลืองแห้งรอการนวดต่อไป

       นอกจากนั้นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาได้คือการอบลดความชื้น ซึ่งสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้ทดลองใช้เครื่องอบถั่วเหลืองทั้งต้นก่อนนวด ครั้งละ 250 กิโลกรัม สามารถลดความชื้นจาก 34.1-39.9 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 15-16.8 เปอร์เซ็นต์ ในเวลา 6 ชั่วโมง

       2. การนวด

       เป็นขั้นตอนการกระเทาะและแยกเมล็ดถั่วเหลืองออกจากฝัก สามารถทำได้โดยใช้แรงคนและเครื่องนวดเมล็ด หากมีแรงงานเพียงพอหรือการผลิตถั่วเหลืองในปริมาณไม่มากนักสามารถนวดได้โดยการกองถั่วเหลืองบนลาน หรือภาชะต่างๆ แล้วทุบด้วยไม้ให้ฝักแตก และแยกเอาเมล็ดออกจากเศษซากถั่วเหลือง วิธีนี้มีต้นทุนสูงทำได้ช้าสูญเสียเมล็ดที่ติดไปกับฝักเปลือกสูงวิธีการนวดที่ได้รับความนิยมมากคือใช้เครื่องนวดเมล็ดพืชที่พัฒนามาจากเครื่องนวดข้าว วิธีการนี้ต้องคำนึงถึงความสัมพันธุ์ระหว่างความชื้นเมล็ดถั่วเหลือง และความเร็วลอบของเครื่องนวดโดยเฉพาะเมื่อผลผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ ความชื้นที่เหมาะสมต่อการนวดด้วยเครื่องคือ 13-18 เปอร์เซ็นต์โดยใช้ความเร็วรอบอยู่ในช่วง 350-500 รอบต่อนาที การนวดถั่วเหลืองที่มีความชื้นสูงมากเกินไปจะทำให้เมล็ดช้ำ เชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย ส่วนการนวดเมล็ดที่มีความชื้นต่ำเกินไป เมล็ดจะแตกร้าวเสียหายโดยเฉพาะใช้ความเร็วรอบเครื่องนวดสูง ข้อระวังสำหรับใช้เครื่องนวด เพื่อป้องกันการปะปนพันธุ์ควรใช้เครื่องนวดถั่วเหลืองแต่ละพันธุ์ให้เสร็จแล้วทำความสะอาดให้หมดก่อนนำไปนวดถั่วเหลืองพันธุ์อื่นต่อไป

 
หน้า 1 จาก 16

ขอใบเสนอราคาปุ๋ยทุกสูตรได้ที่นี่

เอกสุพรรณ