อยากรู้ราคาขายส่งปุ๋ยเคมีและแม่ปุ๋ยทุกสูตรเช็คที่นี่

ราคาปุ๋ยเคมีและแม่ปุ๋ยทุกสูตรวันนี้ถึง 31 ตุลาคม ปี 2555 เช็คที่นี่!!

การใช้ปุ๋ยในแตงร้าน

แตงร้าน

พันธุ์  นิยมปลูกพันธุ์ลูกผสม 209 251 ของบริษัทต่างๆ เช่น ตราศรแดง ตราเครื่องบิน เป็นต้น

การเตรียมดินปลูก  ไถดินด้วยผาน 3 และไถพรวนด้วยผาน 7 ตากดิน 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก หว่านปุ๋ยเคมีรองพื้นด้วยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ทำการพรวนดินปรับหน้าดินหลังจากนั้นทำการยกร่อง แบบร่องปลูกผัก หรือชักร่องแบบปล่อยน้ำ

การปลูกใช้ระยะการปลูก คือ ระหว่างต้น 70 เซนติเมตร ระหว่างแถว 1 เมตร ขุดหลุม หยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 เมล็ด รดน้ำให้ชุ่ม หลังหยอดเมล็ด 3 วัน ต้นกล้าจะเริ่มงอก ส่วนการปลูกในร่องที่ปล่อยน้ำ เริ่มจากปล่อยน้ำพอดินหมาดๆก็ทำการตีหลุมแล้วหยอดเมล็ดได้

การปักค้างใช้ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ยาวประมาณ 2 เมตร ปักตรงหลุมที่ปลูก ทุกหลุม ขึงด้วยตาข่ายเอ็น เพื่อให้เถาแตงร้านเกาะขึ้นได้ง่าย และสะดวกในการเก็บผลผลิต

การให้น้ำวิธีการให้น้ำแตงร้านมีหลายวิธี เช่น แบบรดน้ำด้วยฝักบัว ลากสายยาง แบบวิดน้ำหรือสาด แบบสปริงเกอร์ หรือแบบน้ำหยด โดยรดเช้าและเย็น ในระยะแรกๆ และเมื่อแตงร้านออกดอกติดผล และพิจารณาการรดน้ำตามสภาพอากาศ

การใส่ปุ๋ยทำการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อแตงร้านงอกมาแล้วประมาณ 10 วัน และทำการใส่ปุ๋ยทุกๆ 10 วัน อัตรา 50 กิดลกรัมต่อไร่ พอแตงร้านเริ่มทอดยอดจนถึงออกดอก และติดผล ควรพ่นปุ๋ยน้ำ หรือพวกฮิวมิก แอซิด หรืออะมิโนแอซิด ผสมกับสาหร่ายทะเล เพื่อช่วยในการแตกแขนง ออกดอกและเพิ่มผลผลิต

การเก็บเกี่ยว  เมื่อแตงร้านอายุได้ประมาร 45-50 วัน ก็เริ่มเก็บผลผลิตได้ โดยเลือกผลที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป ใส่ถุงปุ๋ย หรือตะกร้าที่บุด้วยผ้ากันผิวแตงร้านเสียหาย นำมาคัดขาดใส่ถุงๆละ 10 กิโลกรัม รอการจำหน่ายต่อไป ราคาที่ขายได้จะไม่ค่อยแน่นอน จะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ หรือฤดูกาลที่ออก

โรคโรคที่สำคัญของแตงร้านเรียงตามลำดับของการระบาดรุนแรง คือ โรคราน้ำค้าง โรคใบจุด โรคใบไหม้ ป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไดเมทโทม็อบ เมทาแลคซิล คลอโรทาโลนิล ตัวใดตัวหนึ่ง

แมลง แมลงที่พบว่ามีการระบาด ได้แก่ เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว หนอนกระทู้ผัก หนอนคืบ เต่าแตง ป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่นสารเคมี เช่น อะบาเม็กติน  คาร์โบซัน-แฟน ปิโตเลียมออยล์ ตัวใดตัวหนึ่งหรือสลับกันพ่น

 

การใช้ปุ๋ยในแตงโม

แตงโม

ชื่ออื่นๆแตงจีน มะเต้า

พันธุ์แบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ “พันธุ์ธรรมดา” เช่น พันธุ์ซูก้าเบบี้ , ซาลสตัน เกรย์ , เยลโล เบบี้ ไฮบริด , ฟาร์มเมอร์ วันเดอร์ฟูล ไฮบริด “พันธุ์เมล็ด” เช่น เรดโคท ไฮบริด , วานลี เอฟ 2

การเตรียมดินควรไถดินตากประมาณ 10 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา 2-3 ตันต่อไร่ พรวนดินให้เข้ากันทำการเตรียมร่องได้ 2 แบบ คือ ถ้าปลูกแบบแถวเดี่ยวก็ปลูกแบบผืนใหญ่เลย ส่วนการปลูกแบบแถวคู่เตรียมโดยการยกร่องกว้าง 4-5 เมตรยาวแล้วแต่พื้นที่ โดยมีร่องน้ำสำหรับปล่อยน้ำไว้ตักรดต้นแตงโม

การปลูกการปลูกแบบเดี่ยวหรือผืนใหญ่ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 180 เซนติเมตร และระหว่างแถว 180 เซนติเมตร ส่วนการปลูกแบบแถวคู่ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 60-90 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 200-300 เซนติเมตร ใช้ฟางข้าวคลุมรดน้ำให้ชุ่มในจุดที่ปลูก

การให้น้ำโดยการตักรดหรือใช้แครงวักสาดอย่าให้ใกล้โคนต้นเกินไปเพราะน้ำอาจไปกระแทกถูกต้นทำให้ช้ำ-หักได้โดยพิจารณาให้น้ำทุกๆวัน

การจัดเถา แตงโมมีเถายาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร ควรจัดให้เถาเลื้อยไปทางเดียวกันเพื่อไม่ให้เถาพันกัน ทับกันจนแน่นยากแก่การผสมเกสรของแมลง และควรริดแขนงส่วนที่เกินหรือไม่จำเป็นทิ้งเพื่อให้ได้ผลที่มีขนาดสมบูรณ์

การใส่ปุ๋ยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง ครั้งแรกรองก้นหลุม ครั้งที่ 2 เมื่อแตงโมทอดยอดยาวประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วพรวนดินกลบด้วย และครั้งที่ 3 เมื่อแตงโมทอดยอดยาวประมาณ 90 เซนติเมตร

การเก็บเกี่ยวเมื่อแตงโมอายุได้ 75-120 วัน ตามลักษณะของพันธุ์ สังเกตที่ขั้วของแตงโมเริ่มเหี่ยวยุบลง ผิวแตงกร้าน ไม่สด มือเกาะใกล้ขั้วจะแห้ง ดีดหรือตบเบาๆ จะมีเสียงผสมระหว่างกังวานและเสียงทึบแสดงว่าแก่พอดี ถ้าเสียงกังวานเพียงอย่างเดียวแสดงว่าแตงโมอ่อน  หรือถ้าเสียงทึบเพียงอย่างเดียว  แสดงว่าแตงโมแก่เกินไป ไส้ล้ม

โรคได้แก่โรคราน้ำค้าง โรคราแป้ง โรคเหี่ยวตาย โรคใบด่าง โรคใบจุด โรคเถาแตก โรคเถาเหี่ยว ป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่น มาเน็บ ซีเน็บ เบนโนมิล แมนโคเซปคาร์เบนดาซิม และโบแรกซ์ตัวใดตัวหนึ่งตาม อาการของโรคและควรพ่นสารเคมีฆ่าแมลงที่เป็นพาหะนำโรคด้วย

แมลง ได้แก่ เต่าแตง เพลี้ยไฟแตงโม แมลงวันแตง แมลงวันทอง หนอนกระทู้ หนอนผีเสื้อเจาะผลแตงโมป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่น เซฟวิน ไซเปอร์เมทริน อะบาเม็กติน คาร์โบซัลแฟนตัวใดตัวหนึ่งตามการระบาดของแมลงศัตรู

 

 

การใช้ปุ๋ยในถั่วแขก

ถั่วแขก

พันธุ์ พันธุ์ที่นิยมปลูกมี 2 ประเภท คือ พันธุ์พุ่มจะมีความสูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร และพันธุ์เลื้อย จะมีความสูงถึง 1.80 เมตร ถ้าปลูกพันธุ์เลื้อยควรจะทำค้างให้เลื้อยเหมือนถั่วฝักยาว

การเตรียมดินปลูกไถดินตากทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ปรับหน้าดินให้เรียบ ยกร่องแบบการปลูกผัก หรือชักร่องแบบการปลูกถั่วฝักยาวก็ได้ ง่ายต่อการให้น้ำ

วิธีการปลูก

-พันธุ์พุ่ม ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ ระหว่างต้น 10 เซนติเมตร และระหว่างแถวประมาณ 60 เซนติเมตร

-พันธุ์เลื้อย ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ ระหว่างต้น 15 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถวประมาณ 100 เซนติเมตร หลังจากเตรียมดินแล้วให้หยอดเมล็ดลงแปลงตามระยะปลูกที่กล่าวมาแล้วหลุมละ 2-3 เมล็ด ลึกประมาณ 2 เซนติเมตร กลบดินบางๆโรยทับด้วยฟางข้าว ถ้าปลูกในร่องปล่อยน้ำไปตามร่องพอดินหมาดๆตีหลุม หยอดเมล็ดได้เลยตามระยะปลูก และเมื่อขึ้นแล้วมีใบจริงประมาณ 2 ใบ ควรถอนแยกเหลือหลุมละ 1 ต้น ส่วนพันธุ์เลื้อยเมื่ออายุประมาณ 15 วัน ต้องทำค้างให้เลื้อย วิธีการปฏิบัติเหมือนการทำค้างถั่วฝักยาว

การให้น้ำ  ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอ โดยเฉพาะช่วงออกดอก และติดฝักอย่าให้ขาดน้ำ

การใส่ปุ๋ยแบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง ครั้งแรกรองก้นหลุม และครั้งที่2 ใส่เมื่อถั่วแขกอายุได้ 25-30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 หรือสูตร 15-15-15 อัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยโรยข้างต้นแล้วพรวนดินกลบโคนต้น

การเก็บเกี่ยวพันธุ์เบาอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 50-60 วัน พันธุ์หนักอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 70-80 วัน หลังจากหยอดเมล็ดควรเก็บฝักบ่อยๆ ไม่ควรปล่อยให้ฝักแก่เพราะจะทำให้เสียคุณภาพและรสชาติได้ ควรใช้มีด หรือกรรไกรตัดบริเวณขั้วฝัก อย่าใช้มือดึงจะทำให้ต้นโยกคลอนได้รับความเสียหายได้

โรคโรคที่พบ ได้แก่ โรคใบจุด โรคราสนิม โรคราน้ำค้าง ป้องกันกำจัดด้วยการพ่นสารป้องกันกำจัดโรค แมนโดเชป เมทาแลคซิล ตัวใดตัวหนึ่งตามอาการของโรค

แมลงแมลงศัตรูที่พบ ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น ไรแดง แมลงหวี่ขาว หนอนเจาะฝัก หนอนกระทู้ผัก ป้องกันกำจัดด้วยการพ่นสารเคมี เช่น  คอนฟีดอร์ อะบาเม็กติน อาทาบรอน ตัวใดตัวหนึ่งตามการระบาดของแมลงและศัตรูถั่วแขก

 

การใช้ปุ๋ยในถั่วฝักยาว

ถั่วฝักยาว

พันธุ์ถั่วฝักยาวที่นิยมปลูกแบ่งพันธุ์ได้ 2 ชนิด

-ถั่วเนื้อ ลักษณะฝักจะใหญ่ อ้วน และสั้นกว่าถั่วกระดูก (ถั่วเม็ด,ถั่วสั้น) พันธุ์ที่นิยมปลูก คือ ศรแดง (ลำน้ำชี,ลำน้ำโขง) ตราเครื่องบิน

-ถั่วกระดูก ลักษณะฝักจะยาวมาก ประมาณ 70-100 เซนติเมตร ลักษณะฝักจะเล็ก ยาว มองเห็นข้อที่มีเม็ดได้ เช่นพันธุ์ศรแดง(เบอร์ 4,5) ตราเครื่องบิน และลูกผสมของบริษัทอื่นๆ

การเตรียมดินลักษณะปลูกถั่วฝักยาวทั่วไปจะปลูกแบบร่องสวน แบบผักร่อง หรือแบบชักร่อง จะเริ่มด้วยการไถ และตากดินประมาณ 7-10 วัน ตีดิน (พรวนดิน) ชักร่อง ด้วยรถแทรคเตอร์ วัดระยะปลูก และตีหลุม โดยรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก

วิธีการปลูกระยะปลูกประมาณ 75x120-150 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว และพ่นสารเคมี โดยหยอดเมล็ดหลุมละ 3-4 เมล็ด เมื่อขึ้นมามีใบจริงแล้วถอนแยกเหลือหลุมละ 2 ต้น  โดยก่อนหยอดเมล็ดคลุกด้วยสารเคมีเพื่อป้องกันมด และแมลงในดิน การปักค้างถั่วฝักยาวก็ปฏิบัติเหมือนค้างบวบและหมั่นคอยจับยอดให้เลื้อยบนค้าง

การให้น้ำระยะก่อนงอกต้องให้น้ำอย่าให้ขาด และไม่แฉะหรือมีน้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้เมล็ดเน่า เมื่อขึ้นมาแล้วก็ให้น้ำอยู่เสมอ

การใส่ปุ๋ยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกรองก้นหลุม ครั้งที่สองเมื่ออายุถั่วฝักยาวได้ 25-30 วันใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 หรือ 15-15-15 อัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่

การเก็บเกี่ยวถั่วพันธุ์หนักจะเริ่มเก็บฝักได้ เมื่ออายุประมาณ 50-60 วัน และถ้าเป็นถั่วพันธุ์เบาจะเก็บได้เมื่ออายุ 50-55 วัน โดยเลือกเก็บเฉพาะระยะส่งตลาด คัดฝักสั้น ยาว มัดด้วยยาง ชั่งกิโลใส่ถุงหรือ มัดเป็นมัดๆละ 5 กก.

โรคถั่วฝักยาว จะพบโรคระบาดคือ โรคราน้ำค้าง โรคราแป้งและโรคราสนิม ควรพ่นด้วย แมนโดเซป  ไดเมทโทม็อบ หรือ โปรคลอราช

แมลงที่พบมากคือ เพลี้ยจักจั่น หนอนกระทู้ฝัก หนอนเจาะฝัก ไรแดง ป้องกันด้วย อิมิดาโดลพริด  เบต้าไซฟลูทริน  และโอไมท์

 

การใช้ปุ๋ยในถั่วพู

ถั่วพู

พันธุ์ถั่วพูที่ใช้ปลูกส่วนมากเป็นพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งได้ปลูกมานานแล้ว ลักษณะฝักจะมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร และพันธุ์ฝักใหญ่ยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร

การเตรียมดินปลูกถั่วพูเป็นพืชที่มีรากลึกปานกลาง การเตรียมดินควรไถลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก พรวนดินให้ละเอียด ยกร่องเป็นแปลง มีทางเดิน พร้อมปลูกได้

การปลูกใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 60 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 100 เซนติเมตร ถั่วพูนิยมปลูกด้วยเมล็ด หลังจากเตรียมดินเสร็จแล้ว ให้ขุดหลุมปลูกตามระยะปลูก หยอดเมล็ดลงหลุมๆละ ประมาณ 5 เมล็ด ลึกประมาณ 2 เซนติเมตร กลบด้วยดินบางๆ คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มชื้น หลังจากเมล็ดงอกประมาณ 1-2 สัปดาห์ ให้ถอนแยกเหลือหลุมละ 3 เมล็ด

การทำค้างถั่วพูมีวิธีทำได้หลายแบบ เช่น ค้างเดี่ยว ปักตรงหลุมละ 1 หลัก โดยใช้ไม้ลวกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ยาวประมาณ 2 เมตร หรือค้างแบบคู่ คือ ปักค้างตรงทุกร่องและรวมปลายเป็นคู่ๆไป หรือใช้ตาข่ายขึงเป็นร่องๆก็ได้ แต่ต้องมีหลักไม้ปักทุกหลุม คอยจับเถาถั่วพูพันหลักด้วย จะช่วยให้เต็มค้างไวขึ้น

การให้น้ำควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอตามความต้องการของพืช

การใส่ปุ๋ยควรใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 หรือ สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน เริ่มใส่หลังปลูกประมาณ 30 วัน

การกำจัดวัชพืช คอยถอนหรือถากหญ้าอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งน้ำแย่งปุ๋ยถั่วพู และเป็นที่อยู่อาศัยของแมลง

การเก็บเกี่ยวการปลูกถั่วพูด้วยเมล็ดใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน จึงจะออกดอก และให้ฝักเมื่อฝักโตจนได้ขนาดก็เก็บฝักไปขาย หรือบริโภคได้

โรคถั่วพูไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคมากนักแต่นานๆจึงพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชบ้าง เช่น เมนโคเชป

แมลง แมลงที่พบได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน หนอนกระทู้ผัก ป้องกันกำจัดด้วยการพ่นสารเคมี เช่น เชฟวิน หรือ ไซเปอร์เมทริน

 

การใช้ปุ๋ยในถั่วลันเตา

ถั่วลันเตา

พันธุ์ มีทั้งกินฝัก และพันธุ์กินเมล็ด เช่น พันธุ์ลูกผสมต่างๆ พันธุ์แม่โจ้1 พันธุ์แม่โจ้2 และจากร้านค้า

การเตรียมดิน เริ่มจากการไถดินตาก ประมาณ 7 วัน ทำการพรวนดิน ใส่ปุ๋ยคอก โดยขุดร่องเป็นแถวยาว หรือขุดหลุม ระยะปลูกระหว่างต้นxระหว่างแถว ประมาณ 30x100 เซนติเมตร

วิธีการปลูกหยอดเมล็ดพันธุ์ถั่วลันเตาหลุมละ 4-5 เมล็ด หรือโรยห่างๆ ไปตามร่องที่ขุดไว้ กลบด้วยดิน รดน้ำให้ชุ่ม เช้า-เย็น จนกว่าถั่วลันเตาขึ้น ค่อยๆลดน้ำลง หรือวันละครั้ง

การปักค้างหลังจากถั่วลันเตางอกแล้ว ปักค้างยาว 2 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร โดยขึงตาข่าย มัดเชือกติดกับหลัก หรือถ้าไม่ใช่ตาข่ายก็มัดเชือกฟางอย่างเหนียวประกบต้นถั่วลันเตา ซ้าย-ขวาของร่อง เป็นชั้นๆไป โดยเชือกมัดรวมกับหลักทุกๆหลัก

การให้น้ำควรรดน้ำให้ชุมอยู่เสมอด้วยสายยาง แต่ไม่นิยมใช้ระบบสปริงเกอร์เพราะจะทำให้เกิดโรคระบาดได้ และควรให้น้ำช่วงออกดอก และติดผลเป็นช่วงสำคัญที่สุดที่จะขาดน้ำไม่ได้

การใส่ปุ๋ยหลังจากถั่วลันเตางอกแล้วอายุประมาณ 20 วัน ต้นสูงประมาณ 10-20 เซนติเมตร ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 24-8-8 และทุกๆ 10-15 วันใส่ด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กก.ต่อไร่ หรือโดยใส่บางๆแต่บ่อยครั้ง ตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน

การเก็บเกี่ยวเมื่ออายุได้ประมาณ 60 วัน ก็เก็บผลผลิตได้โดยใช้มือเด็ดขั้วฝักถั่วลันเตาที่มีขนาดเมล็ดพอง นุ่ม แต่สียังอ่อนอยู่ใส่ถุงๆละ 5 หรือ 10 กก. ส่งขาย

โรคและแมลงศัตรูโรคถั่วลันเตา หรือโรคราน้ำค้าง แก้ไขโดยการพ่นแมนโดเซป หรือ ไดเมทโทม็อบ ส่วนแมลงจะมีหนอนเจาะสมอฝ้ายอเมริกัน และเพลี้ยแป้ง พ่นด้วยไซเปอร์เมริน แลมด้าไซฮาโลทริน และอิมิดาโดลพริด ตัวใดตัวหนึ่งตามการระบาดของแมลง

 

การใช้ปุ๋ยในบวบเหลี่ยม

บวบเหลี่ยม

พันธุ์พันธุ์บวบเหลี่ยมที่นิยมปลูกทั่วไปนอกจากพันธุ์พื้นเมืองแล้วยังมีพันธุ์ของบริษัทเจียไต๋ ตราศรแดง ลักษณะผลยาวใหญ่

การเตรียมดินบวบเป็นผักที่มีระบบรากลึกปานกลาง การไถดินตากไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว คลุกเคล้าลงไปในดิน ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวด้วยแล้วย่อยดินให้ละเอียดพร้อมปลูก

วิธีการปลูกจะปลูกแบบยกเป็นร่องสวน หรือร่องผักก็ได้ โดยขุดหลุมด้วยจอบลึกประมาณ 10 ซม. ระยะปลูก กว้างxยาว  ประมาณ 1x1.5 เมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบด้วยดินมากๆรดน้ำให้ชุ่ม (เมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกควรคลุกด้วยสารเคมีป้องกันมด และแมลงในดินเข้าทำลาย) คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้วก็ได้ จนอายุ 10-15 วัน หรือมีใบจริง 2-4 ใบ

-การทำค้าง เมื่อบวบเหลี่ยม อายุประมาณ 15-20 วัน จะเริ่มทอดยอดหรือเลื้อยควรทำค้าง หรือร้านให้บวบเลื้อยเกาะขึ้นไป หากให้เลื้อยไปกับพื้นดินจะทำให้รูปร่างบวบงอโค้งไม่ได้ราคา การทำค้างสามารถทำได้หลายแบบ คือ

-ปักค้างตรงยาวประมาณ 2-2.5 เมตร แต่ละหลุมแล้วเอนปลายเข้าหากันมัดไว้ด้วยกันแล้วใช้ไม้ค้างพาดกลางประมาณ 2-3 ช่วง ทุกๆระยะ 40-50 เซนติเมตร

-ปักค้างยาวตรงประมาณ 2-2.5 เมตร ทุกหลุม แล้วขึงเชือกฟางอย่างเหนียวที่กลาง และปลายค้างทุกค้างตลอดแถว

-ทำเหมือน 3.1.1 แล้วใช้ตาข่ายที่มีขายตามท้องตลาดเข้าประกอบอีกครั้ง

-ทำเป็นร้านโดยใช้ไม้ค้างผูกเป็นร้านสูงประมาณ 1.5-2 เมตร หรือระยะสูงพอเหมาะที่สะดวกต่อการทำงาน

การดูแลรักษา

-ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอไม่ควรให้บวบเหลี่ยมขาดน้ำในระยะออกดอก และติดผล เพราะจะทำให้ดอกร่วงไม่ติดผล ระบบการให้น้ำแบบปล่อยตามร่องจะให้ผลดี

-การใส่ปุ๋ย นอกจากปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักแล้ว ควรใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 30-0-0 อัตราประมาณ 10 กรัมต่อหลุม เมื่ออายุประมาณ 30 วัน และใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เมื่ออายุประมาณ 40-45 วัน อัตราประมาณ 10 กรัมต่อหลุม

การเก็บเกี่ยวเมื่อบวบเหลี่ยมอายุ ประมาณ 45-60 วัน หลังหยอดเมล็ด ควรเลือกผลบวบเหลี่ยม ระยะส่งตลาดขนาดไม่อ่อนมากไม่แก่มาก โดยใช้มีดตัดที่ขั้วโดยให้มีขั้วติดมาด้วย

โรคจะพบโรคราน้ำค้าง โรคใบไหม้ โรคใบกรอบ ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา แมนโดเซป เมทาแลคซิล แมลงที่พบมีเพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยจักจั่นฝ้าย หนอนกระทู้ผัก แมลงวันทอง

 

การใช้ปุ๋ยในบวบหอม

บวบหอม

พันธุ์บวบหอมที่ปลูกในประเทศไทย ส่วนใหญ่ถือเป็นพันธุ์พื้นเมืองเพาะปลูกกันมานาน และมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อๆกันไป ปัจจุบันมีการพัฒนา ปรับปรุงพันธุ์ เป็นลูกผสมเช่น ของบริษัทเจียไต๋ (ตราเครื่องบิน)

การเตรียมดินปลูก  ไถ หรือขุดดิน ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก พรวนดินยกร่อง หรือจะชักร่องแบบร่องถั่วฝักยาวโดยการปล่อยน้ำไปตามร่อง

การปลูก  ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 75 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร หลังจากเตรียมดินหยอดเมล็ดหลุมละ 4-5 เมล็ด ลึกประมาณ 2-4 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่ม หรือปลูกในร่องทำการปล่อยน้ำก่อน พอดินหมาดๆ ก็หยอดเมล็ดตามระยะปลูกได้ หลังจากเมล็ดงอกแล้วประมาณ 15 วันให้ถอนแยกเหลือหลุมละ 3 ต้น

การทำค้างทำได้หลายวิธี คือ ใช้ไม้ไผ่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว หลุมละ 1 หลัก โดยปักตรงหรือปักเอียงแล้วนำปลายค้างมัดรอมกันเป็นคู่ๆ เป็นรูปสามเหลี่ยม หรือปักค้างแล้วขึงตาข่ายหรือมัดปลายค้างด้านบนเป็นคู่ๆ รูปสี่เหลี่ยมคอยจับเถาให้เลื้อยบนค้าง

การใส่ปุ๋ย  ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ควรแบ่งใส่เป็น 2 ครั้ง คือ รองก้นหลุมและเมื่อพืชได้อายุ 25-30 วัน โรยรอบๆโคนแล้วพรวนดินกลบ

การให้น้ำควรให้น้ำอย่างเพียงพอ และสม่ำเสมออย่าให้แฉะเกินไป และอย่าให้ขาดน้ำช่วงออกดอกและติดผล ไม่แนะนำการให้น้ำแบบสปริงเกอร์เพราะจะทำให้เกิดการระบาดของโรคได้ง่าย

การกำจัดวัชพืชควรกำจัดวัชพืชอยู่เสมอเพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งอาหารของบวบและเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงศัตรู

การเก็บเกี่ยวถ้าต้องการเก็บเพื่อบริโภคหรือขายผลอ่อนควรเก็บขณะที่ผลยังอ่อนอยู่ แต่ถ้าต้องการเก็บเพื่อเอาเส้นใย ต้องเก็บผลที่แก่จัด โดยทั่วไปอายุการเก็บเกี่ยวของบวบหอมประมาณ 50-60 วันหลังจากหยอดเมล็ด

โรคและแมลงศัตรูของบวบหอมการปฏิบัติและดูแลรักษาเหมือนกับบวบเหลี่ยม และถั่วฝักยาว

 

การใช้ปุ๋ยในบร็อกโคลี

บร็อกโคลี

พันธุ์มีอยู่หลายพันธุ์และที่ปลูกให้ผลผลิตดีในประเทศไทยคือ พันธุ์19 ชิกโก พันธุ์ซากาต้า พันธุ์กรีนโคเมท และพันธุ์ของบริษัทเจียไต๋

การเตรียมดินทำการไถดินตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน แล้วไถพรวนให้ละเอียด ยกร่องเช่นร่องผัก ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักขุดหลุมระยะปลูก ระหว่างต้นระหว่างแถว ประมาณ 30-50 x 50 เซนติเมตร

การเพาะกล้าเตรียมแปลงเพาะกล้า โดยการขุดหรือไถดิน ตากดินให้แห้งประมาณ 10 วัน พรวนดิน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าดินให้เข้ากับปุ๋ยคอก ยกร่อง ปรับหน้าดินให้เรียบเสมอ หว่านเมล็ดพันธุ์บร็อกโคลี บางๆสม่ำเสมอ โรยด้วยฟางข้าว รดน้ำเช้า-เย็น จนกว่าเมล็ดจะงอก และรดน้ำทุกวัน หมั่นดูแลใส่ปุ๋ย และพ่นสารป้องกันกำจัดโรค และแมลงศัตรูอยู่เสมอ จนอายุ 30-35 วัน  ก็นำกล้าไปปลูกในแปลงได้

การปลูกก่อนย้ายกล้าปลูกควรรดน้ำให้ชุ่มทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง และถอนกล้านำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้หลุมละ 1 ต้น โดยใช้มือกด หรือบีบที่โคนต้นให้ดินแน่น รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ

การให้น้ำช่วงแรกๆของการปลูก ควรรดน้ำเช้า-เย็น และระยะต่อไป  เมื่อต้นบร็อกโคลีติดดีแล้วควรรดวันละ 1 ครั้ง และให้เพิ่มปริมาณการให้น้ำช่วงบร็อดโคลีเริ่มออกดอก เพื่อให้ดอกใหญ่ และเจริญเติบโตสม่ำเสมอ

การใส่ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 โดยแบ่งใส่ 2 ครั้งๆละประมาณ 10-15 วัน และครั้งที่ 2 ประมาณ 20-30 วัน

การเก็บเกี่ยวบร็อกโคลีสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 70-90 วัน แล้วแต่พันธุ์ที่ปลูก โดยเลือกตัดต้นที่กลุ่มดอกเกาะตัวกันแน่น ก่อนบานเป็นสีเหลือง โดยใช้มีดตัดโคน นำมาตัดแต่งนอกแปลง โดยเหลือใบไว้ประมาณ 2 ใบ เพื่อเอาไว้พันดอก นำบรรจุถุง หรือเข่งส่งตลาด

โรคและแมลงเนื่องจากบร็อกโคลีเป็นพืชตระกูลกะหล่ำ ฉะนั้น โรคและแมลงศัตรู จึงเหมือนกัน ฉะนั้นการป้องกันกำจัดจึงเหมือนกับพืชตระกูลกะหล่ำปลี หรือคะน้า

 
หน้า 3 จาก 15

ขอใบเสนอราคาปุ๋ยทุกสูตรได้ที่นี่

เอกสุพรรณ