อยากรู้ราคาขายส่งปุ๋ยเคมีและแม่ปุ๋ยทุกสูตรเช็คที่นี่

ราคาปุ๋ยเคมีและแม่ปุ๋ยทุกสูตรวันนี้ถึง 31 ตุลาคม ปี 2555 เช็คที่นี่!!

การใช้ปุ๋ยในผักกาดหอม

ผักกาดหอม

พันธุ์พันธุ์ของผักกาดหอมที่นิยมปลูกในบ้านเรา และสามารถปลูกได้ทั้งปี คือ ลิ๊ฟ (Leaf)หรือ ลูสลิ๊ฟ (Loose leaf ) และพันธุ์แกรนด์ แรปปิด (Grand Rapid) หรือเรียกว่า พันธุ์ใบ หรือผักกาดหอม ใบหยิก นิยมปลูกมากในบ้านเรา (ตราศรแดง, ตราเครื่องบิน)

การเตรียมดินไถดิน ตากแดดประมาณ 7 วัน ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ ไถ-พรวน ชักร่อง รดน้ำให้ชุ่ม พ่นยาคลุมหญ้าด้วยอะลาคลอ หรือเพนดิเมทาริน ทิ้งไว้     1 คืน

การปลูกผักกาดหอมใบหยิกหยอดเมล็ดลงไปบนร่อง เป็นแถวเป็นแนว ระยะระหว่างต้นxระหว่างแถว ประมาณ 30x40เซนติเมตร หลุมละ2-5 เมล็ด พอขึ้นมามีใบจริง 2-3 ใบ ควรแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หากปลูกหน้าร้อน ควรคลุมด้วยฟางข้าว

การรดน้ำควรรดน้ำเช้า-เย็น อย่างสม่ำเสมอ ด้วยระบบสปริงเกอร์ เรือรดน้ำ หรือลากสายยาง รดด้วยฝักบัว

การใส่ปุ๋ย นิยมใส่ปุ๋ยคอกก่อนปลูก โดยคลุมกับดิน และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 เมื่อผักกาดหอมอายุได้ 15-20 วัน อัตรา 30 กก.ต่อไร่ และหมั่นสังเกตว่าหากผักกาดเจริญเติบโตไม่ค่อยดีก็ทำการใส่ปุ๋ยซ้ำได้ อย่าลืมรดน้ำให้ชุ่ม

โรคและแมลงที่สำคัญ เนื่องจากผักกาดหอมไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน จึงไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นสารกำจัดแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช

การเก็บเกี่ยวพันธุ์ใบหยิก อายุประมาณ 40-50 วัน ก็เริ่มตัดต้นขาย เมื่อตัดควรเด็ดใบเหลืองทิ้งแล้วล้างยางสีขาวออก ใส่ถุงหรือเข่ง ส่งตลาด

 

 

การใช้ปุ๋ยในผักกาดหัว

ผักกาดหัว

ชื่ออื่นๆ หัวไชเท้า

พันธุ์พันธุ์ผักกาดหัวแบ่งได้ 2 กลุ่มคือ

-กลุ่มพันธุ์ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์หนัก และพันธุ์ปานกลาง มีอายุปีเดียว และสองปี

-กลุ่มพันธุ์จีน ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์เบา และเป็นผักปีเดียว

พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์เบา เช่น พันธุ์แม่โจ้,พันธุ์ม.ก1,พันธุ์เอฟเวอเรส ไอบริส,พันธุ์ซากาตะมิโน,ซัมเมอร์ครอบ ไฮบริด และลูกผสมของบริษัทต่างๆ เช่นตราเครื่องบินตรา ศรแดง ตราปลา เป็นต้น

การเตรียมดินไถดินตากไว้7-10วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว พรวนดิน ชักร่องขึ้นแปลง

การปลูกหลังจากเตรียมดินขึ้นแปลงแล้ว หยอดเมล็ดพันธุ์ผักกาดหัวลงดิน ระยะปลูกระหว่างต้นประมาณ 25 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถวประมาณ 30 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มจนกว่าต้นกล้างอกมีใบจริง 2-3ใบ ถอนแยกให้เหลือจุดละ1ต้น

การให้น้ำควรให้น้ำผักกาดหัวอย่างเพียงพอเช้าและเย็นตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนกระทั่งผักกาดหัวอายุเก็บเกี่ยว เพราะถ้าผักกาดขาดน้ำ จะทำให้ขนาดและคุณภาพของหัวด้อยลงไป

การใส่ปุ๋ยผักกาดหัวจะแบ่งการใส่ปุ๋ย เป็น 2 ครั้ง คือ หลังจากถอนแยกใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ และครั้งที่สองเมื่ออายุได้ 30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่

การกำจัดวัชพืชวัชพืชที่ขึ้นมาต้องคอยถอนออกอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งน้ำ อาหาร ตลอดจนเป็นพืชอาศัยของแมลงศัตรู

การเก็บเกี่ยวปกติพันธุ์ผักกาดหัวพันธุ์เบาจะเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 42-50 วัน พันธุ์กลางอายุประมาณ 60-70 วัน และพันธุ์หนักอายุประมาณ 70-90 วันโดยถอนด้วยมือตัดใบพร้อมก้านให้เหลือประมาณ 10 นิ้ว ล้างน้ำให้สะอาดก่อนถอนผักกาดหัวควรสังเกตหัวไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป

โรคและแมลงศัตรูผักกาดหัวโรคและแมลงศัตรูผักกาดหัวตลอดจนสารป้องกันกำจัดเหมือนกับกะหล่ำปลี คะน้า และพืชตระกูลกะหล่ำอื่นๆ

 

การใช้ปุ๋ยในผักบุ้งจีน

ผักบุ้งจีน

            พันธุ์ นิยมปลุกพันธุ์ผักบุ้งจีนใบไฝ่ มีหลายบริษัท เช่น ตราศรแดง,บ.เจียไต๋ และอื่นๆ

            การเตรียมดิน ควรไถตากดินประมาณ 7-10 วัน โดยการปลูกแบบร่องสวน หรือร่องผัก ไถตากดิน ใส่ปุ๋ยคอก ละปูนขาว ยกร่อง

            วิธีปลูก ก่อนปลูกควรแช่น้ำ 6-12 ชั่วโมง เพื่อให้งอกเร็วขึ้นใช้ฟางข้าวโรยทับบางๆ เพื่อให้ดินชุ่มชื้น

            การให้น้ำ ให้น้ำด้วยเรือ และสปริงเกอร์ เช้า-เย็น ทุกวันป้องกันอย่าให้น้ำท่วมขัง

            การใส่ปุ๋ย เมื่อผักบุ้งจีนงอกได้ 7-10 วัน ก็เริ่มหว่านปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 โดยหว่านบางๆ และควรใส่ก่อนเก็บเกี่ยวอีก 1ครั้ง เมื่ออายุประมาณ 15-18 วัน

            การเก็บเกี่ยว ผักบุ้งจีนเป็นพืชอายุสั้นประมาณ 20-25 วันก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว ก่อนถอนควรรดน้ำก่อนกันรากขาด ถอนผักบุ้งคัดใบที่มีสีเหลือง และแขนงที่โคนต้นออก และล้างน้ำให้รากสะอาดมัดด้วยเชือกฟาง เป็นมัดๆ ละ 1 กิโลกรัม พร้อมส่งตลาด

            โรค ที่สำคัญคือ โรคราน้ำค้าง โรคใบไหม้ และโรคใบหูด การป้องกันควรใช้สารเคมีที่ทีพิษตกค้างน้อยที่สุด

            แมลงศัตรู ที่สำคัญคือ หนอนและตั๊กแตน กัดกินใบป้องกันโดยใช้สารเคมีที่ทีพิษตกค้างน้อยที่สุด

 

การใช้ปุ๋ยในเผือก

เผือก

            การเตรียมดิน  เริ่มจากการไถดินตากประมาณ 7 วัน หากดินร่วนดีก็ทำการชักร่องปลูกได้เลย แต่ถ้าดินแข็งเป็นก้อนมากควรจะไถแปรอีก 1 ครั้ง ก่อนชักร่องปลูก ปล่อยน้ำไปตามร่องให้น้ำชุ่มชื้นอยู่ตลอดก่อนปลูก

            การเพาะกล้าเผือก โดยการนำหัวเผือกที่มีขนาดเล็กๆ เท่าหัวแม่มือ(ชาวบ้านเรียกลูกเผือก)มาวางเกลี่ยให้เรียบโดยหัวเผือกไม่ซ้อนกันบนดินที่ลูกหญ้า และรักษาความชื้นได้ดี กลบทับด้วยแกลบดำ ให้มิดหัวเผือกคลุมด้วยฟางข้าว ทำการรดน้ำทุกวันจนเผือกมีใบจริงประมาณ 2-3 ใบ พร้อมนำไปปลูกได้

            วิธีการปลูก นำต้นพันธ์เผือกที่ได้จากการเพาะกล้ามาปลูกในร่องที่มีการปล่อยน้ำไว้แล้วโดยปลูก 2 แถว ใน 1 ร่อง สลับฟันปลาระยะประมาณ 30x30 เซนติเมตร โดยที่การดำกล้าเหมือนดำนา แต่บางที่นำหัวพันธ์ของเผือกลงปลูกได้เลยไม่ต้องมีการเพาะกล้าหรือบางรายปลูกบนร่องผักก่อนเก็บการเก็บเก็บผัก เช่น หอมแบ่ง ขึ้นฉ่าย ผักชี โดยนำหัวพันธ์เผือกปลูกในร่องผักเลยเมื่อเก็บผักแล้วเผือกก็โตมีใบจริง 3-4 ใบพอดี

          การให้น้ำ การให้น้ำไปตามร่องจะสะดวงมาก และเก็บความชื้นได้ดี หรือจากเผือกตั้งต้นได้ดีแล้ว หรืองอกดีแล้ว ควรรักษาน้ำให้ชื้นอยู่ตลอด ส่วนการปลูกบนร่องผักก็ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ

          การใส่ปุ๋ย เมื่ออายุเผือกที่ปลูกด้วยกล้าประมาณ 30 วัน ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 ตามความสมบูรณ์ของดิน อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ทุกเดือน อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนการปลูกหัวพันธ์เลย ควรใส่ครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 30 วัน หรืองอกมีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ อัตราเท่ากับการปลูกด้วยกล้า

         การแต่งหน่อ ส่วนที่เป็นหน่อ หรือลูกเผือกที่ไม่ต้องการ ต้องทำการขุดทิ้งไป หรือนำไปปลูกต่อไป โดยคอยหมั่นพรานดินทุกๆ 1 เดือน

         การเก็บเกี่ยว เผือกเมื่อมีอายุประมาณ 8 เดือน ก็ทำการเก็บเกี่ยวได้เกษตรกรจะทำการเก็บเกี่ยวโดยการถอนต้นก่อนพ้นดิน ทำการบิดๆ เพื่อให้ลูกเผือก หรือไรโชมไม่ติดขึ้นมากับหัวแม่ ตัดต้นให้เหลือ ประมาร 10- 15 เซนติเมตร ใช้มีดขุดๆ หรือ เกาหัวให้สะอาดบรรจุถุง รอการจำหน่อย

          โรคของเผือก เช่น โรคตากบ โรคใบไหม้ โรคแอนแทรนโนส ป้องกันกำจัดด้วยการพ่นสารป้องกันโรคพืช เช่น เมนโคเชป เบเลท คาร์เบนดาซิม หรือโรยด้วยฟูราดาน รอบๆโคน โดยพิจารณา ใช้ตามอาการของโรค

          แมลงศัตรูเผือก ที่ได้พบ ได้แก่ หนอนกระทู้ผัก หนอนกระทู้หอม ป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่นด้วยสารเคมี เช่น แลนเนท ไซเปอร์ เมทริน

 

การใช้ปุ๋ยในพริกขี้หนู

พริกขี้หนู

            พันธุ์ พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พันธุ์ลูกผสมต่างๆ และพันธุ์ห้วยสีทน หัวเรือ พันธุ์ซุปเปอร์ฮอต(ตราศรแดง)

            การเตรียมดิน โดยทั่วไปจะการขุดดิน หรือไถดินตากแดด 7-10 วัน พรวนดิน ใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย โดยจะขุดหลุม ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร

            การเพาะกล้า เตรียมดิน ย่อยดิน ยกร่อง ตากดิน ใส่ปุ๋ยคอก ปรับหน้าดินให้เรียบ หว่านเมล็ดโดยคลุกสารเคมี และสารป้องกัน กำจัดเชื้อรา หว่านอย่าให้หนาแน่นมาก คลุมด้วยฟางแล้ว รดน้ำให้ชุ่ม อายุ 30-35 วัน ก็แยกปลูกได้

            วิธีการปลูก จะปลูกแบบร่องสวน ร่องผัก หรือขุดหลุมเป็นแถวๆ ก็ได้แล้วแต่พื้นที่ หรืจังหวัดที่ปลูก ระยะปลูก ระหว่างต้นxระหว่างแถว ประมาณ 50x75 ถึง 100 ตามขนาดทรงพุ่มของพันธุ์พืช ให้เว้นทางเดินเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานด้วย

            การให้น้ำ ให้น้ำแบบสปริงเกอร์ เรือรดน้ำสายยาง หรือปล่อยไปตามร่อง พิจารณาปล่อยน้ำเมื่อดินแห้ง และพืชต้องการระยะแรกๆ และระยะติดดอกออกผล

            การใส่ปุ๋ย จะพิจารณาการใส่ปุ๋ยเคมีตามสภาพของดิน โดยเมื่อพืชอายุประมาณ 10-15 วัน ตั้งต้นแล้ว ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 30-0-0 มากๆ ต่อหลุมและอายุ 30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15  มากๆและพิจารณาใส่เมื่อพืชแคระแกรน

            โรค โรคที่สำคัญ คือ แอนแทรคโนส หรือโรคกุ้งแห้ง โรคเหี่ยวจากเชื้อรา หรือโรคหัวโกรน ควรพ่นด้วย โปรคลอราช สลับกับคอปเปอร์ไฮร๊อกไซด์

            แมลงศัตรู คือ เพลี้ยไฟ ไรขาว หนอนเจาะผลควรพ่นด้วยอิมิคาโดลพริด อมิทราช และเบตาไซฟลูทริน

 

การใช้ปุ๋ยในพริกใหญ่

พริกใหญ่

            พันธุ์ พริกใหญ่ พริกมัน พริกหนุ่ม พริกเหลือง  จัดอยู่ในพริกใหญ่ ลักษณะพันธุ์มีขายตามท้องตลาดทั่วไป การปลูกขึ้นอยู่กับพ่อค้า และราคา ส่วนมากจะเป็นลูกผสม จะให้ผลผลิตสูง ราคาดี

            การเตรียมดิน โดยทั่วไปการจะขุดดิน หรือไถดินตากแดด 7-10 วัน พรวนดิน ใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย โดยจะขุดหลุม ลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร

            การเพาะกล้า เตรียมดิน ย่อยดิน ยกร่อง ตากดิน ใส่ปุ๋ยคอกปรับหน้าดินให้เรียบ หว่านเมล็ดโดยคลุกสารเคมี และสารป้องกันกำจัดเชื้อรา หว่านอย่าให้หนาแน่นมาก คลุมด้วยฟางแล้วรดน้ำให้ชุ่ม อายุ 30-35 วันก็แยกปลูกได้

            วิธีการปลูก จะปลูกแบบร่องสวน ร่องผัก หรือขุดหลุมเป็นแถวๆ ก็แล้วแต่พื้นที่ หรือจังหวัดที่ปลูก ระยะปลูก กว้างxยาวประมาณ 0.75-1 เมตร ให้เว้นทางเดินเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานด้วย

            การให้น้ำ ให้น้ำแบบสปริงเกอร์ เรือรดน้ำสายยาง หรือปล่อยไปตามร่อง พิจารณาปล่อยน้ำเมื่อดินแห้ง และพืชต้องการระยะแรกๆ และระยะติดดอกออกผล

            การใส่ปุ๋ย จะพิจารณาการใส่ปุ๋ยเคมีตามสภาพของดิน โดยเมื่อพืชอายุประมาณ 10-15 วัน ตั้งต้นแล้ว ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 30-0-0 มากๆ ต่อหลุมและอายุ 30 วัน ใส่ปุ๋ย 15-15-15 มากๆ และพิจารณาใส่เมื่อพืชแคระแกรน

            โรค โรคที่สำคัญ คือ แอนแทรคโนส หรือโรคกุ้งแห้ง โรคเหี่ยวจากเชื้อรา หรือโรคหัวโกรน ควรพ่นด้วย โปรคลอราช สลับกับ คอปเปอร์ไฮดร็อกไซด์

            แมลงศัตรู คือ เพลี้ยไฟ ไรขาว หนอนแมลงวันเจาะผล ควรพ่นด้วย อิทิคาโดลพริด อมิทราช และเบตาไซฟลูทริน

            

 

การใช้ปุ๋ยในฟักทอง

ฟักทอง

            พันธุ์ แบงออกเป็น 2 พวก คือ พันธุ์ทรงพุ่มเตี้ย นิยมปลูกในต่างประเทศ ลักษณะเป็นทรงพุ่มขนาดใหญ่ ก้านใบกลม กลวงหักเปราะง่าย ใบมีขนาดใหญ่มากและ พันธุ์เลื้อย ที่นิยมปลูกในป้านเรา มีลักษณะลำต้นเลื้อย แตกแขนงมากมายมีดอกตามข้อ ให้ผลแขนงละ 1-2 ผล ส่วนมากนิยมรับประทานผลแก่

            การเตรียมดิน ไถตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน ทำการตีดิน จะยกร่องก็ได้ ไม่ยกร่องก็ได้ ขุดหลุมระยะระหว่างแถว ประมาณ 1.5x1.5เมตร ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 1 กำมือคลุกเคล้าดินให้เข้ากัน

            การปลูก  เมื่อขุดหลุมแล้ว ทำการหยอดเมล็ดหลุมละ 4-6 เมล็ด หรือเพาะกล้าในกระถาง หรือถาดหลุมก่อน ลงปลูกก็ได้ กลบดิน รดน้ำให้ชุ่ม โดยใช้ฟางข้าว เหนือหลุมที่ปลูกด้วย

            การใส่ปุ๋ย เมื่ออายุฟักทองประมาณ 20-25 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50กิโลกรัมต่อไร่ (ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน)

            การให้น้ำ ควรให้น้ำแบบระบบร่องจะดีกว่าการให้น้ำแบบสปริงเกอร์เพราะจะทำให้เกิดโรคง่าย

            การเก็บเกี่ยว ฟักทองตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวได้ใช้เวลาประมาณ 90-110 วัน โดยเก็บผลที่แก่จัด โดยการใช้กรรไกรหรือมีดตัดที่ขั้ว บรรจุถุง หรือเข่งชั่นน้ำหนักแล้วจึงส่งพ่อค้า

            โรคและแมลง เนื่องจากไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวนจึงไม่ค่อยนิยมพ่นสารเคมี จะมีบ้างคือ แมลงวันทอง ควรตัดด้วยสารล่อหรือพ่นด้วย เซฟวัน 85%

 

การใช้ปุ๋ยในฟักเขียว

ฟักเขียว

            ชื่ออื่นๆ เรียกตามภาษาถิ่น แฟง ฟักท่อน

            พันธุ์ ส่วนมากเกษตรกรจะขยายพันธุ์ต่อๆกันมาเป็นพันธุ์พื้นบ้านที่คัดมาเฉพาะลูกที่ใหญ่ ยาว และดก แต่มีขายตามท้องตลาด เช่น ตราเครื่องบิน ตราศรแดง ตราปลา เป็นต้น

            การเตรียมดิน ควรไถดินตาก 7-10 วัน พรวนดิน ย่อยดิน จากนั้นขุดหลุมลึกประมาณเท่าหน้าจอบ ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก หลุมละ 1 กำมือ คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2 เมตร และระหว่างแถว 2 เมตร

            การปลูก ปลูกได้ 2 วิธีคือปลูกแบบทำค้าง และปลูกแบบไม่ทำค้าง ถ้าปลูกเป็นจำนวนมาก หรือปลูกเพื่อเป็นการค้าจะไม่นิยมทำค้าง ใช้ระยะปลูกตามที่กล่าวมาโดยหยอดเมล็ดหลุมละ 3-5 เมล็ดคลุมฟางบนหลุม รดน้ำให้ชุ่ม จนงอกมีใบจริง ถอนแยกเหลือ 2-3 ต้น

            การให้น้ำ เกษตรกรที่ทำเป็นการค้าจะให้น้ำในระยะแรกของการเจริญเติบโต และเว้นการให้น้ำได้ตามเหมาะสมของดินฟ้าอากาศ และจะหยุดการให้น้ำเมื่อฟักเขียวเริ่มแก่

            การใส่ปุ๋ย เมื่อฟักเขียวอายุได้ 30 วัน ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30กิโลกรัมต่อไร่ หรือหลุมละประมาณ  1 ช้อนแกงและใส่อีกครั้งเมื่อฟักเขียวเริ่มออกดอก ติดผล ในอัตราสูตรเดิมรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ และหยุดก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 2 อาทิตย์

            การเก็บเกี่ยว ฟักเขียวที่มีการปลูกตามธรรมชาติ จะมีอายุประมาณ 5 เดือน ส่วนถ้าปลูกเป็นการค้า จะสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณไม่เกิน 120 วัน พิจารณาเลือกผลที่แก่จัด ใช้มีดคมๆ ตัดขั้วผลแก่ของฟักเขียวโดยพิจารณาผลที่ออกสีขาวนวล หรือพิจารณาตัดเป็นฟักอ่อนขายก็ได้ หรือชาวบ้านเรียกว่าฟักท่อน

            โรคและแมลง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง

 

การใช้ปุ๋ยในมะกรูด

มะกรูด

            พันธุ์ พันธุ์ของมะกรูดแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ มะกรูดพันธุ์พื้นเมืองที่มีมานานแล้ว ลักษณะผลจะเป็นผลใหญ่ ผิวขรุขระ และพันธุ์ที่มีลักษณะผลผิวไม่ขรุขระ ผลจะเล็กกว่าพันธุ์พื้นเมือง

            การเตรียมดิน การปลูกมะกรูดต้องมีการเตรียมดินเหมือนพืชไม้ผลทั่วๆไปเพราะเป็นพืชอายุยืนอยู่ได้หลายปี โดยเริ่มจากการไถดิน ไถดะ และไถแปร ชักร่องปล่อยน้ำ ขนาดความกว้างของร่อง 2.5-3 เมตร ขุดหลุมกว้างxยาวxลึกประมาณ 50x50x50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กรัม ต่อหลุม หรือหากปลูกแบบไม่ต้องยกร่องหลังจากเตรียมดินแล้วใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.5-3 เมตรระหว่างแถว 2.5-3 เมตร ขนาดหลุม และทำการใส่ปุ๋ยเหมือนกัน รดน้ำให้ชุ่มก่อนปลูก

            การเตรียมกิ่งหรือต้นพันธุ์ ที่นิยมสามารถเตรียมได้ 2 วิธี คือ การตอนโดยการตอนกิ่งพันธุ์ และนำมาชำในถุงชำเพื่อให้กิ่งแข็งแรงข้อดี คือ ให้ผลผลิตเร็ว ข้อเสีย คือไม่ทนต่อลม และขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ข้อดี คือ จะอยู่ได้นานไม่ล้มง่ายเพราะมีรากแก้ว แต่ข้อเสียคือต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้ผลผลิต แต่ตัดกิ่ง,ใบ ขายได้

            การปลูก การปลูกมะกรูดหลังจากเตรียมดิน ขุดหลุมแล้รดน้ำให้ชุ่ม นำกิ่งพันธุ์ หรือต้นพันธุ์ วางกลางหลุมที่คลุกเคล้าปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีแล้ว ใช้ดินกลบให้มิดราก และเสมอขอบหลุม ปักไม้มัดเชือกยึดกันล้ม รดน้ำให้ชุ่ม

            การให้น้ำ เกษตรกรที่ปลูกมะกรูดเป็นกรค้า จะใช้น้ำแบบน้ำหยด แบบปล่อยไปตามร่อง แบบลากสายยางรด แล้วแต่วิธีการปลูกแต่จะเน้นการให้น้ำในฤดูแล้ง หลังจากมะกรูดตั้งตัวดีแล้วน้ำควรเว้นได้ตามความเหมาะสม เพราะมะกรูดเป็นพืชทนแล้งได้ดี

            พันธุ์  เมื่อปลูกมะกรูดได้ประมาณ 1 เดือน ทำการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราหลุมละ 200 กรัมต่อหลุมโรยรอบๆโคน และเพิ่มปริมาณแต่ละปี ส่วนปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักจะใส่ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15กิโลกรัมต่อหลุม

            การเก็บเกี่ยว เกษตรกรที่ปลูกมะกรูดเป็นการค้า และทำการตัดกิ่งและใบขาย เริ่มเก็บได้เมื่อมะกรูดอายุ 2-3 ปี และจะตัดโดยรักษาทรงพุ่มไปเรื่อยๆ ส่วนรายที่ต้องการเก็บผลขาย จะเริ่มเก็บเมื่อมะกรูดมีอายุ 3-4 ปีขึ้นไป

            โรค มะกรูดไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค

            แมลง ที่สำคัญ คือ หนอนชอนใบ หนอนแก้ว หนอนม้วนใบ เพลี้ยไฟ ป้องกันกำจัดโดยการพ่นสารเคมี อะมาเม็กติน พอส์ซไซเปอร์เมทริน

 

                       

           

 
หน้า 6 จาก 16

ขอใบเสนอราคาปุ๋ยทุกสูตรได้ที่นี่

เอกสุพรรณ