อยากรู้ราคาขายส่งปุ๋ยเคมีและแม่ปุ๋ยทุกสูตรเช็คที่นี่

ราคาปุ๋ยเคมีและแม่ปุ๋ยทุกสูตรวันนี้ถึง 31 ตุลาคม ปี 2555 เช็คที่นี่!!

การใช้ปุ๋ยในกะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี

พันธุ์ กะหล่ำปลีมีหลายพันธุ์ ทั้งรูปหัวกลม หัวแป้น รูปหัวใจ สีเขียว สีขาว สีม่วง ถ้าแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยว  คือพันธุ์หนักมีอายุการเก็บเกี่ยว 90-120 วัน พันธุ์กลางอายุ 80-90 วัน และพันธุ์เบามีอายุ 60-70 วัน  เมืองไทยพันธุ์เบาปลูกได้ผลดีเพราะไม่ต้องการอากาศหนาวมากนัก พันธุ์เบาที่ปลูกได้ผลดีคือ  พันธุ์โคเปนเฮเก็น พันธุ์เออร์ลี่ เจอซีเวคฟิลล์ พันธุ์เออร์เลียนา

การเตรียมดิน  ไถตากดินประมาณ 7 วัน ตากดินให้แห้งใส่ปุ๋ยคอก ประมาณ3-4 ตันต่อไร่ ไถพรวนคลุกเคล้าให้ทั่ว โดยการพรวนและชักร่องด้วยรถแทรคเตอร์ ขุดหลุมปลูกระยะ 30x30 หรือ 40x40 ตามพันธุ์ที่ปลูกถ้าเป็นพันธุ์หนัก หัวใหญ่ ก็ปลูกห่าง ถ้าเป็นพันธุ์เบาหัวเล็กก็ปลูกถี่หน่อย

การเพาะกล้าทำการเพาะกล้าบนร่องที่มีการไถดิน ใส่ปุ๋ยคอก พรวนดิน ชักร่องให้หน้าดินเรียบ คลุกเมล็ดด้วยสารไอโพไดโอน หรือเมทาแลคซิล+คาร์โบซัลแฟน ชนิดคลุกเมล็ด หว่านอย่าให้ถี่หรือห่างมาก  คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้สม่ำเสมอหมั่นตรวจเรื่องโรค และแมลงรบกวน จนอายุประมาณ 30 วัน ก็ย้ายกล้าลงปลูกได้

วิธีการปลูกเมื่อเตรียมขุดหลุมตามระยะที่ต้องการแล้ว รดน้ำให้ชุ่ม และก่อนถอนกล้ามาปลูกควรรดน้ำในแปลงกล้าไว้ก่อนประมาณ 30 นาที เพื่อให้กล้าชุ่มน้ำจะได้ไม่แห้งเหี่ยวง่าย และควรปลูกตอนเย็นหลังบ่าย 4 โมงเย็นแล้ว หลังปลูกควรรดน้ำให้ชุ่ม

การให้น้ำควรให้น้ำด้วยระบบปริงเกอร์ หรือรดน้ำแบบลากสายยาง รดด้วยฝักบัว และควรให้อย่างสม่ำเสมอ  จนกว่าจะเข้าปลี เมื่อเข้าปลีแล้วควรลดปริมาณให้น้ำให้น้อยลงหน่อย

การใส่ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 30-0-0 เมื่ออายุ 15 วัน หลังปลูกอัตราประมาณ 1 ช้อนชา ต่อหลุมหรือต่อต้น และเมื่ออายุ 30 วันใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8  หรือใส่ปุ๋ยคอก 1 กำมือต่อต้น  แล้วพรวนดินกลบ และควรพ่นสารอาหารเสริมทางใบด้วย เช่น โบรอน สังกะสี

โรคที่สำคัญที่พบในการปลูกกะหล่ำปลี ได้แก่ โรคเน่า โรคใบจุด โรคใบไหม้ โรคไส้ดำ และโรคเน่าดำ แก้ไขด้วยการพ่นด้วยสารป้องกันกำจัด แมนโดเซป คาร์เบนดาซิม ไดเมทโทม็อบ และ โบรอน สังกะสี

แมลงศัตรูที่สำคัญได้แก่ ด้วงหมัดผัก หนอนใยผัก หนอนเจาะยอดกะหล่ำ หนอนชอนใบ หนอนกระทู้ผัก เพลี้ยอ่อนกะหล่ำ และหนอนคืบ ควรพ่นด้วยสารเคมี ไดโดรโตฟอส อะบาเม็กติน B.T โพรไดโอฟอส  โพรฟิโนฟอส

การเก็บเกี่ยวอายุการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูกว่าพันธุ์หนักหรือพันธุ์เบา โดยหัวที่จะทำการเก็บเกี่ยวคือหัวที่แน่น และขนาดพอเหมาะ ตัดแต่งให้สวย บรรจุถุง หรือเข่ง รอส่งขายตลาด

 

การใช้ปุ๋ยในกะหล่ำดอก

กะหล่ำดอก

พันธุ์เกษตรกรพิจารณาปลูกตามพื้นที่ และฤดูกาล เป็นแม่สอด เพชรบูรณ์ เชียงราย เพชรบุรี จะพิจารณาเลือกพันธุ์ปลูกตามความต้องการของตลาดด้วย

การเพาะกล้าควรยกร่องเตรียมดิน ขุดดินตาก คลุกเคล้าด้วยปุ๋ยคอก คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารกันมด และสารฆ่าแมลง หว่านลงร่องที่เตรียมไว้ อย่าให้หนาแน่นจนเกินไป คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ  จนอายุประมาณ 30-35 วัน ก็ถอนแยกไปปลูกได้

การเตรียมดินเกษตรกรจะนิยมเตรียมดินแล้วแต่พันธุ์ที่นำมาปลูก จ.เพชรบุรี, จ.เพชรบูรณ์, จ.ตาก จะทำการไถพรวนดิน แล้วขึงเชือกโดยไถ พรวน ยกร่องตามแต่ละจังหวัดขุดหลุม กว้างxยาว ประมาณ 50x50 เซนติเมตร 5 แถวเว้นทางเดิน ประมาณ 1 เมตร แล้วขุดหลุม 5 แถว เว้นไปเรื่อย แล้วทำการปลูกหลุมละ 1 ต้น และรดน้ำด้วยการลากสายยาง ส่วนกาญจนบุรี จะปลูกบนร่องโดยใช้รถแทรคเตอร์ยกร่อง และรดน้ำด้วยสปริงเกอร์เล็ก และราชบุรี จะปลูกแบบร่องสวน รดน้ำด้วยเรือ

การใส่ปุ๋ยควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 30-0-0 เมื่ออายุ 15วัน หลังปลูกอัตราประมาณ 1 ช้อนชา ต่อหลุมหรือต่อต้น และเมื่ออายุ 30 วันใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือใส่ปุ๋ยคอก 1 กำมือต่อต้น แล้วพรสนดินกลบและควรพ่นสารอาหารเสริมทางใบด้วย เช่น โบรอน สังกะสี

การให้น้ำจะใช้ระบบสปริงเกอร์ รดสายยาง หรือใช้เรือ แล้วแต่พื้นที่ และควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ

โรคและแมลงศัตรูการปฏิบัติดูแลรักษาเหมือนกับ ผักกาดขาวปลี และคะน้า แต่ควรเน้นเรื่องโรคเน่าของดอก และหนอนเจาะยอด

 

การใช้ปุ๋ยในกระถิน

กระถิน

ชื่ออื่นๆกระถินไทย, กระถินบ้าน(ภาคกลาง), กะเส็ดบก(ราชบุรี), ตอเบา, สะตอเบา, สะตอเทศ(ภาคใต้), ผักก้านถิน(เชียงใหม่), ผักหนอนบก(ภาคเหนือ)

พันธุ์แบ่งได้ 2 พันธุ์ คือ กระถินยักษ์ไม่นิยมรับประทาน มีรสขม โตเร็ว ใช้เลี้ยงสัตว์และพันธุ์ไทยหรือพันธุ์คันนิ่งแฮมที่นิยมปลูกตามรั้วบ้าน และปลูกไว้รับประทานทั่วๆไป

การเตรียมดินเนื่องจากกระถินเป็นพืชทนแล้งได้ดี และนิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน “รั้วกินได้” การเตรียมดินจึงไม่ต้องทำอะไรมากนัก หากจะปลูกตามแนวรั้วบ้านใช้จอบสับๆ ดินให้เป็นแถวยาวตามรั้วบ้านนำปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินแหวกร่อง โรยเมล็ดกระถินลงไปห่างๆประมาณ 10 เซนติเมตร พอขึ้นมาแล้วถอนแยกตามใจชอบว่าจะเอาต้นไว้ห่างขนาดไหน (จะทำรั้วกินได้หรือปลูกไว้เพื่อรับประทานอย่างเดียว) หากปลูกเป็นหลุมใช้จอบขุดดินทำหลุมใส่ปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินโรยเมล็ด 3-5 เมล็ด กลบดินรดน้ำให้ชุ่มประมาณ 3-5 วัน เมล็ดก็งอกแล้วหากปลูกเพื่อขายส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ต้องมีการเตรียมไถดินตากประมาณ 5 วัน พรวนดิน หว่านเมล็ดกระถินโดยก่อนหว่านแช่น้ำ 1 คืน หว่านในฤดูฝนดีที่สุด

การปลูกปลูกเป็นหลุมหยอดเมล็ด 3-5 เมล็ดต่อหลุม ถ้าปลูกเป็นแถวเป็นแนวรั้วบ้านให้โรยเมล็ดกระถินบางๆพอขึ้นมาแล้วถอนแยกให้เหลือจำนวนต้นตามต้องการ

การให้น้ำควรให้น้ำหลังหยอดเมล็ดจนเมล็ดงอกดีแล้วก็เว้นการให้น้ำ ถ้าปลูกฤดูฝนจะเหมาะสมที่สุด และประหยัดการให้น้ำ

การใส่ปุ๋ยควรเน้นปุ๋ยคอกจะดีกว่าถ้าใส่ปุ๋ยเคมีจะไม่คุ้มทุน เพราะปุ๋ยเคมีมีราคาแพง ส่วนราคากระถินที่ปลูกเลี้ยงสัตว์ราคาถูก ส่วนมากเกษตรกรจะปลูกโดยอาศัยธรรมชาติ

การเก็บเกี่ยวแบ่งเป็นถ้าปลูกไว้รับประทานควรตัดต้นให้มีความสูงประมาณ 1 เมตร เพื่อสะดวกในการเก็บยอดไว้รับประทาน  แต่ถ้าปลูกกระถินยักษ์เลี้ยงสัตว์ควรปลูกเป็นผืนใหญ่แล้วปล่อยให้เจริญเติบโตจนกว่าอายุได้ 1 ปี ตัดต้นนำมาสับด้วยมือหรือหั่นด้วยเครื่องตากแดด 1-2 วัน แล้วบรรจุกระสอบส่งขายโรงงานผสมอาหารสัตว์ส่วนต้นตอก็จะแตกกิ่งก้านสามารถเก็บได้ 23 ครั้ง ในฤดูฝน

โรคและแมลงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงพบบ้าง เช่น เพลี้ยไก่แจ้ระบาดในฤดูแล้ง และฤดูหนาว หากปลูกมากเพื่อเป็นการค้าฉีดพ่นด้วย คาร์โบซันแฟน

 

การใช้ปุ๋ยในกระเทียม

กระเทียม

ชื่ออื่นๆหอมเทียน, กระเทียมขาว, หอมขาว, หัวเทียม, กระเทียมจีน

พันธุ์เกษตรกรจะมีการเก็บขยายพันธุ์กันมานาน เช่นพันธุ์ของจังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดศรีสะเกษ และแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยวได้ ดังนี้

-พันธุ์เบา หรือพันธุ์ขาวเมือง ลักษณะใบแคบ ลำต้นแข็ง กลีบและหัวขาว กลีบเท่าหัวแม่มือ กลิ่นฉุนและรสจัด อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 75-90 วัน

-พันธุ์กลาง ลักษณะใบเล็กและยาว  ลำต้นใหญ่และแข็ง หัวขนาดกลาง หัวและกลีบสีม่วงอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90-120 วัน ปริมาณ 15-20 หัวต่อ 1 กิโลกรัม นิยมปลูกในภาคเหนือ

-พันธุ์หนัก บางทีเรียกพันธุ์จีนลักษณะใบกว้างและยาว ลำต้นเล็กหัวใหญ่ กลีบโต เปลือกหุ้มสีชมพู อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน ปริมาณหัว 15-20 หัวต่อ 1กิโลกรัม

การเตรียมดินไถดินตากประมาณ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วคลุกเคล้าหรือพรวนดินให้เข้ากันพร้อมยกร่องแบบปลูกผักปรับหน้าดินให้เรียบใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อรองพื้นรดน้ำให้ชื้นพร้อมปลูก

การเตรียมพันธุ์ใช้กลีบหรือโคลฟ (clove) ของกระเทียมโดยแกะออกจากหัวแยกเป็นกลีบๆ คัดเลือกเฉาะกลีบที่ใหญ่และสมบูรณ์ดี ใช้พันธุ์ประมาณ 80-100 กิโลกรัมต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่

การปลูกควรรดน้ำให้ชื้นก่อนแล้วดำกลีบกระเทียมลงในแปลง โดยดำกลีบลึกประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของกลีบลงในดินให้เป็นแถวเป็นแนวตามระยะปลูก คือระหว่างต้น 10 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 10-15 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางข้าวรดน้ำให้ชุ่ม

การให้น้ำกระเทียมควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอในช่วงระยะของการเจริญเติบโต และควรงดการให้น้ำเมื่อหัวเริ่มแก่

การใส่ปุ๋ยครั้งแรกใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็นการรองพื้น ครั้งที่สองเมื่ออายุประมาณ 10-14 วัน ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 30-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ครั้งที่สามอายุประมาณ 30 วัน หลังปลูกใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่

การเก็บเกี่ยวเมื่อได้อายุการเก็บเกี่ยวตามพันธุ์หนักพันธุ์เบา แล้วเลือกเก็บหัวที่แก่จัดสังเกตที่คอกระเทียม (ระหว่างต้นกับหัว) เหี่ยว และต้นพับลงมาใช้มือถอนทั้งต้นและหัวที่แก่จัดมัดแขวนหรือผึ่งลมในร่มกันฝนกันแดดให้ได้หมาดๆ หรือเกือบแห้ง แล้วมัดเป็นจุกๆ รอการจำหน่ายต่อไป

โรค  แก่โรคเน่า โรคใบไหม้ โรคใบจุด โรคแอนแทรคโนส และโรคราน้ำค้างป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่น เมทาแลคซิล โปรคลอราช สกอร์ แมนโคเซป ตัวใดตัวหนึ่งตามอาการของโรค

แมลงได้แก่ เพลี้ยไฟ หนอนกระทู้หอม ป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่น อะบาเม็กติน อาทาบรอน หรือไซเปอร์เมทรินตัวใดตัวหนึ่ง

 

การใช้ปุ๋ยในกะเพรา

กะเพรา

พันธุ์พันธุ์ของกะเพราส่วนมากเป็นลูกผสม ลักษณะใบใหญ่ ก้านยาว เช่นลูกผสมของบริษัทต่างๆที่เจ้าของโควตานำมาให้ปลูก

วิธีการเตรียมดินเกษตรกรที่ปลูกเป็นการค้า ส่วนมากจะปลูกกะเพรา และโหรพาคู่กัน เพราะเมื่อพ่อค้าตัด ก็จะได้พืช 2 ชนิด การปฏิบัติดูแลวิธีการเหมือนกัน โดยไถดิน ตาก ประมาณ 7-10 วัน พรวนดิน ใส่ปุ๋ยคอกหลังจากขุดหลุมแล้ว

วิธีการปลูกระยะปลูกประมาณ 35x35 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น หรือถ้าเป็นร่องผักหน้ากว้าง 4 ต้น ส่วนยาวแล้วแต่ความยาวของร่องผักโดยก่อนปลูก มีการเพาะกล้า เมื่ออายุกล้าได้ประมาณ 1 เดือน หรือยาวประมาณ 1 คืบ รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนกาแฟต่อหลุม

การให้น้ำหลังปลูกควรรดน้ำให้ชุ่ม และทั่วถึงเนื่องจากกะเพรา เป็นพืชที่ต้องการน้ำมากเช่นกัน โดยพิจารณารดน้ำแบบสปริงเกอร์เช้า-เย็น จนกว่าจะตั้งตัวดี หรืออายุประมาณ 10 วัน ขึ้นไปก็พิจารณารดน้ำวันละ 1 ครั้ง

การใส่ปุ๋ย กะเพราเป็นพืชกินใบ เพราะฉะนั้นเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยและน้ำมาก เมื่ออายุประมาณ 10 วัน ใส่ปุ๋ย 30-0-0 บางๆ และทุกๆ 15 วัน ก็ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และใส่ปุ๋ยทุกครั้งหลังมีการตัดส่งตลาด

การเก็บเกี่ยวกะเพราถ้าให้น้ำและปุ๋ยดีเมื่ออายุประมาณ 45-50 วัน ก็ตัดกิ่งขายได้แล้ว โดยพ่อค้าหรือเจ้าของโควตานำคนงานมาตัดกิ่ง โดยเด็ดใบล่างที่เหลือง หรือช้ำออก มัดกำด้วยยางวง รดน้ำให้ชุ่ม บรรจุเข่ง ส่งตลาด สี่มุมเมือง ตลาดไท ตลาดศรีเมือง  ราคาขึ้นอยู่กับปริมาณหรือพื้นที่ที่ปลูกมากน้อย และฤดูกาล ส่วนมากจะมีราคาฤดูฝน เกษตรจะตัดประมาณ 10 วันต่อครั้ง

โรคที่สำคัญ คือ โรคใบไหม้ โรคเน่า โรคต้นเหี่ยว ควรพ่นด้วยแมนโดเซป หรือคาร์เบนดาซิม

แมลงที่สำคัญคือ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน หนอนคืบ ควรพ่นด้วย เซฟริน 85 หรือ   อิมิดาโดลพริด

 

การใช้ปุ๋ยในกวางตุ้ง

กวางตุ้ง

พันธุ์กวางตุ้งมี 2 ประเภทพันธุ์ผักกาดขาวกวางตุ้ง ผักกาดเขียวกวางตุ้ง พันธุ์ที่นิยมปลูกจึงเป็นพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ของบริษัทที่ผลิตออกมาเป็นพันธุ์ใหม่ๆอยู่เสมอ นั้นเกษตรกรควรเลือกปลูกตามที่ตลาดต้องการ

การเตรียมดินผักกวางตุ้งก่อนปลูกต้องมีการเตรียมดินเหมือนกับพืชตระกูลกะหล่ำทั่วๆไป คือ ไถดิน ตากแดด 7-10 วัน พรวนดินใส่ปุ๋ยคอก หว่านปูนขาว ชักร่องแบบร่องผัก หรือแบบร่องสวน

วิธีการปลูกหลังจากเตรียมดินแล้ว รดน้ำให้ชุ่ม และพ่นสารคุมวัชพืชด้วย อะลาคลอร์ หรือเพนดิเมทาริน ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วหว่านเมล็ดบางๆ หรือปัจจุบันใช้เครื่องหว่านเมล็ดแล้วเราสามารถกำหนดได้จะให้ถี่หรือห่างเท่าไรก็ได้ คุมด้วยฟางข้าวบางๆ รดน้ำใส่ปุ๋ย

การให้น้ำโดยระบบสปริงเกอร์ หรือใช้เรือรดน้ำแบบร่องสวน ระยะแรกควรรดน้ำเช้า-เย็น พองอกแล้ววันละ 1 ครั้ง จากนั้นพิจารณารดน้ำอย่างสม่ำเสมอ

การเก็บเกี่ยว  อายุกวางตุ้งที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 40-45 วัน ก็ทำการตัดโคนต้นแต่งใบที่เสียออก มัด บรรจุถุง หรือเข่งส่งตลาด

โรคที่สำคัญคือ ดรคราน้ำค้าง ใบจุด ใบไหม้ โรคเน่า พิจารณาพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไดเมทโธม็อบ แมนโคเซป และโพรพิเนป โดยพ่นตามการระบาดของโรค

แมลงศัตรู  ที่สำคัญคือ ด้วงหมัดผัก หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะยอด ควรพ่นด้วย ไดโครโทฟอส โปฟีโนฟอส อะบาเม็กติน และคลอร์ฟีนาเพอร์ ตัวใดตัวหนึ่งตามการระบาดของแมลงศัตรู

 

การใช้ปุ๋ยในกุยช่าย

กุยช่าย

            พันธุ์ กุยช่าย แบ่งได้เป็น

            กุยช่ายใบ เช่น Broad leaf, Ping

            กุยช่ายดอกเช่น Tai Jiu

            การเตรียมดินการปลูกกุยช่ายควรมีการไถดินตากให้นานๆไม่ต่ำกว่า 15 วัน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ปูนขาว เก็บวัชพืช ที่สำคัญพื้นที่ปลูกต้องไม่มีแห้วหมูขึ้น ย่อยหรือพรวนดิน ชักร่องแบบร่องผัก หรือเตรียมดินปลูกแบบร่องสวน โดยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มรอการปลูก

            การเพาะกล้า แบ่งได้คือ

            -การเพาะกล้าแบบเพาะเมล็ด ทั้งในกระปะเพาะ หรือเพาะในแปลงเพาะ

            -การเพาะเมล็ดในกระบะเพาะ โดยการนำดินเพาะที่ผสมแล้ว ลงหลุมกระบะเพาะ แล้วนำเมล็ดกุยช่ายหยอด 3-5 เมล็ดต่อหลุม เมล็ดจะงอกภายใน 7-14 วัน โดยการรักษาความชื้นให้สม่ำเสมอ จนอายุกล้าประมาณ 55-60 วัน ก็นำไปปลูกได้

            -การเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ เริ่มจากการเตรียมแปลงเพาะเหมือนกับการเตรียมแปลงเพาะพืชทั่วไป หว่านเมล็ดลงแปลงบางๆโรยฟางข้าวทับรดน้ำให้ชุ่ม จนกล้าอายุ 55-60 วันก็นำกล้าไปปลูกลงแปลงปลูกได้

            -การปลูกโดยการแยกกอ ใช้ต้นแม่พันธุ์อายุ 6 เดือน ขึ้นไป ขุดแล้วแยกกอ ก่อนปลูกควรตัดใบออก เพื่อรดการคายน้ำ ตัดรากให้เหลือ 1-2 เซนติเมตร จุ่มยากันราก่อนปลูกด้วยจะเป็นการดี

            การปลูก เมื่อได้กล้าแล้วรดน้ำแปลงที่จะปลูกให้ชุ่ม นำกล้าปลูกใช้ระยะปลูก 30x30 เซนติเมตร หลุมละ 3-4 ต้น รดน้ำให้ชุ่มกุยช่ายจะอยู่ได้ 3-4 ปี แล้วแยกกอปลูกแปลงใหม่

            การใส่ปุ๋ย จะเน้นเป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยอินทรีย์สำเร็จรูป และปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยพิจารณาใส่หลังปลูก 7 วัน และ 30 วัน พออายุได้ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักผสมกับปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 2:1 ผสมกันใส่แปลงกุยช่าย และเสริมด้วยการพ่นปุ๋ยเกล็ด ปุ๋ยน้ำที่ธาตุอาหารหลัก และ ธาตุอาหารรอง ทุกๆ อาทิตย์

            การให้น้ำ ควรให้น้ำสม่ำเสมอ และพิจารณาให้ตามความเหมาะสมกับความต้องการของพืช

            การเก็บเกี่ยว กุยช่ายสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 6 เดือน เริ่มทำการเก็บดอกได้ ส่วนท่าตัดต้นขาย จะเริ่มเมื่ออายุ 1 ปี เพื่อเลี่ยงกอให้มีขนาดใหญ่ การเก็บดอกใช้มือเด็ดดอกที่ยังไม่บาน (หากบานจะเป็นดอกที่แก่แล้ว แต่ควรเก็บดอกด้วย) และสูงเท่าระดับยอดนำมาคัดขนาด มัดเป็นกำๆ ด้วยยางวง ตัดโคนก้านคงเหลือก้านดอกยาว 30-40 เซนติเมตร ส่วนการตัดต้นใช้มีดคมๆ ตัดโคน ชิดดิน นำไปล้างน้ำ แต่งใบ ลอกใบที่ถูกทำลาย หรือใบล่างที่มีสีเหลืองออก มัดละ 1 กิโลกรัม ด้วยยางวงขนาดใหญ่ รอการจำหน่าย

            โรค ที่พบคือโรคต้นและดอกเน่า และโรคต้นเหลืองแคระแกรน ป้องกันกำจัดโดยการตากดิน ใส่ปูนขาว ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก และการจัดการดินที่ดี ส่วนจุดที่เป็นโรค ถากดินทิ้งแล้วโรยด้วยปูนขาว

            แมลง ที่พบคือ หนอนชอนใบ ป้องกันกำจัดโดยการพ่นด้วย อะมาเม็กติน

 

การใช้ปุ๋ยในข่า

ข่า

พันธุ์  เป็นพันธุ์พื้นเมืองของแต่ละท้องถิ่น เช่น พันธุ์ข่าเหลือง พันธุ์ข่าหยวกขยายพันธุ์โดยใช้เหง้าหรือแยกกอปลูก

การเตรียมดินไถดินตากประมาณ 7-10 วัน พรวนดินหรือย่อยดินแล้วขุดหลุม กว้างxยาวxลึก ประมาณ 30x30x30เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหลุมละ 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากับดินใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 100 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการปฏิบัติงาน

การปลูกนำแง่งข่าที่ชำไว้งอกดีแล้วประมาณ 2-3 แง่งหรือหน่อแยกมาจากกอแม่ 2-3 หน่อ ลงปลูกในหลุมลึกประมาณ 15 เซนติเมตร ใช้ดินกลบฟางข้าวคลุมรดน้ำให้ชุ่มเช้า-เย็นจนกว่าข่าจะเจริญเติบโตดี

การให้น้ำในระยะแรกๆ หลังจากปลูกควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่อข่าเจริญเติบโตดีแล้ว ควรพิจารณาเว้นการให้น้ำได้โดยขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ

การใส่ปุ๋ยใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ และควรใส่ปุ๋ยคอกปีละ 2 ครั้งต่อกอหรือหลุมละประมาณ 2-3 กิโลกรัม พรวนดินกลบโคนรดน้ำให้ชุ่ม

การเก็บเกี่ยวเมื่อข่าอายุได้ 1-6 ปี ก็สามารถเก็บข่าขายได้โดยพิจารณาเก็บเป็นข่าอ่อน หน่อข่า หรือข่าแก่ขาย ควรพิจารณาเก็บเกี่ยวให้สัมพันธ์กับอายุของข่าด้วยเพื่อไม่ให้ข่าโทรมจนเกินไป

โรคและแมลงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง

 

การใช้ปุ๋ยในขิง

ขิง

พันธุ์ ขิงมีการปลูกกระจายไปทั่วโลกจึงมีคุณภาพแตกต่างกันตามลักษณะ เช่น ความเผ็ด ปริมาณเสี้ยน รสชาติ เช่นพันธุ์ที่มีปลูกต่างประเทศ ตัวอย่าง ขิงจาไมก้า, ขิงอินเดีย, ขิงแอฟริกา, ขิงจีน, ขิงญี่ปุ่น, ขิงไทย

ขิงไทยแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ ขิงเล็ก ขิงเผ็ด หรือขิงดำ และอีกพวกคือขิงใหญ่  ขิงหยวก หรือขิงขาว

การเตรียมดินการปลูกขิงแบ่งเป็น 2 พื้นที่คือ แบบพื้นราบและที่เชิงเขาที่มีความลาดเอียง การปฏิบัติคือทำการไถดินตาก 7 วัน พรวนดินให้ร่วนซุย การปลูกแบบพื้นราบยกร่องสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร เป็นรูปสามเหลี่ยม ระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 50-70 เซนติเมตร ส่วนพื้นที่ลาดเอียงเชิงเขา หลังจากไถดิน พรวนดินแล้วทำการยกร่อง หรือแหวกร่องไม่ลึกมาก แบบขั้นบันไดระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 50-70 เซนติเมตร ก่อนปลูกควรใส่ปูนขาวประมาณ 200-400 กิโลกรัมต่อไร่  คลุกเคล้ากับดินก่อนยกร่อง รดน้ำทิ้งไว้ 15-30 วัน ค่อยลงมือปลูก

การปลูกแบ่งตามลักษณะการปลูกได้ 2 วิธีคือ

-การปลูกโดยอาศัยน้ำฝน จากการเตรียมร่องแล้ว นำท่อนพันธุ์วางลงในหลุมปลูก หรือร่องที่แหวกไว้ ระยะห่างกันประมาณ 20-25 เซนติเมตร แล้วทำการกลบดิน และนำฟางข้าว ใบหญ้าคาหรือใบอ้อยคลุมในร่องปลูกอีกทีเพื่อป้องกันวัชพืชอื่นๆขึ้นรบกวน ช่วยบังแดดไม่ให้หน่ออ่อนไหม้ และช่วยเก็บความชื้น

-การปลูกโดยอาศัยน้ำชลประทาน โดยการปล่อยน้ำเข้าร่องที่ปลูก ส่วนการปลูกจะปลูกบนสันร่องที่สูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร โดยขุดหลุมลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างกัน 30-35 เซนติเมตร ระหว่างแถวประมาณ 50-70 เซนติเมตร โดยไม่ต้องคลุมวัสดุต่างๆ

การให้น้ำซึ่งมีอยู่ 2 วิธีคือ แบบอาศัยน้ำฝน และการให้น้ำแบบชลประทาน โดยเฉพาะการให้น้ำแบบชลประทาน ก็พิจารณาการให้น้ำขิงไม่ให้เปียกมาก หากเปียกมากทำให้เน่าได้ และถ้าแห้งมากก็ทำให้แคระแกรน การเจริญเติบโตล่าช้าได้

การใส่ปุ๋ยเกษตรกรบางรายจะใส่ปุ๋ยคอก เมื่ออายุขิงได้ 2 เดือน และเมื่อขิงอายุ 4 เดือน และจะใส่ปุ๋ยเคมีโดยใช้สูตร 15-15-15 เมื่ออายุ 2 เดือน และ 4 เดือน ใช้สูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เท่ากัน โดยจะพูนโคนขิงทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย  ระวังอย่าให้ปุ๋ยเคมีถูกหัวพันธุ์ เพราะจะทำให้หัวพันธุ์เน่าได้

การเก็บเกี่ยวสังเกตดูว่าต้นขิง ใบขิง มีอาการเหลืองแสดงว่าขิงเริ่มแก่ จนอายุประมาณ 8-12 เดือน ก็ทำการถอนแล้วนำมาตัดต้นและแต่งแง่ง ล้างน้ำรอส่งเป็นขิงแก่ ส่วนการขายเป็นขิงอ่อนหากราคาดีจะถอนขายเมื่ออายุประมาณ 4-6 เดือน ส่วนมากจะอยู่ประมาณเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม เมื่อถอนแล้วนำมาตัดต้นแต่งแง่ง และล้างน้ำรอส่งตลาด

โรคขิงที่สำคัญได้แก่ โรคแอนแทรคโนส โรคใบจุด โรครากปม โรคขิงเน่าที่เกิดจากเชื้อรา และโรคขิงเน่าที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่นด้วยเบนเลท รองก้นหลุมด้วยคาร์โบฟูราน 3 จี ใส่ปูนขาวในการเตรียมดินประมาณ 200-400 กิโลกรัมต่อไร่ แช่ท่อนพันธุ์ด้วยยาดูปราริท อัตรา 1 ส่วนต่อน้ำ 1,000 ส่วน นาน 5 นาที

แมลงศัตรูขิงได้แก่ หนอน และตั๊กแตนกินใบ เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย ไส้เดือนฝอย ป้องกันโดยการฉีดพ่นด้วยเซฟวิน 85, โตกุไธออน และจุ่มท่อนพันธุ์ก่อนปลูกด้วยเซฟวิน 85 ตามลำดับ

 
หน้า 3 จาก 16

ขอใบเสนอราคาปุ๋ยทุกสูตรได้ที่นี่

เอกสุพรรณ