อยากรู้ราคาขายส่งปุ๋ยเคมีและแม่ปุ๋ยทุกสูตรเช็คที่นี่

ราคาปุ๋ยเคมีและแม่ปุ๋ยทุกสูตรวันนี้ถึง 31 ตุลาคม ปี 2555 เช็คที่นี่!!

การใส่ปุ๋ยถั่วเหลืองฝักสด

การใส่ปุ๋ยถั่วเหลืองฝักสด

  • ถั่วเหลืองฝักสด

   ถั่วเหลืองฝักสดเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกพืชหนึ่งของประเทศไทย

โดยใช้บริโภคภายในประเทศในรูปของอาหารว่างประกอบอาหารและแปรรูปได้อีกหลายอย่างเป็นพืชที่มีศักยภาพในการส่งออกโดยเกษตรกรสามารถปลูกขายให้แก่โรงงานเพื่อส่งออกในรูปแช่แข็ง

         พันธุ์

การเลือกพันธุ์ควรเลือกพันธุ์ที่มีผลผลิตและคุณภาพตรงตามที่โรงงารอุสาหกรรมต้องการเจริญเติบโตดี เหมาะกับสภาพดินฟ้า

         พันธุ์ที่นิยมปลูก 1. พันธุ์สำหรับการส่งออกเป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง เมื่อต้มรสชาติหวานเล็กน้อย เหมาะสำหรับปลูกในภาพเหนือและภาคกลางที่งฤดูแล้งและฤดูฝน

        พันธุ์สำหรับบริโภคภายในประเทศ คือ

       เชียงใหม่ 1 ดอกสีม่วง ขนสีขาว อายุถึงวันออกดอก 30-40 วัน อายุเก็บเกี่ยวฝักสด 75-78 วัน ฝักสดมีสีเขียวเข้ม ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง ผลผลิตฝักรวมต้นสดเฉลี่ย 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 950 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อต้มมีรสชาติหวานน้อยกว่าพันสำหรับการส่งออก ปลูได้ทุกภาคของประเทศ

      

 

          การปลูก

          การเตรียมดิน ไถด้วยผาล 3 1 ครั้ง ลึก15-20 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาล7 1 ครั้ง ปรับดินให้สม่ำเสมอแล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลงถ้าดินมีความอุดมสมบรูณ์ต่ำ มีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 เปอร์เซนต์  ให้หว่านปุ๋ยคอก อัตรา 300-500 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 1,500-2,000 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนกลบ

        การเตรียมเมล็ดพันธุ์    ใช้เมล็ดจากแหล่งและแปลงที่ไม่มีโรคระบาด เมล็ดพันธุ์ต้องมีความสมบรูณ์ปราศจากร่องรอยการทำลายของโรคและแมลง มีความงอกไม่น้อยกว่า 75 เปอร์เซนต์   ใช้เมล็ดพันอัตรา 12-15 กิโลกรัมต่อไร่ คลุกกับเชื้อไรโซเบียม 200 กรัม โดยใช้น้ำตาลทราย 75 กิโลกรัม ละลายน้ำ 300 มิลลิลิตร เป็นสารยึดเกาะ แล้วปลูกทันที

        วิธีการปลูก  ใช้แรงงานหรือรถไถเดินตามยกร่องสูง 15-20 เซนติเมตร กว้างเมตร แล้วปรับหน้าดินให้สม่ำเสมอ  โดยปลูกเป็นแถวคู่บนร่อง ระยะปลูก 50x20 เซนติเมตร ใช้ไม้ปลายแหลมทำหลุมลึก  2-3 เซนติเมตร หยอดเมล็ด 2-3 เมล็ดต่อหลุม  จะได้จำนวนต้น 32,000-48,000 ต้นต่อไร่

        การดูแลรักษา

         การให้ปุ๋ย พันธุ์สำหรับการส่งออก หากดินมีความสมบรูณ์ต่ำกว่าที่ระบุไว้ในข้อลักษณะดินให้ปุ๋ยเคมี 3 ครั้ง และพ่นปุ๋ยทางใบ 5 ครั้ง

          1. รองกันหลุมก่อนปลูกก่อนปลูกด้วยปุ๋ยเคมี 5 นางฟ้าทรงฉัตร สูตร 18-46-0  อัตรา 15 กิโลกรัมต่อไร่ และสูตร 0-0-60 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 8-24-24  อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่

         2. หลังปลูกประมาณ  15  วัน หว่านปุ๋ยเคมี 5 นางฟ้าทรงฉัตร สูตร 13-13-21 อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบ

           3. หลังปลูกประมาณ  45 วัน หว่านปุ๋ยยูเรีย 5 นางฟ้าทรงฉัตร (30-0-0) อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ระหว่างแถวบนสันร่องหลังให้น้ำ

           4. ให้ปุ๋ยเสริมโดยใช้เกล็ดสูตร 25-7-7 อัตรา 50 กรัม ร่วมกับปุ๋ยธาตุอาหารเสริม 30 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นทางใบ 5 ครั้ง ที่อายุ 15,25,35,45 และ 55  วันหลังปลูก

           พันธุ์สำหรับบริโภคภายในประเทศ ให้ปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง และพ่นปุ๋ยทางใบ 3-4 ครั้ง

          1.รองกันหลุมก่อนปลูกด้วยปุ๋ยเคมี 5 นางฟ้าทรงฉัตรสูตร 16-16-8 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่

          2. หลังปลูกประมาณ  50 วัน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 30-0-0 อัครา 20 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ

          3. ให้ปุยเสริมทางใบ ใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร  25-7-7 อัตรา 50 กรัมร่วนกับปุ๋ยธาตุอาหารเสริม 1 ซอง (2.5 กรัม) ละลายน้ำ 20 ลิตรพ่นทางใบ 3-4 ครั้ง

 

          การให้น้ำ

          1.ในฤดูแล้ง ควรให้น้ำตามร่องก่อนหยอดเมล็ด สูงประมาณ 3 ส่วน 4 ของร่อง แล้วทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อมห้ดินมีความชื้นเมล็ดจะงอกสม่ำเสมอ

         2.ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ 7-10 วันต่อครั้ง และควรให้น้ำหลังให้ปุ๋ยทุกครั้ง

          3.ต้องไม่ให้ถั่วเหลืองฝักสดขาดน้ำระยะติดฝัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพันธุ์ส่งออกดพราะจะได้ฝักและเมล็ดที่มีคุณภาพต่ำมาตรฐาน

         โรคและแมลงศัตรูพืช

  • โรคใบจุดนูน

         ลักษณะอาการ ระยะแรกเป็นแผลจุดสีเขียวแกมเหลืองที่ใต้ใบ ต่อมาขยายโตขึ้น กลางแผลจะแห้งตกสะเก็ดเป็นตุ่มเล็กๆ สีน้ำตาลคล้ายโรคราสนิม แต่มีวงสีเหลืองล้อมรอบ รูปร่างและขนาดแผลไม่แน่นอนถ้าอาการรุนแรง ใบจะเหลืองและร่วงก่อนกำหนดเชื้อแบคทีเรียติดไปกับเมล็ด ระบาดรุนแรงในช่วงที่มีอากาศร้อน อบอ้าว อุณหภูมิเฉลี่ย 28 องศาเซลเชียสขึ้นไป

       การป้องการกำจัด  1.ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งและแปลงที่มีโรคระบาด  2.หลังฝนตกไม่ควรลงไปในแปลง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดแผลบนใบถั่ว เชื้อเบคทีเรียทำลายได้ง่าย  3.เก็บเศษซากพืชที่เป็นโรค เผาทำลายนอกแปลงปลูก  4.เมื่อโรคเริ่มระบาด ให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช

 

 

  • โรคราน้ำค้าง

          ลักษณะอาการ เป็นแผลจุดสีเหลืองแกมเขียวด้านบนของใบ ต่อมาขยายใหญ่ แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล  ขนาดของแผลไม่แน่นอน พบเส้นใยสีเทาของเชื้อราบริเวณแผลด้านใต้ใบ ถ้าอาการรุนแรงแผลจะลุกลามทำให้ใบไหม้ แห้ง และร่วงก่อนกำหนด เชื้อราติดไปกับเมล็ด ระบาดรุนแรงช่วงปลายฤดูฝน ที่มีอากาศค่อนข้างเย็นและความเชื้อสูง

         การป้องกันกำจัด  1.ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งและแปลงที่มีโรคระบาด  2.ใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรค  3.คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช

  • โรคใบยอดย่น

         ลักษณะอาการ ระยะแรกพบใบยอดบุ๋มลึกเป็นรูปถ้วย ต่อมาใบจะบิดเบี้ยว

หรืององุ้ม เส้นใบหดสั้นสานเป็นรากแหสีเขียวเข้มเต็มใบ ก้านใบอ่อนย้วยบิด ลำต้นไม่แข็งแรง ล้มง่ายบิดเบี้ยว ผิวฝักย่น บางครั้งมีรอยบุ๋มที่ฝัก อาจพบอากาศเส้นสีเขียวบนผิวฝัก มีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ ระบาดรุนแรงเมื่ออากาศร้อนและแห้งแล้ง หรือทิ้งช่วงนาน 2-3 สัปดาห์

          การป้องกันกำจัด 1.กำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของแมลงหวี่ขาวยาสูบ เช่น สาบเสื้อ สาบแร้งสาบกา ผักยาง และเขมรใหญ่ เป็นต้น 2.ไม่ปลูกพืชอาศัยของแมลงหวี่ขาวยาสูบ เช่น มะเขือ ยาสูบ และฝ้าย เป็นต้น 3.พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวกำจัด

 

  • โรคแอนเทรกโนส

          ลักษณะอาการ เส้นใบมีแผลขนาดเล็กสีน้ำตาล แล้วขยายสู่แผ่นใบ ทำให้ใบเหลือง ไหม้และร่วงก่อนกำหนดแก่ บนกิ่งและลำต้นเป็นแผลสีน้ำตาลดำ ขนาดไม่แน่นอน บนฝักและเมล็ดเป็นจุดหรือตุ่มเล็กๆ สีน้ำตาลดำเรียงวงซ้อนกันเมล็ดจะลีบ หดย่น บางเมล็ดมีแผลสีน้ำตาลและของเหลวสีสัมไหลเยิ้มตามรอยแผล เชื้อราติดไปกับเมล็ด ระบาดรุนแรงเมื่อมีฝนตกในระยะที่ถั่วเหลืองไกล้เก็บเกี่ยว

         การป้องกันกำจัด 1.ไม่ใช้เมล็ดพันจากแหล่งและแปลงที่มีโรคระบาด  2.ถอนต้นที่เริ่มแสดงอาการเป็นโรค เผาทำลายนอกแปลงปลูก  3.กำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของโรด เช่น ผักยาง หญ้านกสีชมพู โทงเทง หญ้าปากควายและ สาบแร้งสาบกา เป็นต้น 4.พ่นสาป้องกันกำจัดโรคพืช

  • โรคราสนิม

         ลักษณะอาการ เป็นแผลสีน้ำตาลขนาดเล็กใต้ใบ ระยะแรกพบบนใบล่าง ต่อมาระบาดสู่ใบบน สังเกตสปอร์ของเชื้อราเป็นผงสีน้ำตาลคล้ายสนิมเหล็กบริเวณรอยแผล ถ้าระบาดรุนแรงจะพบโรคบนส่วนของลำต้นและก้านใบ ทำให้ใบไหม้และร่วงก่อนกำหนด ระบาดรุนแรงในช่วงปลายฤดูฝน ที่อากาศค่อนข้างเย็นและความชื้นสูง

         การป้องกันกำจัด  1.ควรปลูกถั่วเหลืองในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายจากโรค  2.เก็บเศษซากพืชที่เป็นโรค เผาทำลายนอกแปลงปลูก  3. พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช

     

  • หนอนแมลงวันเจาะลำลำต้นถั่ว

          ลักษณะการทำลาย ตัวโตเต็มวัยเป็นแมลงวันขนาดเล็กสีเทาดำ ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตรปีกใส  วางไข่เป็นฟองเดียวในเนื้อเยื่อใต้ใบอ่อนหนอนเจาะไชชอนเข้าไปกัดกินที่ไส้กลางของลำต้นและใต้ผิวเปลือกบริเวณโคนต้น แล้วเข้าดักแด้ ทำให้ต้นถั่วเหลืองแคระแกร็น ข้อสั้นผิดปกติ  ระบาดทุกฤดูปลูก ทุกระยะการเจริญเติบโตตั้งแต่ระยะต้นกล้า  การป้องการกำจัด  พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

  • หนอนเจาะฝักถั่ว

          ลักษณะและการทำลาย  ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก  เมื่อกางปีกกว้างประมาณ  2  เซนติเมตร  ปีกสีน้ำตาล  วางไข่เป็นฟองเดียวๆ  ที่กลีบดอก  บนฝักอ่อนบริเวรฐานฝัก  หรือลำต้นไกล้กับฝัก  หลังจากฟักออกจากไข่  หนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในฝัก  สังเกตเห็นรอยเจาะเพียงเล็กน้อยหรืออาจไม่พบรอยเจาะ  หนอนมีลำตัวสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มหรือแดงม่วง ตามระยะการเจริญเติบโต  จะเจาะฝักออกมาเพื่อเข้าดักแด้เศษซากพืช  ระบาดตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ระบาดรุนแรงในระยะติดฝัก เมื่ออากาศแห้งแล้ง และอุณหภูมิสูง

  • แมลงหวี่ขาว

          ลักษณะและการทำลาย ตัวเต็มวัยมีขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตรมีปีก 1 คู่ ปกคลุมด้วยผงสีขาว จะเคลื่อนไหวเมื่อถูกรบกวน  วางไข่เป็นฟองเดียวสีเหลืงอ่อน ลักษณะเรียวยาว มีก้านสั้นยึดติดกับใบ ตัวอ่อนมีลักษณะคล้ายรูปไข่สีเหลืองป่นเขียว ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบถั่ว  ทำให้ต้นแคระแกร็น ฝักผิดปกติ เป็นพาหะนำโรคใบยอดย่น  การป้องกันกำจัด  พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

  • มวนเขียวข้าว

          ลักษณะและการทำลาย   มีรูปร่างคล้ายโล่สีเขียว บางชนิดที่ปลายของส่วนหัวและด้านหน้าของสันหลังปล้องแรกมีแถบสีเหลือง   หรือมีสีเหลืองและมีจุดปะสีเขียวอ่อนตลอดลำตัววางไข่เป็นกลุ่มหลายแถวเรียงกันเป็นระเบียบตามส่วนต่างๆ  ของพืช พบการระบาดรุนแรงในระยะออกดอกถึงเก็บเกี่ยว  เมื่อสภาพอากาศมีความเชื้อสูง การป้องกันกำจัด  พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

          การเก็บเกี่ยว

           - ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวตามช่วงอายุของพันธุ์ที่ปลูก  หรือระยะเมล็ดเต็มฝักประมาณ  80 เปอร์เซ็นต์ของต้น โดยฝักยังมีสีเขียวอยู่

           - วิธีการเก็บเกี่ยว  เพื่อการส่งออก เมื่อถั่วมีอายุประมาณ  65  วัน  ระยะเมล็ดเต็มให้ใช้กรรไกรตัดขั้วฝักเฉพาะฝักที่ได้มาตรฐานในแปลงปลูก หรือใช้เคียวเกี่ยวต้น  นำเข้าโรงเรือน วางบนแคร่ยกพื้นหรือใบผ้าที่สะอาด  แล้วใช้กรรไกรตัดติดขั้วฝักที่ได้มาตราฐาน ภาชนะที่ใช้บรรจุถั่วเหลืองฝักสดต้องสะอาดและต้องไม่ได้มาตรฐาน  อาจนำไปใช้เลี้ยงสัตว์หรือไถกลบบำรุงดิน  ทำให้พืชที่ปลกตามการเจริญเติบโตผลผลิตเพิ่มขึ้น

          เพื่อบริโภคในประเทศ เมื่อถั่ว มีอายุประมาณ  75  วัน ใช้เคียวเกี่ยวต้น นำเข้าโรงเรือนวางบนแคร่ยกพื้นหรือบนผ้าใบที่สะอาด

 

การใส่ปุ๋ยทานตะวัน

การใส่ปุ๋ยทานตะวัน

        ทานตะวัน

       แหล่งปลูที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี เพรชบูรณ์ สระบุรี นครสวรรค์ และอุทัยธานี พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกทานตะวัน ควรเป็นพื้นที่ดอนหรือที่ลุมไม่มีน้ำท่วมขัง ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,000 เมตร มีความราดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ โดนเจริญเติบโตได้ทั้งสภาพไร่นา

       ลักษณะดิน ทานตะวันเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนเหนียว ดินร่วนเหนียวปนทราย หรือดินเหนียว ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์ การะบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.7-8 และต้องการดินที่มีการไถพรวนค่อนข้างลึก ชั้นดินตอนล่างไม่แข็ง

       สภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อความเจริญเติบโต 18-30 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,100 มิลลิเมตรต่อปีและมีแสงแดดจัด แหล่งน้ำ ส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝน ควรวางแผนให้ได้รับความชื้นในช่วงดอกบานและสร้างเมล็ด หรือเมื่ออายุ 55-75 วัน หลังงอก

      พันธุ์

     การเลือกพันธุ์ ผลผลิตมีคุณภาพและตรงตามที่ตลาดต้องการ พันธุ์ที่นิยมปลูก

      1.แปซฟิค 33 หรือไฮซัน 33 เป็นพันธุ์ลูกผสมที่นำเข้าจากต่างประเทศ ใช้ปลูกในประเทศไทยอย่างแพร่หลาย มีความสามารถในการผสมตัวเอง มีเมล็ดที่ผสมติดสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ อายุเก็บเกี่ยว 95 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 200 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดที่เก็บเกี่ยวใช้เป็นพันธุ์ปลูกในฤดูต่อไปไม่ได้

       2. จัมโบ้ เป็นพันธุ์ลูกผสมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มีความสามารถในการผสมตัวเองมีเมล็ดที่ผสมติดสูงกว่า 80 เปอร์เซ็น ผลผลิตเฉลี่ย เฉลี่ย 200 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดที่เก็บเกี่ยวใช้เป็นพันธุ์ปลูกในฤดูต่อไปไม่ได้

       3.พันธุ์เชียงใหม่ 1 เป็นพันธุ์ผสมเปิดพัฒนาพันธุ์โดยกรมวิชาการเกษตร อายุเก็บเกี่ยว 100 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 170 กิโลกรัมต่อไร่สามารถเก็บเมล็ดไว้เป็นพันธุ์ปลูกได้

1 ฤดู เมล็ดผสมติด 76 เปอร์เซ็นต์ ขนาดเมล็ดไกล้เคียงกับพันธุ์ไฮซัน 33 น้ำหนัก 100 เมล็ด 4.9 กรัม

      ฤดูปลูก

       ทานตะวันเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ในทุกฤดูกาล เพราะเป็นพืชที่ไม่ไวต่อช่วงแสง อย่างไรก็ตามการปลูกในบางในท้องที่อาจไม่มีความเหมาะสม เช่น ในที่ลุมภาคกลาง ในฤดูฝนจะมีน้ำขังแฉะเกินไป หรือที่ดินในฤดูแล้งที่ไม่มีน้ำชลประทาน ดังนั้นฤดูที่เหมาะสมที่สุดมี 2 ฤดู คือ

       1.ปลายฤดูฝน ในสภาพพื้นที่ที่เป็นดินร่วนเหนียว ควรปลูกทานตะวันในปลายฤดูฝนคือ ตั้งแต่เดือนกันยายน-พฤศจิกายน แต่ถ้าสภาพพื้นที่ที่ปลูกเป็นดินร่วนทราย ควรปลูกในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูฝน

       2.ฤดูแล้ง ถ้าในแหล่งปลูกนั้นสามารถใช้น้ำจากชลประทานได้ก็สามารถปลูกเป็นพืชเสริมได้โดยปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมพาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว

       เนื่องจากลูกพันธุ์ผสมนี้ ดอกค่อยข้างใหญ่เวลาเมล็ดแก่จานดอกจะห้อยลงมาและด้านหลังของจานดอกจะมีลักษณะเป็นแอ่งเหมือนกระทะก้อนแบน เมื่อฝนตกลงมาน้ำฝนจะขังในแอ่งดังกล่าว จะทำให้เกิดโรคเน่าได้มาก และทำให้เมล็ดเน่าเสีย ดังนั้นควรปลูกในปลายฤดูฝน หรือในฤดูแล้ง และถ้ามีฝนตกน้ำขังในแอ่งของจานดอก ให้เขย่าต้น เพื่อให้น้ำไหลออกให้หมด

      การเตรียมดิน

      การเตรียมดินก่อนปลูก ควรไถดินให้ลึกในระดับ 30 เซนติเมตร หรือลึกกว่านั้น เพราะว่า เมื่อฝนตกดินจะสามารถรับน้ำให้ซึมซับอยู่ในดินได้มากขึ้น การไถดินลึกจะช่วยทำลายการอัดแน่นของดินในชั้นไถพรวน ทำให้ดินซึมลงในดินชั้นล่างได้มากขึ้น ควรกำจัดวัชพืชในแปลงให้สะอาด และไถย่อยดินครั้งสุดท้ายให้ร่วนซุย หากมีการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปพร้อมกับการย่อยดินครั้งสุดท้ายจะช่วยเสริมธาตุอาหารต่างๆเพื่อให้พืชนำไปใช้ประโยชน์

       การปลูก

       หลังจากเตรียมดินเสร็จแล้ว ควรทำร่องสำหรับหยอดเมล็ด โดยให้แต่ระร่องห่างกัน 70-75 เซนติเมตร และให้หลุมปลูกในร่องห่างกัน 25-30 เซนติเมตร หยอดหลุมละ 2 เมล็ด แล้วกลบดินโดยให้เมล็ดอยู่ลึก 5-8 เซนติเมตร เมื่อพืชงอกได้ 10 วัน หรือมีใบจริง 2-4 คู่ ให้ถอนแยกเหลือไว้เฉพาะต้นที่แข็งแรงเพียงหลุมละ 1 ต้น และถ้าหากดินมีความชื้นต่ำควรใช้ระยะปลูกกว้างขึ้น การยกร่องนี้ เพื่อเป็นการสะดวก ในการให้น้ำ โดยเฉพราะอย่างยิ่งการปลูกในฤดูแล้งที่ต้องการน้ำมาก ส่วนในการปลูกในฤดูฝน ถ้าเป็นดินที่มีการระบายน้ำดีก็ไม่จำเป็นต้องยกร่องและใช้ระยะปลูกเช่นเดียวกับยกร่อง การปลูกวิธีนี้ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมจำนวน 0.7 กิโลกรัมต่อไร่ และปลูกตามระยะที่แนะนำนี้จะได้จำนวนต้น 6,400-8,500 ต้นต่อไร่

       ใส่ปุ๋ย 5 นางฟ้าทรงฉัตร

       ทานตะวันเป็นพืชที่ใช้โปรตีน และแร่ธาตุสูง จึงควรใส่ปุ๋ยในปริมาณที่พืชต้องการตามสภาพดินที่ปลูกด้วยสำหรับปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมที่แนะนำ คือ สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ร่องพื้นพร้อมปลูก และใช้ปุ๋ยยูเรีย 30-0-0 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อทานตะวันอายุได้ 30 วัน หรือมีใบจริง 6-7 คู่ ซึ่งเป็นระยะกำลังจะออกดอก หากมีการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูกจะช่วยให้การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและในกรณีที่เป็นดินทรายและขาดธาตุโบรอน ควรใส่ผงโบแรกซ์ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อไร่ จะทำให้เพิ่มผลผลิตได้มากและทำให้คุณภาพของเมล็ดทานตะวันดีขึ้น

      วิธีการให้น้ำ

      น้ำ เป็ยปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการผลิตทานตะวัน หากมีความชื้นในดินน้อยก็จะทำให้ผลผลิตลดลงด้วย การให้น้ำที่เหมาะสมแก่ทานตะวันจึงจะทำให้ได้รับผลผลิตดีด้วย ดังนั้นการให้ควรปฏิบัติดังนี้

       ครั้งที่ 1 หลังจากปลูกเสร็จแล้วรีบให้น้ำทันที หรือควรทำ การปลูกทันที หลังฝนตกเพื่อใช้ความชื้นในดินให้เต็มที่โดยไม่ต้องลดน้ำ

       ครั้งที่ 2 ระยะมีใบจริง 2 คู่ หรือประมาณ 10-15 วัน หลังงอก

       ครั้งที่ 3 ระยะเริ่มมีตาดอก หรือประมาณ 30-35 วัน หลังงอก

       ครั้งที่ 4 ระยะดอกเริ่มบาน หรือประมาณ 50-55 วัน หลังงอก

      ครั้งที่ 5 ระยะกำลังติดเมล็ด หรือประมาณ 60-70 วันหลังงอก

       ควรให้น้ำอย่างเพียงพอให้ดินชุ่ม แต่ไม่ต้องถึงกับแฉะและน้ำขัง การให้น้ำควรคำนึงถึงความชุ่มชื้นในดินด้วย ไม่ควรปล่อยให้ดินแห้งมาก โดยเฉพาะอย่างช่วงแรกของการเจริญเติบโตจนถึงระยะติดเมล็ด

       การกำจัดวัชพืช 

        ควรกำจัดวัชพืชอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อทานตะวันมีใบจริง 2-4 คู่ ซึ่งการทำรุ่นครั้งแรกนี้ ทำ พร้อมกับการถอนแยกต้นพืชให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม เป็นการสะดวกสำหรับเกษตรกรในการปฏิบัติ และครั้งที่ 2 ทำพร้อมกับการใส่ปุ๋ยครั้งที่สอง เมื่อททานตะวันมีใบจริง 6-7 คู่ ทำ รุ่นพร้อมกับใส่ปุ๋ยและคูนโคนต้นไปด้วย ในแปลงที่มีปัญหาวัชพืชขึ้นรบกวน ควรทำการกำจัดวัชพืชเพื่อป้องกันการแย่งอาหารและความชื้นในดิน ตั้งแต่ต้นยังเล็กหรือใช้สารเคมีคุมกำเนิดพวกอะลาคลอร์หรือโธลาคลอร์ฉีดพ่นหลังหยอดเมล็ดก่อนที่จะงอกในอัตรา 300-400 ซีซี ผสมน้ำ 4 ปี๊บ สำหรับฉีดพ่นในเนื้อที่ปลูก 1 ไร่ โดยฉีดให้สม่ำเสมอกันสามารถคุมกำเนิดวัชพืชได้นานถึง 2 เดือนและควรใช้แรงงานคน สัตว์ หรือเครื่องทุ่นแรงทำรุ่นได้ตามความจำเป็น

      ข้อควรระวัง

      ห้ามใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชอะทราซีนในทานตะวันโดยเด็ดขาด

     

       การเก็บเกี่ยว

      ทานตะวัน จะมีอายุการเก็บเกี่ยวแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก (พันธุ์ลูกผสมอายุเก็บเกี่ยว 90-100 วัน) วิธีการเก็บเกี่ยวนั้นให้สังเกตุจากด้านหลังของจานดอกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซึ่งเป็นช่วงการสร้างน้ำมันในเมล็ดจะเริ่มลดลง และจะหยุดสร้างน้ำมันเมื่อจานดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลก็เริ่มเก็บเกี่ยวได้ หลังจากนั้นให้นำไปผึ่งแดดจัดๆ 1-2 แดด โดยแขวนให้หัวห้อยลงและหมั่นกลับช่อดอก เพื่อให้ดอกแห้งอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเก็บเกี่ยวในช่วงที่ยังมีฝนชุกให้นำมาผึ่งในร่มหลายๆ วันจนแห้งสนิท แล้วจึงรวบรวมไปนวด อาจใช้แรงคนหรือสัตว์ หรือใช้เครื่องนวดเมล็ดถั่วเหลืองหรือถั่วลิสงก็ได้ เสร็จแล้วนำไปทำความสะอาดแล้วเก็บไว้ในยุ้งฉางที่ป้องกันแดด- ฝน และแมลงศัตรูได้ เพื่อรอจำหน่าย (ความชื้นของเมล็ดที่จะเก็บรักษาไว้ ควรไม่เกิน 10%)

       การให้ผลผลิต

       การปลูกทานตะวันในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการบำรุงรักษาดีจะทำให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัมต่อไร่ แต่โดยเฉลี่ยประมาณไม่ต่ำกว่า 200 กิโลกรัมต่อไร่

       โรคแมลงและศัตรูทารตะวัน

       - โรคใบและลำต้นไหม้อัลเทอร์นาเรีย

       - โรคโคนเน่าหรือลำต้นเน่า แมลงศัตรูทานตะวัน

       - หนอนกระทู้ผัก

       - หนอนเจาะสมอฝ้าย

       - หนอนม้วนใบสัม

       - หนอนเจาะลำต้น

      ศัตรูทานตะวัน

      นก หนู และอื่นๆ นับว่าเป็นศัตรูสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่จะทำความเสียหายให้แก่ทานตะวันโดยเฉพาะแหล่งปลูกใหญ่ๆ ฉะนั้นเกษตรกรจะต้องหมั่นออกสำรวจตรวจแปลงเสมอ เมื่อพบว่ามีการระบาด ก็ให้รีบทำการป้องกันกำจัด โดยวิธีกลคือ การวางกับดัก การล้อมตี เป็นต้น

 

การใส่ปุ๋ยเผือก

การใส่ปุ๋ยเผือก

  • เผือก                                                                            

      เผือกเป็นพืชเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นที่สำคัญอีกพืชหนึ่ง  คนไทยนิยมบริโภคเผือก เพราะมีกลิ่นหอมและรสชาติดี  เป็นพืชหัวที่เป็นพืชอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง  หัวเผือกจะมีส่วนประกอบเป็นพวกแป้งและแร่ธาตุต่างๆ  ส่วนใบประกอบด้วยโปรตีนและแร่ธาตุ ซึ่งใบเผือกสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย และมีเผือกบางประเภทที่ใช้ใบสำหรับบริโภคซึ่งหัวจะมีขนาดเล็ก  ไม่เหมาะต่อการบริโภค ปัจจุบันเผือกกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศเช่น ออสเตรเลีย  ฮ่องกง  ญี่ปุ่น  เนเธอร์แลนด์  และมาเลยเซีย

       ประเทศไทยมีการปลูกเผือกอยู่ทั่วไปทุกภาคของประเทศ  มีพื้นที่ปลูกเผือกทั้งประเทศปีละ  ประมาณ  25,000-30,000 ไร่ ผลผลิตประมาณ  45,000-65,000 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ  2-2.5 ตันต่อไร่  ส่วนจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกสำคัญ  ได้แก่  จังหวัดเชียงใหม่  นครสวรรค์  พิษณุโลก  นครราชสีมา  สุรินทร์  สระบุรี  อยุธยา  สิงห์บุรี  ปราจีนบุรี  นครนายก  นครปฐม  ประจวบคีรีขันธ์  ราชบุรี  สุพรรณบุรี ชุมพร  และสุราษร์ธานี

       สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม

       เผือกเป็นพืชหัวที่มีต้นคล้ายบอน  มีความต้องน้ำ  หรือความชื้นในการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง เผือกจึงชอบดินอุดมสมบูรณ์  และสามารถอุ้มน้ำไว้ได้มาก สามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยในแหล่งที่มีระบบน้ำชลประทานดีจะสามารถปลูกเผือกได้ตลอดปี ส่วนในแหล่งที่มีน้ำจำกัดควรปลูกเผือกในช่วงฤดูฝนเท่านั้น เผือกปลูกได้ทั้งที่ลุ่มและดอน สภาพไร่ ที่ราบสูงไหล่เขา และปลูกได้ในดินหลายชนิด ยกเว้นดินลูกรังดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกเผือกมากที่สุด คือ ดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุสูง หน้าดินลึก ระบายน้ำดี โดยปกติจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักจำนวนมากก่อนปลูกโดยหว่านและไถกลบก่อนปลูก 2-3 เดือน และเพิ่มปุ๋ยไนโตรเจน (N) และโพแทสเซียม (K) ระหว่างพืชเจริญเติบโตจะในผลดี ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH) ระหว่าง 5.5-6.5 อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตประมาณ 21-27 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปจะปลูกเผือกในระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล

       การจำแนกพันธุ์เผือก

         ประเทศไทยมีเผือกมากมายหลายพันธุ์ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตรได้รวบรวมพันธุ์เผือกจากแหล่งต่างๆ  ทั้งในและต่างประเทศประมาณ 50 พันธุ์  สามารถจำแนกพันธุ์เผือกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ดังนี้

        1. จำแนกเผือกตามกลิ่นของหัว มี 2 ประเภทคือ

        1.1 เผือกหอม เผือกชนิดนี้เวลาตัมหรือประกอบอาหารจะมีกลิ่นหอม ได้แก่ เผือกหอมเชียงใหม่ พันธุ์ พจ.016  พจ.08  และ  พจ.019 เป็นต้น

       1.2 เผือกชนิดไม่หอม เผือกชนิดนี้เวลาต้ม หรือประกอบอาหารจะไม่มีกลิ่นหอม อย่างไรก็ตามเผือกชนิดนี้บางพันธุ์ถึงแม้จะไม่มีกลิ่นหอมแต่ก็มีข้อดีตรงที่มีลักษณะเนื้อเหนียวแน่น น่ารับประทานเช่นกัน ได้แก่ พันธุ์เผือก  พจ.06 พจ.025 และ พจ.012 เป็นต้น

       2. การจำแนกเผือกตามสีของเนื้อ มี 2 ประเภท คือ

       2.1 เผือกเนื้อสีขาวหรือสีครีม เผือกชนิดนี้เมื่อผ่าดูเนื้อในจะพบว่า มีสีขาว หรือสีครีม ได้แก่ เผือกพันธุ์ พจ.06 พจ.07 พจ.025 พจ.014 (เผือกบราซิล) พันธุศรีปาลาวี (อินเดีย) และพันธุ์ศรีรัศมี (อินเดีย) เป็นต้น

       2.2 เผือกเนื้อสีขาวปนม่วง เผือกชนิดนี้เมื่อผ่าหัวดูเนื้อ จะพบว่ามีสีขาวลายม่วงปะปนอยู่ซึ่งจะมีสีม่วงมากหรือน้อยแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ ได้แก่ เผือกหอมเชียงใหม่ พันธุ์ พจ.016 พจ.08 พจ.05 และ พจ.020 เป็นต้น

      นอกจากนี้ ยังมีจำแนกเผือกตามจำนวนหัวขนาดใหญ่ต่อต้น คือ เป็นหัวใหญ่หนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งหัวต่อต้น จำแนกตามการแตกกอ เช่น แตกกอน้อย (3-10 ต้น) ปานกลาง (10-20 ต้น) และมาก (มากกว่า 20 ต้นขึ้นไป) เผือกหอมเชียงใหม่ เผือกพันธุ์พิจิตร 1 (พจ.016)     

 

 

 

 

 

 

 

 

เปรียบเทียบพันธุ์เผือกที่มีการปลูในประเทผสไทย

พันธุ์

ใบ

การแตกกด

(จำนวนหัว)

สีเนื้อ

กลิ่น

ผลผลิต

(ต้น/ไร่)

%แป้ง

%น้ำตาล

หมายเหตุ

เผือกหอมเชียงใหม่

 

 

 

รูปหัวใจ ก้านใบสีเขียว

ปลายก้านใบสี

ม่วง จุดกลาง

ใบสีม่วง

มาก หัวใหญ่

1 หัว หัวเล็ก

20-30 หัว

หัวเล็กอยู่ใน

ต้นแม่

ขาวปนม่วง

หอม

4

14.0

2.2

-

พจ.016

(พิจิตร1)

รูปหัวใจ ก้านใบสีเขียว

ปลายก้านใบสี

ม่วง จุดกลาง

ใบสีม่วง

ปานกลาง

หัวใหญ่ 1 หัว

หัวเล็ 15-18 หัว

หัวเล็กอยู่ห่างต้นแม่

ขาวปนม่วง

หอม

4-6

23.0

2.6

เหมาะสำหรับ

อุตสาหกรรม

แปรรูป

พจ.06

 

 

 

รูปหัวใจ ก้านใบสีเขียวเข้ม

ตลอดทั้งก้าน

ไม่มีจุดสีม่วง

อยู่กลางใบ

ปานกลาง

หัวใหญ่ 3-4 หัว

หัวเล็ก

10-15 หัว

หัวเล็กอยู่ห่างจากต้นแม่

ขาวเนื้อ

เหนียว

แน่น

 

ไม่หอม

4-7

10.8

2.4

ทนโรคและ

แมลงค่อนข้าง

ทนแล้ง

พจ.025

รูปหัวใจ ก้าน

ใบสีเขียวเข้ม

ทั้งก้าน ไม่มี

 จุดกลางใบ

ปานกลาง

หัวใหญ่ 3-4 หัว

หัวเล็ก 15-18 หัว

ขาวเนื้อ

แน่น

ไม่หอม

4-7

10.0

2.3

ทนโรคและ

แมลงค่อนข้าง

ทนแล้ง

พจ.08

รูปหัวใจ ก้านใบสีเขียว

ปลายก้านใบสี

ม่วง จุดกลาง

ใบสีม่วง

มาก

หัวใหญ่ 1  หัว

หัวเล็ก 30-40 หัว

ขาวปนม่วง

หอม

4

16.0

1.4

-

พจ.05

รูปหัวใจ ก้านใบสีเขียว

ปลายก้านใบสี

ม่วง จุดกลาง

ใบสีม่วง ต้นสูง

มาก

หัวใหญ่ 1 หัว

หัวกลาง/หัวเล็ก

20-25 หัว

ขาวปนม่วง

หอม

4-4.5

19.0

2.2

เหมาะสำหรับ

อุตสาหกรรม

แปรรูป

 

       การขยายพันธุ์เผือก

     เผือกเป็นพืชหัวที่สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ดังนี้

      1.การเพราะเมล็ด เป็นวิธีที่ง่ายแต่ใช้เวลานานกว่าจะย้ายปลูกลงแปลงได้ ในประเทศไทยเผือกแต่พันมีการออกดอกและติดเมล็ดน้อยเกษตรกรไม่นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีนี้

     2.การเพราะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการขยายพันธุ์เผือกที่ปลอดจากเชื้อที่ติดมากับต้นพันธุ์ได้เป็นปริมาณครั้งละมากๆ แต่ต้นทุนการผลิตสูงเกษตรกรไม่นิยมขยายพันธุ์โดยวิธีนี้

     3.การขยายพันธุ์โดยใช้หน่อ เป็นส่วนที่แตกออกมาเป็นต้นเผือกขนาดเล็กอยู่รอบๆ ต้นใหญ่ เมื่อแยกออกจากต้นใหญ่ หรือต้นแม่แล้วสามารถนำไปลงแปลงได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเพาะชำ

     4.การขยายพันธุ์โดยใช้หัวพัน หรือที่เกษตรกรเรียกว่า ลูกซอ หรือลูกเผือก ซึ่งเป็นหัวขนาดเล็กที่อยู่รอบๆ หัวเผือกขนาดใหญ่วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมทั่วไปทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ แต่ในการปลูกแต่ละครั้ง ควรเลือกเผือกที่มีขนาดปานกลางไม่เล็กหรือใหญ่เกินไปหัวพันธุ์มีขนาดสม่ำเสมอจะทำให้เผือกที่ปลูกแต่ละต้นลงหัวในเวลาไกล้เคียงกัน เก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน และที่สำคัญจะทำให้ไม่มีหัวขนาดเล็กและใหญ่แตกต่างกันมาก

    

 

     ฤดูปลูก

     ประเทศไทยสามารถปลูกเผือกได้ทุกภาคและทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี ซึ่งถ้าเป็นแหล่งที่มีน้ำชลประทานดีอยู่แล้ว เกษตรกรจะปลูกเผือกเมื่อไรก็ได้ แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมปลูกเผือกในช่วงฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนและช่วงฤดูแล้งช่วงหลังการทำนาเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

       ฤดูปลูก

        ฤดูฝน ปลูกมากในสภาพดินที่ดอนอาศัยน้ำฝน มีบางท้องที่ปลูกในสาพพื้นที่ลุ่มหรือนา

         ฤดูแล้ง ปลูกหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว หากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ภายในเดือนธันวาคม จะปลูกผักก่อนการปลูกเผือกในเขตชลประทานจะสามารถปลูกเผือกได้ตลอกทั้งปี

        สภาพพื้นที่การปลูกเผือก

        เผือกสามารถปลูกได้หลายลักษณะตามสภาพพื้นที่  ดังนี้

        1. การปลูกเผือกในสภาพไร่ เป็นการปลูกเผือกในสภาพที่ดอนทั่วๆไป เช่น ตามไหล่เขาพื้นที่ไร่ต่างๆ การปลูกเผือกที่ดอนควรปลูกในฤดูฝน เริ่มปลูกเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ถ้ามีแหล่งน้ำสามารถให้น้ำเผือกได้ก็สามารถปลูกได้ตลอดปี

        1.1 การเตรียมดิน ก่อนการปลูกเผือก 1-2 เดือน ใช้แทรกเตอร์ไถดะด้วยผาล 3 หรือ 4 ตากไว้ระยะหนึ่งแล้วไถแปรเพื่อย่อยดิน ถ้าบริเวณดินปลูกดังกล่าวเป็นดินมีกรดสูง หรือดินเปรี้ยวควรหว่านปูนขาวรวมทั้งปุ๋ยคอกหรืออินทรียวัตถุ ก่อนดำเนินการไถเตรียมดิน หลังจากไถแปรเรียบร้อยแล้ว ให้เตรียมหลุมกว้าง 30 - 40 เซนติเมตร  ลึก 20-30 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 1 เมตร ถ้ามีปุ๋ยคอกให้ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมก่อนปลูก

       1.2 การเตรียมพันธุ์ การเตรียมพันธุ์เผือกที่บนดอน ใช้หัวพันธุ์พืชที่มีขนาดไกล้เคียงกัน  โดยเฉลี่ยหัวพันธุ์มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร ไม่จำเป็นต้องเพาะเผือกให้แตกหน่อก่อนการปลูก ทำการปลูกโดยฝังลงไปในหลุมที่เตรียมไว้ได้เลย พื้นที่ 1 ไร่ จะให้หัวพันธุ์เผือก 100-200 กิโลกรัม การปลูกเผือกบนที่ดอนบางแห่งมีปลวกชุกชุม หรือแมลงใต้ดินมากควรใช้สารเคมีคาร์โบฟุแรน (ฟูราดาน) รองกันหลุมก่อนปลูก

       1.3 การปลูก การปลูกโดยใช้รถแทรกเตอร์ยกร่อง ใช้ระยะระหว่างร่องประมาณ 1 เมตร ปลูกโดยวางหัวเผือกลงในร่องระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร นำดินบางส่วนจากสันร่องกลบหัวพันธุ์จากนั้นคอยพูนโคน เมื่อเผือกเจริญเติบโตขึ้น เนื่องจากหัวเผือกก็คือลำต้นใต้ดินที่ขยายออกเพื่อสะสมอาหาร จึงเจริญขึ้นบนมากกว่าลงหัวลึงลงไปจึงต้องคอยพูนโคนอยู่เสมอจนในที่สุดสันร่องเดิมเมื่อเริ่มปลูกกลายเป็นร่องทางเดิน

       1.4 การให่น้ำ เผือกเป็นพืชหัวที่ขึ้นได้ดีในดินที่มีความชุ่มชื้น ฉะนั้นการปลูกเผือกในที่ดอน  นอกจากจะอาศัยน้ำฝนแล้วจะต้องมีแหล่งน้ำให้ความชุ่มชื้นเผือกอยู่เสมอ  ซึ่งถ้าปลูกเผือกไม่มากควรรดน้ำด้วยสายยาง  แต่ถ้าปลูกมากกว่า 10 ไร่ขึ้นไป ควรให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ แบบเคลื่อนย้ายได้ชั่วโมงละ 3-5 ไร่

       1.5 การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ก่อนปลูกรองกันหลุมด้วยปุ๋ยปรับสภาพดินอัตรา 1-3 กำมือต่อต้น และปุ๋ยสูตร 16-8-8 ตรา 5 นางฟ้าทรงฉัตร 50-100 กิโลกรัม/ไร่  ต่อจากนั้นใส่ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2 เดือน ใช้สูตร 16-8-8 หรือ 15-15-15 อัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่ และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 3-4 เดือน ใช้สูตร 13-13-21 ตรา 5 นางฟ้าทรงฉัตร อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ จะทำให้เผือกน้ำหนักหัวดี ในการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งควรจะพรวนดินและรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอรากเผือกจะได้ดูดซับปุ๋ยไปใช้ประโยชน์ได้สะดวก

       1.6 การกำจัดวัชพืช และการพูนโคน ในระยะ 1-3 เดือนแรก ต้นเผือกยังเล็กควรมีการถากหญ้าหรือใช้สารกำจัดวัชพืช พร้อมทั้งพรวนดินโคนต้นเดือนละ 1 ครั้ง เมื่อต้นเผือกโตใบคลุมแปลงมากแล้วไม่จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชอีกจนกว่าจะเก็บเกี่ยว

       1.7 การคลุมแปลง ในแหล่งปลูกเผือกที่มีเศษเหลือของพืช เช่น ฟางข้าว เปลือกถั่วและหญ้าคา เป็นต้น ควรนำมาคลุมแปลงปลูกเผือกเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้อและอุณหภูมิ อีกทั้งยังเป็นการป้องกันวัชพืชและการแตกหน่อของเผือกบางส่วนได้อีกด้วย สำหรับประเทศญี่ปุ่น จะใช้พลาสติกสีดำเป็นวัสดุคลุมแปลงเผือก การใช้วัสดุคลุมแปลงปลูกเผือกจะทำให้เผือกมีผลผลิตสูงขึ้น 18-20 %

       1.8 การเก็บเกี่ยว เมื่อเผือกมีอายุได้ 5-6 เดือน สังเกตเห็นใบเผือกจะเล็กลง ใบเผือกใบล่างๆ จะมีสีเหลือง เหลือยอดใบ 2-3 ใบ จึงสามารถขุดเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

      สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิตเผือกในที่ดอนที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น เริ่มแรกจะใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสพายหลังตัดต้นเผือกเหลือแต่ต้นตอสูงกว่าพื้นดินประมาณ 1 คืบ แล้วใช้แทรกเตอร์ที่ออกแบบใบการเก็บเกี่ยวเผือกโดยเฉพาะสามารถเก็บเกี่ยวเผือกได้รวดเร็ววันละหลายไร่และประหยัดแรงงานในการเก็บเกี่ยวกว่าใช้แรงงานคนขุดมากคาดว่าวันข้างหน้าการเก็บเกี่ยวเผือกในที่ดอนของไทยจะพัฒนาเป็นการใช้แทรกเตอร์เก็บเกี่ยวต่อไป

       2. การปลูกเผือกริมร่องสวน เป็นการปลูกเผือกริมร่องผัก หรือริมคันนา หรือริมร่องสวน การปลูกเผือกแบบนี้ส่วนมากจะเป็นแหล่งที่เกษตรกรนิยมปลูกผักบนร่องสวนอยู่แล้ว เช่น นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร และ สุพรรณบุรี เป็นต้น

       2.1 การเตรียมดิน ใช้พลั่วแทงดินสาดโกยขึ้นทำฐานรอง มีลักษณะคล้ายคันนาไปตามร่องสวน หรือรร่องปลูกผัก เตรียมหลุมปลูกโดยมีระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร

       2.2 การเตรียมพันธุ์ นำหัวพันธุ์เผือกที่มีขนาดเท่าๆ กันไปเพาะชำในแปลงเพาะชำ โดยมีแกลบเป็นวัสดุเพาะชำ วิธีการเตรียมแปลงเพาะชำให้ไถพรวนดิน 1 ครั้ง เพื่อปรับดินให้เรียบสม่ำเสมอปูนขี้เถ้าแกลบหนาประมาณ 1-2 นิ้ว จากนั้นนำลูกเผือกมาวางเรียงบนขี้เถ้าแกลบให้เต็มแปลง แล้วใช้ขี้เถ้าแกลบทับบางๆ รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอทุกวัน จนกล้าเผือกมีอายุประมาณ 2-3 สัปดาห์ โดยจะมีใบแตกออกมา 2-3 ใบ สูงประมาณ 20-25 เซนติเมตร ก็สามารถย้ายปลูกได้ พื้นที่ปลูกเผือก 1 ไร่ จะใช้พันธุ์เผือกประมาณ 100-200 กิโลกรัม

       2.3 การปลูก นำลูกเผือกที่งอกแล้ว 2-3 ใบ มาปลูกในหลุมห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น

       การปลูกเผือกริมคันนาของเกษตรกรชาวนาจังหวัดอยุธยา อ่างทอง และสุพรรณบุรี คล้ายการปลูกเผือกข้างร่องพืชผักหรือริมร่องสวนและมีการดูแลรักษาคล้ายกัน

       ส่วนการปลูกเผือกบนร่องสวนผักนั้นจะปลูกคล้ายๆ กับการปลูกเผือกบนที่ดอนโดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร (1 เมตร) การรดน้ำจะเหมือนการรดน้ำผักแบบยกร่องแถวไป ส่วนการดูแลรักษาอื่นๆ ก็เหมือนการปลูกเผือกในที่ดอน

       2.4 การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ย 3 ครั้ง เช่นเดียวกับการปลูกเผือกที่ดอน โดยใช้สูตรปุ๋ยอัตราเดียวกัน สำหรับวิธีการใส่นั้นใส่โดยการเจาะหลุมระหว่างต้น หยอดปุ๋ยลงไป แล้วกลบดินด้วยโคลน

       2.5 การกำจัดวืชพืช กลบโคนต้นและการตัดแต่งหน่อ หลังจากปลูกเผือกได้ 1 เดือนแล้ว ควรมีการจำจัดวัชพืชและกลบโคนด้วยดินโคลนทุกเดือน และถ้าพบว่าเผือกมีการแตกหน่อมากเกินไปควรใช้เสียมแซะหน่อข้างนอกออกให้หมด เผือกจะได้มีการลงหัวได้ขนาดใหญ่ขึ้น

       2.6 การเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากปลูกเผือกได้ 5-6 เดือน ใบเผือกจะเล็กลง ใบหนาขึ้น ใบช่วงล่างจะเป็นสีเหลือง และเริ่มเหี่ยวเหลือใบยอด 2-3 ใบ ให้ขุดโดยใช้เหล็กปลายแหลมขนาด 5 หุน ยาว 1 เมตร 25 เซนติเมตร มีห่างกลมทำเป็นมือถือ แทงเหล็กแหลมลงไปที่โคนเผือกอย่าให้ชิดโคนเผือกมากนักเพราะก้านเหล็กจะถูกหัวเผือกเสียหายได้ เมื่อแทงเหล็กแหลมลงไปแล้ว ก็โน้มก้านเหล็กเอียงทำมุมกับพื้นดิน 45 องศา หมุนเหล็กคว้านรอบโคนต้นเผือกเป็นครึ่งวงกลมทั้ง 2 ด้านของต้น แล้วดึกเอาเผือกขึ้นมา ผู้ที่มีความชำนาญในการใช้เหล็กแหลมจะสามารถคว้านหัวเผือกขึ้นมาได้รวดเร็วมาก

       3. การปลูกเผือกในนา เป็นการปลูกในพื้นที่นาเช่นปลูกหลังฤดูทำนา เป็นพื้นที่ที่มีระบบน้ำชลประทานดี เช่นจังหวัดสระบุรี สิงห์บุรี และนครสวรรค์ เป็นต้น

       3.1 การเตรียมดิน หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ให้ใช้แทรกเตอร์ไถดินด้วยผาล 3 หรือ 4 ตากดินไว้ระยะหนึ่งประมาณ 15-30 วัน แล้วไถย่อยดิน (ดินเปรี้ยว) ในอัตรา 200-400 กิโลกรัม/ไร่ ขึ้นยู่กับดินเปรี้ยวมากหรือน้อย โดยหว่านปูนขาวก่อนการไถพรวนต่อจากนั้นใช้รถแทรกเตอร์ยกร่อง ห่างกัน 1-1.20 เมตร เหมือนการยกร่องปลูกอ้อย

       การปลูกเผือกหลังนานั้นบางแห่ง เช่น สระบุรี และสุพรรณบุรี จะเตรียมดินแบบทำนามีการทำเทือก แล้วปล่อยน้ำออกเหลือดินโคลนนำลูกเผือกที่เพาะชำมีการแตกยอด 1-2 ใบแล้วมาปลูกแบบดำนาก็มีผลให้เผือกตั้งตัวเจริญเติบโตดีเช่นกัน

       3.2 การเตรียมพันธุ์ การปลูกเผือกในนาจะใช้ลูกเผือกที่เพาะชำจนแตกใบแล้วประมาณ 2-3 ใบ หรือสูงประมาณ 20-25 เซนติเมตรย้ายปลูกเช่นเดียวกับการปลูกเผือกริมร่องสวนและมีวิธีเตรียมกล้าเผือกเช่นเดียวกัน

       3.3 การปลูก การปลูกเผือกในนาจะปลูก 2 แบบ ถ้าปลูกแบบยอร่องจะปลูก 2 แถว แต่ถ้าปลูกแบบดำนาจะปลูกแถวเดียว

       3.3.1 การปลูกแบบแถวเดี่ยว วิธีการปลูกแบบนี้การคล้ายวิธีการทำนาโดยหลังจากเตรียมแปลงทำเทือกเสร็จแล้ว เกษตรกรจะนำลูกเผือกที่แตกใบ 1-2 ใน ไปปลูกลงแปลงแบบดำนาระยะปลูกระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร วิธีนี้จะให้น้ำแบบท่วมแปลงเหมือนการทำนา เมื่อเผือกตั้งตัวได้ ทำการพูนโคน (ชาวไร่เผือกภาคกลางเรียกว่า “การแทงโปะ” คือการแทงตักดินขึ้นมากองไว้ตามแถวเผือก)

       3.3.2 การปลูกแบบแถวคู่ เป็นการปลูกเผือกหลังนาแบบยกร่องแต่ละร่องห่างกัน 120-150 เซนติเมตร นำลูกเผือกที่เตรียมเพาะแล้วมีใบ 1-2 ใบมาปลูกข้างร่อง 2 ข้างแบบแถวคู่โดยใช้ระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 40 เซนติเมตร

       3.4 การใหน้ำ การปลูกเผือกหลังนาส่วนใหญ่จะตรงกับฤดูร้อน จำเป็นต้องให้น้ำเผือกให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เผือกจึงเจริญเติบโตและลงหัวได้ดี ถ้าเป็นการปลูกเผือกแบบเดียวกับการทำนาก็ควรปล่อยน้ำท่วนแปลงเป็นระยะ อย่าให้แปลงปลูกเผือกขาดน้ำ โดยให้น้ำสูงกว่าพื้นดิน 10-15 เซนติเมตร

       ส่วนการปลูกเผือกแบบยกร่องและปลูกแบบแถวคู่นั้นจะให้น้ำแบบสูบน้ำ หรือปล่อยน้ำเข้าตามร่องให้ดินปลูกข้างต้นเผือกมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ

       การเก็บรักษา

       เผือก เป็นพืชหัวที่เก็บรักษาได้นานพอสมควร หลังจากกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ควรนำเผือกไปไว้ในร่มเงามีอากาศถ่ายเทได้สะดวกไม่อับลมเป็นที่ที่อากาศค่อนข้างเย็น เช่น ใต่ร่มไม้ หรือใต้ถุนบ้าน เป็นต้น ต่อจากนั้นทำการแยกดินที่ติดกับหัวและแยกรากแขนง คัดแยกหัวแต่ละขนาด เช่น ใหญ่พิเศษ ใหญ่ กลาง และเล็ก แล้วบรรจุใส่ภาชนะที่เหมาะสม เช่น ถุงพลาสติกขนาดใหญ่แบบเจาะรู้ได้ หรืออาจเป็นเข่ง หรือลังพลาสติก ข้อควรปฏิบัติเพื่อเก็บรักษาหัวเผือกไว้ได้นาน และไม่เน่าเสียง่าย ดังนี้

       1.ก่อนขุดเผือกประมาณ 15-30 วัน ไม่ควรนำน้ำเข้าแปลง หรือรดน้ำแปลงเผือกเพราะเผือกจะดูดซึมน้ำไว้มาก เก็บไว้ไม่ได้นาน

       2.ขุดเผือกเฉพาะเมื่อเผือกมีอายุเก็บเกี่ยวแล้วผลผลิตได้ ไม่ควรเก็บเกี่ยวเผือกเมื่อมีอายุน้อยเกินไปจะเน่าเสียง่าย

       3.ในการขุดเผือกแต่ละครั้ง ควรขุดเผือกด้วยความระมัดระวังอย่าให้หัวเผือกมีบาดแผลบอบช้ำ เผือกจะเน่าเสียง่าย เมื่อพบว่าเผือกมีบาดแผล ควรแยกไว้ต่างแหกไม่ปะปนการ

       4.กรณีที่จะขนส่งเผือกไปไกลๆ หรือจะเก็บเผือกไว้นานหลายเดือน ไม่ควรล้างดินออกผึ่งให้แห้งสนิทอย่าให้เปี้ยกชื้นก่อนที่จะนำเข้าไปเก็บในโรงเก็บหรือขนส่งไกลๆ ต่อไป

       5.การขนส่งเผือกควรมีภาชนะใส่เผือกที่เหมาะสม ซึ่งต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นจะใส่กล่องกระดาษสามารถใส่เผือกซ้อนกันได้ โดยเผือกไม่ทับถมกันเป็นปริมาณมาก จึงมีผลหรือเป็นส่วนหนึ่งที่จะเก็บรักษาเผือกได้ไม่นาน

       6.ไม่ควรนำเผือกที่เก็บเกี่ยวได้ มาสุมกองกันเป็นปริมาณมากหรือขึ้นไปเหยียบย่ำเผือก ควรนำเผือกที่จะเก็บรักษาไว้นานๆ มาเก็บไว้เป็นชั้นๆ

       7.ห้องที่เก็บรักษาหัวเผือกนั้น จะต้องมีการระบายอากาศได้สะดวก อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส

       หากมีความจำเป็นต้องเก็บรักษาควรตัดใบและรากทั้งหมดออกไม่ควรล้างน้ำ การเก็บรักษาหัวเผือก โดยการจุ่มลงไปในสารป้องการเชื้อรา แคปแทน หรือเบนเลท ความเข้มข้น 500 ส่วนในล้านส่วน (ppm) แล้วเก็บรักษาไว้ใบบ่อดิน จะทำให้หัวเผือกเน่าเสียลดลง ได้ผลดีกว่าการเก็บรักษาในขี้เลื่อยแห้ง ขี้เลื่อยชื้น และถุงพลาสติก หัวย่อยหรือลูกเผือกที่เก็บรักษาไว้ในบ่อดินใต่สภาพร่มและป้องกันน้ำฝนได้จะเก็บรักษาไว้ได้นาน 6-10 เดือน อายุการเก็บรักษาขึ้นอยู่กับขนาดหัว คือ เผือกที่มีหัวขนาดเล็กจะเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าเผือกที่มีขนาดหัวใหญ่

       นอกจากการเก็บรักษาเผือกในรูปหัวเผือกสดแล้ว ยังสามารถเก็บรักษาเผือกในรูปเผือกแห้ง โดยทำการปอกเปลือยแล้วผ่าเผือกเป็นแผ่นบางๆ ตากเผือกให้แห้งสนิท เมื่อจะนำมาบริโภค ก็สามารถนำไปนึ่ง ทอด หรือบดเป็นแป้งเผือกได้

       โรคเผือกที่สำคัญ

  • โรคใบไหม้ (โรคใบจุดตาเสื้อ)

       สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Phythoptheracolocasiae Rac. อาการบนใบเกิดจุดสีน้ำตาลฉ่ำน้ำขนาดหัวเข็มหมุดถึงขนาดเหรียญบาท ปรากฏเห็นชัดบนผิวใบ แผลขยายใหญ่ขึ้นเป็นวงๆ ต่อกัน ลักษณะพิเศษ คือ บริเวณขอบแผลมีหยดสีเหลืองข้น ซึ่งต่อมาแห้งเป็นเมล็ดๆ เกาะอยู่เป็นวงๆ เมื่อบีบจะแตกเป็นผงละเอียด สีสนิม ในระยะที่รุนแรงแผลขยายติดต่อกัน และทำให้ใบม้วนพับเข้าและแห้งเหี่ยว หรืออาจเน่าเละถ้าอากาศชื้นมีฝนพรำ

       อาการบนก้านใบ จะเกิดแผลฉ่ำน้ำยาวรี สีน้ำตาลอ่อน แผลขยายใหญ่ขึ้นเป็นวงๆ เช่นกัน ต่อมาจะเน่า แห้งเป็นสีน้ำตาล มีหยดสีเหลืองข้นด้วย ทำให้ก้านต้านทานน้ำหนักใบไม่ได้จึงหักพับ มีผลทำให้ใบแห้ง พบมากในระยะโรครุนแรงและมีลมพัด อาการเป็นระยะนี้ทำให้ผลผลิตลดลง และเชื้อนี้อาจเข้าทำลายหัวเผือกด้วยทำให้หัวเผือกเน่าเสียหายได้

        ความสัมพันธ์ของความชื้นและอุณหภูมิจะมีผลต่อการเกิดโรคเชื้อรา ทำให้โรคมีการระบาดรุนแรงหากช่วงที่ได้รับเชื้อ มีฝนตกพรำตอนไกล้รุ่ง และตอนเช้าติดต่อกัน มีฝนพรำทั้งวัน และมีลมอ่อนๆ เนื่องจากสภาพดังกล่าวเหมาะสมต่อการสร้างสเปอร์เชื้อรา ซึ่งเชื้อสร้างสปอร์บนใบเผือกได้ดีหากมีความชื้นสูง (90-100%) และอุณหภูมิต่ำ (20-25%)

  • โรคใบไหม้

        โรคนี้เป็นโรคที่รุนแรงที่สุดของเผือกที่พบในประเทศไทยและในต่างประเทศ โรคนี้เริ่มระบาดเมื่อมีฝนตกและอากาศชุ่มชื้น ถ้ามีฝนตกหนักและติดต่อกันหลายๆวัน โรคจะระบาดอย่างรวดเร็ว ในแปลงที่เป็นรุงแรง เผือกจะมีใบเหลือประมาณต้นละ   3-4 ใบ เท่านั้น เผือกที่เป็นโรคนี้ถ้ายังไม่เริ่มลงหัว หรือลงหัวไม่โตนักจะเสียหายหมด หัวที่ไม่ลงจะไม่ขยายเพิ่มขนาดขึ้น ในช่วงที่หมอกลงจัดเผือกจะเป็นโรคนี้ง่ายเช่นเดียวกัน

       การป้องกันกำจัด

       1.หากพบว่าในเผือกเริ่มเป็นโรคใบจุดตาเสื้อ ให้ตัดใบเผือกที่เป็นโรคไปเผาทำลายให้หมด ไม่ควรปล่อยทิ้งหลงเหลืออยู่ในแปลง เชื้อราจะปลิวไปยังต้นเผือกต้นอื่นๆได้

       2.ใช้พันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคใบจุดตาเสื้อในแหล่งที่มีโรคนี้ระบาดมากๆ ควรเปลี่ยนใช้พันธุ์เผือกที่ทนทานต่อโรคใบจุดตาเสื้อมาปลูกแทน เช่น พันธุ์ พจ.06 เป็นต้น

       3.แยกแปลงปลูกเผือกให้ห่างกันเพื่อลดการแพร่กระจายของโรค

       4.ไม่ควรเดินผ่านแถวเผือกในที่ขณะแปลงเผือกชื้นแฉะ เพราะทำให้เพิ่มโรคระบาดของเชื้อ

       5.ใช้สารเคมี ได้แก่ ริโดมิล อัตรา 2-3 กรัมต่อต้น หยอดลงไปที่โคนต้นจะสามารถป้องกันโรคได้ประมาณ 1 เดือน หรือใช้สารคูปราวิท 50% อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทั้งต้น 5-7 วันต่อครั้ง และเนื่องจากเผือกมีใบลื่นมาก การฉีดสารเคมีทุกครั้งจึงควรใช่สารจับใบผสมลงไปด้วย เพื่อให้สารเคมีจับใบเผือกได้นาน

  • โรคหัวเน่า

       สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii โรคนี้อาจเกิดได้ระหว่างการเก็บรักษาหัวเผือกหรือปล่อยทิ้งไว้ในแปลงปลูกนานเกินไป หรือมีน้ำท่วนขังแปลงปลูกเผือกในช่วงเผือกไกล้เก็บเกี่ยว

       การป้องกันกำจัด

      1.พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้หัวเผือกที่ไกล้ช่วงเก็บเกี่ยวได้รับน้ำหรือความชื้นมากเกินไป ถ้ามีน้ำท่วมขังควรสูบน้ำออก

       2.ในระหว่างการเก็บรักษาหัวเผือกในโรงเก็บน้ำควรระมัดระวังไม่ให้หัวเผือกเชื้อ และไม่ควรกองหัวเผือกสุมกันมากๆ ควรทำเป็นชั้นๆจะได้ระบายถ่ายเทอากาศได้สะดวก

       แมลงศัตรูเผือก

      1.หนอนกระทู้ผัก เป็นแมลงศัตรูเผือกที่ระบาดเฉพาะแหล่ง ไม่พบทั่วไป แมลงชนิดนี้มีพืชอาศัยหลายชนิด เช่น บัวหลวง และพืชผักชนิดต่างๆ

       ลักษณะการทำลาย เริ่มแรกจะเป็นผีเสื้อวางไข่ไว้ตามใบเผือก แล้วฟักออกเป็นตัวหนอนอยู่เป็นกลุ่มกัดกินใบเผือกด้านล่าง เหลือไว้แต่ผิวใบด้านบน เมื่อผิวใบแห้งจะมองเห็นเป็นสีขาว ถ้าหนอนกระทู้ผักระบาดมากจะกัดกินใบเผือกเสียหายทั่วทั้งแปลงได้ ทำให้เผือกลงหัวน้อย ผลผลิตต่ำ

       การป้องกันกำจัด

      ใช้สารเคมีฉีดพ่นช่วงที่หนอนชนิดนี้ระบาดสารเคมีที่ใช้ ได้แก่ เพอเมทริน มีชื่อการค้าคือ แอมบุช 10% อีซี ใช้อัตรา 40-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และแอมบุช 25% อีซี ใช้อัตรา 10-20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฟนวาลีเรท มีชื่อการค้าคือ ซูมิไซดิน 20% อีซี ใช้อัตรา 15-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ซูมิไซดิน 35% อีซี ใช้อัตรา 10-20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และซูมิไซดิน 10% อีซี ใช้อัตรา 30-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออาจใช้สารเคมีอโซดริน อัตรา 28-38 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแลนเนท อัตรา 12-15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่ง พ่นในช่วงที่หนอนระบาด

       2.เพลี้ยอ่อน เป็นแมลงศัตรูเผือกที่ระบาดเฉพาะแหล่งไม่พบทั่วไป มีขนาดเล็ก ตัวอ่อนมีสีน้ำตาล โดยเพลี้ยอ่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบและยอกอ่อนของเผือก ทำให้เผือกแคระแกร็นไม่ค่อยเจริญเติบโต

      การป้องกันกำจัด

      ใช้สารเคมี ได้แก่ มาราไธออน อัตรา 40-45  มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน 80% 47 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นในช่วงเพลี้ยอ่อนระบาด

      3.ไรแดง เป็นแมลงศัตรูขนาดเล็กที่ระบาดเฉพาะแหล่ง ไม่พบทั่วไป ไรแดงมีรูปร่างคล้ายแมลงมุม ตัวเล็กมาก ลำตัวสีแดง พบอยู่ตามใต้ใบเผือกและยอดและยอดอ่อน โดยไรแดงจะใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบเผือก ทำให้เกิดเป็นรอยจุดสีน้ำตาลหรือสีขาวอยู่ทั่วไป ถ้าระบาดมากใบเผือกจะเปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็นสีเทา แล้วแห้งในที่สุด ไรแดงเผือกจะพบระบาดมากในช่วงฤดูแล้ง หรือในช่วงเผือกขาดน้ำ

       การป้องกัน

       สารเคมี ได้แก่ สารไดโคฟอล เช่น เคลเทน ไดโคล หรือคิลไมท์ อย่างใดอย่างหนึ่ง อัตรา 40-50 มิลมิกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นบริเวณที่ไรแดงระบาดโดยเฉพาะใต้ใบเผือก

                                                                        ที่มา:กรมส่งเสริมการเกษตร

 

การใส่ปุ๋ยมันสำปะหลัง

การใส่ปุ๋ยมันสำปะหลัง

  • มันสำปะหลัง

        มันสำปะหลังจัดเป็นพืชหัวชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Manihot esculenta Crantz มีชื่อสามัญเรียกหลายชื่อตามภาษาต่างๆ ที่ได้ยินกันมากได้แก่ Cassava Yuca, Mandioa, Manioc, Tapioca   มันสำปะหลังมีแหล่งกำเนินแถบที่ลุ่มเขตร้อน (Lowlang tropics) มีหลักฐานแสดงว่าปลูกกันในโคลัมเบียและเวนาซูเอลามานานกว่า 3,000-7,000 ปีมาแล้วสันนิษฐานว่าแหล่งกำเนิน        มันสำปะหลังมี 4 แหล่งด้วยกันคือ

  1. แถบประเทศกัวเตมาลาและแม็กซิโก

  2. ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้

  3. ทางทิศตะวันออกของประเทศโบลิเวียและทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของ

ประเทศอาร์เจนตินา

  1. ทางทิศตะวันออกของประเทศบราซิล

      พันธุ์มันสำปะหลัง

       พันธุ์ระยอง 5

  • ลักษณะเด่น

  1. ผลผลิตหัวสดสูง 4.42 ตัน/ไร่

  2. ผลผลิตมันแห้งสูง 1.55 ตัน/ไร่ และผลผลิตแป้ง 1.03 ตัน/ไร่

  3. มีความงอกของท่อนพันธุ์ที่ใช้ปลูกดีและต้นพันธุ์อยู่รอดจนถึง เวลาเก็บ

เกี่ยวสูง 93%

  1. มีสเถียรภาพและการปรับตัวเข้ากับสภาพแวลล้อมได้ดี

  • ลักษณะประจำวัน

       ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาล สูงประมาณ 170 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 2-3 ระดับ ระดับความสูงการแตกกิ่งระดับแรก 100-120 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 15-30 องศา แผนรูปร่างเป็นแบบใบหอก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนสีม่วงอมน้ำตาล ก้านใบสีแดงเข้ม หัวรูปร่างอ้วนป้อม เปลือกหัวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาวฤดูปลูกที่เหมาะสม ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ปลายฤดูฝน เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

       พื้นที่แนะนำ สามารถปลูกทั้งในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

  • ความต้านทานโรค ต้านทานปานกลางต่อโรคใบจุด

  • ข้อควรระวัง เป็นโรคใบไหม้ได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ ตาอากาศไม่รุนแรงถึงกับให้

ต้นตายการรับรองพันธุ์  กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รองรับในปี 2537

       พันธุ์ระยอง 60

  • ลักษณะเด่น

  1. เป็นที่สะสมน้ำหนักหัวสดได้เร็วโดยเมื่อเก็บเกี่ยวที่อายุ 8 เดือนให้ผลผลิตหัว

สด 3.15 ตัน/ไร่

  1. ผลผลิตสูง เมื่อเก็บเกี่ยวอายุ 12 เดือนให้ผลผลิต 4.2 ตัน/ไร่

  2. ผลผลิตมันแห้งเมื่ออายุ 8 เดือน 1.22 ตัน/ไร่ และอายุ 12 เดือน 1.4 ตันต่อไร่

  3. ผลผลิตแป้งเมื่ออายุ 8 เดือน 0.78 ตัน/ไร่ เมื่ออายุ 12 เดือน 0.85 ตัน/ไร่

  • ลักษณะประจำพันธุ์

       ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน สูงประมาณ 175 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 1-3 ระดับระดับความสูงการแตกกิ่งระดับแรก 130-150 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 15-30 องศา แผนรูปร่างเป็นแบบใบหอก ใบแก่สีเขียวเข้มยอดอ่อนสีเขียวอมม่วง ก้านใบสีเขียวปนแดงหัวรูปร่างอ้วนสั้น เปลือหัวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาวครีม

  • ฤดูปลูกที่เหมาะสม ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

ปลายฤดูฝน เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

  • พื้นที่แนะนำ ให้ผลผลิตดีในภาคตะวันออก

  • ความต้านทานโรค ต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้

  • ข้อควรระวัง

  1. เมื่อเก็บเกี่ยวในฤดูฝน เมื่อแป้งต่ำกว่า 20 %

  2. เนื้อมีสีครีม บางครั้งทำให้โรงงานตัดราคา

  • การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้พันธุ์รับรองในปี 2530

        พันธุ์ระยอง 7

  • ลักษณะเด่น

       1. ปลูกปลายฤดูฝนได้ดี เนื่องจากงอกเร็วและมีความอยู่รอดสูง

       2. ผลผลิตหัวสดสูงถึง 6.08 ตันต่อไร่

       3. มีปริมาณแป้งสูง 27.7 เปอร์เซ็นต์

        4.เหมาะสำหรับการใช้เครื่องขุดมันสะปะหลังติดท้ายแทรกเตอร์ หรือเครื่องขุดด้วยมือ เนื่องจากไม่มีก้านของหัว และมีจำนวนหัวมาก ออกรอบโคนต้น

  • ลักษณะประจำวัน ลำต้นสีน้ำตาลอ่อนตันตั้งตรง ไม่โค้งอ ไม่แตกกิ่ง

เมื่ออายุ 1 ปี สูง 183 เซนติเมตร มีจำนวนลำต้นที่แตกจากท่านปลูกมากกว่าพืชอื่นๆ ก้านในสีเขียวอ่อน แฉกใบกลางเป็นรูปหอก ใบและยอดอ่อนสีเขียวอ่อน หัสสีครีม เนื้อของหัวสีขาว ไม่มีก้านหัว

  • ฤดูที่เหมาะสม เป็นพันธุ์สำหรับปลูกปลายฤดูฝน

  • พื้นที่แนะนำ ปลูกได้ดีในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง

  • ข้อควรระวัง ถ้าปลูกในดินที่มีความสมบูรณ์ต่ำและกระทบภาวะแห้ง

ยาวนาน หลังจากได้รับน้ำฝนอีกครั้ง จะเกิดการแตกตาตามลำต้นมากกว่าในสภาพปกติ ทำให้ได้ปริมาณท่อนพันธุ์ที่จะนำไปปลูกลดลง

  • การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี

2548

       พันธุ์ระยอง 72

  • ลักษณะเด่น

      1. ผลผลิตหัวสดสูง 5.09 ตัน/ไร่

       2. ผลผลิตแป้งสูง 1.07 ตัน/ไร่

       3. ผลผลิตมันแห้งสูง 1.71 ตัน/ไร่

       4.ปรับตัวได้ดีในสภาพแวลล้อมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยให้ผลผลิตหัวสด 5.55 ตัน/ไร่ ผลผลิตแป้ง 1.23 ตัน/ไร่ และผลผลิตมันแห้ง 1.91 ตัน/ไร่

       5. ท่อนพันธุ์มีความอยู่รอดถึงเก็บเกี่ยวสูงถึง 92%

       6. ทรงต้นดี แตกกิ่งบางเล็กน้อยในระดับที่สูงจากโคนต้น สามารถทำให้ขยายพันธุ์ได้มากขึ้น

  • ลักษณะประจำพันธุ์ลำต้นสีเขียวเงินสูงประมาณ 200 เซนติเมตร มี

ระดับการแตกกิ่ง 0-1 ระดับ ความสูงของการแตกกิ่งระดับแรก 130-140 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 60-75 องศา ใบแก่สีเขียวเข้ม ก้านใบสีแดงเข้ม ความยาวก้านใบ 25-30 เซนติเมตร ยอดอ่อนสีม่วงเปลือกหัวสีขาวนวล เนื้อในสีขาว

  • ฤดูปลูกที่เหมาะสม ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

ปลายฤดูฝน เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

  • พื้นที่แนะนำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

  • ความต้านทานโรค ต้านทายต่อโรคใบจุดและต้านทานปานกลางต่อ

โรคใบไหม้

  • ข้อควรระวัง  เมื่อปลูกมากในภาคตะวันออกไม่ควรเก็บเกี่ยวในฤดู

ฝน เพราะทำให้ มีแป้งต่ำกว่า 20%

  • การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2543

        พันธุ์ยอง 9

  • ลักษณะเด่น

       1. ผลผลิตแป้ง 1.24 ตันต่อไร่ และผลผลิตมันแห้ง 2.11 ตันต่อไร่ 2. ให้ผลผลิตเอทานอลสูงทุกอายุเก็บเกี่ยว เมื่ออายุเก็บเกี่ยว 8 12 และ 18 เดือน ให้เอทานอล 191 208 และ 194 ลิตรต่อตันหัวสดตามลำดับ 3. ทรงต้นดี สูงตรง อัตราการขยายพันธุ์สูงกว่า 1:8

  • ลักษณะประจำ ลำต้นสีน้ำตาลอมเหลือง ไม่ค่อยแตกกิ่ง เมื่ออายุ 1

ปี สูง 235 เซนติเมตร แตกกิ่งน้อยอยู่ในระดับ 0-2 ความสูงที่แตกกิ่ง 160-190 เซนติเมตร มุมของกิ่ง 45-60 องศา ก้านใบสีเขียวอ่อนอมชมพูมีความยาว 25-30 เซนติเมตร แฉกใบกลางเป็นรูปหอกใบและยอดอ่อนสีเขียวอ่อน หัวสีน้ำตาลอ่อนเนื้อของหัวสีขาว

  • พื้นที่แนะนำ  ปลุกได้ดีในทุกแหล่งปลูกมันสำปะหลัง ศักยภาพใน

การให้ผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และการดูแลรักษา

  • ข้อควรระวัง ควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 1 ปี เนื่องจากมีเปอร์เซ็นแป้งสูง

แต่สะสมน้ำหนักช้า เก็บเกี่ยวเร็วจะให้ผลผลิตหัวสดต่ำกว่าพันธุ์มาตรฐานอื่นๆ

  • การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง

ในปี 2549

      

       พันธุ์ระยอง 90

  • ลักษณะเด่น

       1. ผลผลิตหัวสดสูง เมื่อเก็บเกี่ยวอายุ 12 เดือน ให้ผลผลิต 3.81 ตัน/ไร่

       2. มีเปอร์เซ็นแป้งสูง ประมาณ 24%  ในฤดูฝน

       3. ผลผลิตมันแห้งสูง 1.4 ตัน/ไร่ และผลผลติตแป้ง 0.69 ตัน/ไร่

  • ลักษณะประจำพันธุ์ ลำต้นมีลักษณะโค้งสีน้ำตาลอ่อน สูงประมาร

165 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 0-2 ระดัย ระดับความสูงการแตกกิ่งระดับแรก 120-140 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 75-90 องศา แผนใบเป็นรูปแบบหอก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนและก้านใบสีเขียวอ่อน หัวรูปร่างยาวเรียว เปลือกหัวสีน้ำตาลเข้ม เนื้อสีขาว

  • ฤดูปลูกที่เหมาะสม ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน

  • พื้นที่แนะนำ สามารถปลูกได้ทั้งในภาคตะวันออกและภาคตะ

วันออกเฉียงเหนือ ที่มีดินค่อนข้างดี

  • คงามต้านทานโรค ต้านทานต่อโรคใบไหม้

  • ข้อควรระวัง

       1. ไม่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ที่พบการแพร่ของบาดของแมลงหวี่ขาวอยู่เสมอ

       2. ตอบสนองต่อปุ๋ยและความอุดมสมบูรณ์ของดิน จึงให้ผลผลิตสูงในดินที่ดีหรือค่อนข้างดี ควรใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ(สูตร 15-7-18 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่) ตรา 5 นางฟ้าทรงฉัตร

       3. ลำต้นมีลักษณะโค้ง ถ้าหากแตกกิ่งจะทำให้ปฏิบัติดูแลรักษาได้ยาก

       4. ต้นพันธุ์สำหรับนำไปใช้ปลูกเสื่อมคุณภาพเร็วในฤดูแห้ง เมื่อตัดต้นพันธุ์แล้วควรรีบปลูก ม่ควรเก็บต้นพันธุ์ไว้นานเกิน 2 สัปดาห์ เพราะความงอกลดลง

  • การรับรองพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง

ในปี 2534

       พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50

  • ลักษณะเด่น งอกดี หัวดก และมีลักษณะเป็นกลุ่ม มีปริมาณแห้งในหัวสูง

  • ลักษณะประจำพันธุ์ ลำต้นโค้งเล็กน้อยสีเขียวเงิน สูง 180-250 ซม.

แตกกิ่งระดับแรกที่ความสูง 80-115 ซม.

  • พื้นที่แนะนำ สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ

       พันธุ์เขียวปลดหนี้

      เป็นพันธุ์มันสำปะหลังที่ได้จากการผสมข้าม โดยใช้พันระยอง 5 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงเป็นแม่ และพันธุ์ที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง คือ พันธุ์ OMR29-20-118 ให้ผลผลิตแป้งและผลผลิตมันแห้งสูง เป็นที่พอใจของเกษตรกรโรงงานแป้งมัน และลานมันเส้น มีการกระจายพันธุ์จากเกษตรกรสู่เกษตรกรอย่างและเป็นที่รู้จักในชื่อที่เรียกกันทั่วไปว่า “พันธุ์เขียวปลดหนี้” คำว่าเขียว” มาจากสีของลำต้นนอกจากนี้ยังมีเอกชนนำต้นพันุ์ไปจำหน่ายให้เกษตรกร โดยใช้ชื่อว่าพันธุ์มังกรหยก ด้วย

  • ลักษณะเด่น

       1. มีเปอร์เซ็นแป้งสูง เมื่อเก็บเกี่ยวในฤดูฝน มีเปอร์เซ็นต์แป้ง 25.8 เปอร์เซ็นต์

       2. ปริมาณมันแห้งสูง มีเปอร์เซ็นต์มันแห้ง 42.8 เปอร์เซ็นต์ ให้ผลผลิตมันแห้ง 2.00ตันต่อไร่

       3. ให้ผลผลิตหัวสดเฉลี่ย 4.77 ตันต่อไร่ ไกล้เคียงกับพันธุ์ธุ์ระยอง 5 และเกษตรศาสตร์ 50

  • ลักษณะประจำพันธุ์ ลำต้นสีเขียวเงินความสูงประมาณ 170-220

เซนติเมตร ลำต้นโค้งเล็กน้อย มีน้ำหนักต้นดี มีการแตกกิ่ง ที่ระดับความสูงไกล้ยอด กิ่งทำมุม 60-90 องศา กับลำต้น มีจำนวนที่ใช้ทำพันธุ์ 1-3 ลำต่อต้น ส่วนใหญมี 2 ลำ ก้านใบสีเขียวอมแดง ใบกลางเป็นรูปแบบใบหาก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนสีเขียว ยอดอ่อนสีน้ำตาลอมเขียว เปลือกนอกของหัวสีน้ำตาล เนื้อหัวสีขาว

  • ข้อควรระวัง ควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 1 ปี ถ้าเก็บเกี่ยวเร็วจะให้

ผลผลิตหัวสดต่ำกว่าพันธุ์รับรองอื่นๆ เช่น ระยอง 5 ระยอง 72 ระยอง 90 และเกษตรศาสตร์ 50 เนื่องจากพันธุ์CMR35-22-196 มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง แต่สะสมน้ำหนักช้า

     

        โรคมันสำปะหลัง

  • โรคใบไหม้ (Cassava Bacterial Blight : CBB)

  • โรคใบจุดสีน้ำตาล (Brown Leaf Spot)

  • โรคใบจุดไหม้ (Blight Leaf Spot)

  • โรคใบจุดขาว (White Leaf Spot)

  • โรคที่เกิดจากเชื้อรา Botryodiplodia theo-bromae

  • โรคขี้เถาหรือโรคราแป้ง (Cassava Ash Dis-ease)

  • โรคแอนแทรกโนส (Anthracnose)

  • โรครากหรือหัวเน่า (Root and Tuber Rot Diseases)

       แมลงศัตรูมันสำปะหลัง

  • ไรแดง

  • เพลี้ยแป้งลาย

  • แมลงหวี่ขาว

  • แมลงศัตรูประเภทปากกัด

       การป้องกันกำจัดวัชพืช

  • ไถ 1 ครั้ง ตากดินไว้ 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก

เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง

  • กำจัดวัชพืชไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ตลอดฤดูปลูก คือ

       ครั้งแรก พ่นสารกำจัดวัชพืชทันทีหลังปลูกก่อนวัชพืชงอก หรือใช้จอบ เครื่องกลขนาดเล็กหรือแรงงานสัตว์ เพื่อกำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูก เมื่อมันสำปะหลังอายุ 1-2 เดือน ก่อนใส่ปุ๋ย

       ครั้งที่สอง ใช้จอบดาย หรือพ่นสารกำจัดวัชพืชอีกครั้ง ถ้ามีวัชพืชฤดูเดียวประเภทใบแคบมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่

       การปลูก

      ฤดูปลูก

       - ต้นฤดูฝน เดือนเมษายน-มิถุนายน

       - ปลายฤดูฝน เดือนกันยายน-พฤศจิกายน

       การเตรียมดิน

      - ไถกลบวัชพืชและเศษใบ-ต้น มันสำปะหลังส่วนที่ไม่ได้ใช้ทำพันธุ์

       - พื้นที่ดอนไม่จำเป็นต้องยกร่อง ส่วนพื้นที่ต่ำอาจมีน้ำขังได้บาง จึงควรยกร่องปลูกสำหรับพื้นที่ลาดเอี้ยงควรยกร่องปลูกขวางแนวลาดเอี้ยง

       การเตรียมท่อนพันธุ์

      - ใช้ท่อนพันธุ์จากต้นที่มีอายุ 8-12 เดือน เพราะท่อนพันธุ์จากลำต้นเจริญเติบโต และอยู่รอดดีกว่าท่อนพันธุ์จากกิ่ง

        - ท่อนพันธุ์ใหม่ สด ไม่บอกซ้ำ และไม่มีโรคแมลงทำลาย

        - ตัดท่อนพันธุ์ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร สำหรับปลูกในฤดูฝน หรือ 25 เซนติเมตรสำหรับปลูกในช่วยปลายฤดูฝน และมีจำนวนตาอย่างน้อย 5-10 ตาต่อท่อนพันธุ์

       วิธีปลูก

      - ปลูกแบบปักท่อนพันธุ์ตั้งหรือเอียง โดยในฤดูฝนคสรปักให้ลึก 5-12 ดซนติเมตร ในช่วงปลายฤดูฝนควรปักให้ลึง 10-15 เซนติเมตร

       - ในพื้นที่ต่ำหรือพื้นที่มีความลาดเอียงควรปลุกมันสำปะหลังบนสันร่อง

       ระยะปลุก

      - พื้นที่ลาดใช้พื้นที่ระยะปลูกระหว่างแถว 80-100 เซนติเมตรระหว่างต้น 80-100 เซนติเมตร ซึ่งมีจำนวนต้น 1,600-2,500 ต้นต่อไร่

       - พื้นที่ลาดเอี่ยงใช้ระยะปลูกระหว่างร่อง 80 เซนติเมตร ระหว่างต้น 80 เซนติเมตร เพื่อช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน

       การใส่ปุ๋ย 5 นางฟ้าทรงฉัตร

      - แนะนำให้ใช้ป๋ยเคมีที่มีอัตราส่วน N:P:K 2:1:2  ในทางปฏิบัติ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ หรืออาจใช้ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วนปุ๋ยไกล้เคียง เช่น สูตร 15-7-18 ใส่อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 15-5-35 ก็ได้เช่นกัน

       - ใส่เพียงครั้งเดียวเมื่อมันสำปะหลังอายุ 1-2 เดือนในขณะที่ดินมีความชื้นเพียงพอ โดยขุดหลุมใส่ 2 ข้างต้นระยะพุ่มใบและกลบดิน

     

       การบำรุงรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน

      การบำรุงรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินให้คงสภาพเดิมเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงได้ยาวนานสามารถทำได้โดยการหว่านเมล็ดพันธุ์สด เช่น ปอเทือง หรือถั่วพุ่ม อัตราประมาณ 5 กิโลกรัมต่อไร่หรือโรยเมล็ดถั่วพร้าอัตราประมาณ 15 กิโลกรัมต่อไร่เป็นแถวห่าง 0.50 – 1.0 เมตร ระยะระหว่างต้น 25-50 เซนติเมตรแล้วไถกลบพืชสดเหล่านี้เมื่ออายุประมาณ 2 เดือน ก่อนปลูกมันสำปะหลัง

        แหล่งปลูกมันสำปะหลังที่เหมาะสมควรมีคุณสมบัติดังนี้

       สภาพพื้นที่

      - ไม่เป็นที่ลุ่มหรือมีน้ำท่วมขัง

       - มีความสูงจากระดับน้ำทะเล

       - ไกล้แหล่งรับซื้อผลผลิต

       ลักษณะดิน

       - ดินร่วน ดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี

       - มีความเป็นกรดละด่าง 4.5-8.0

       สภาพภูมิอากาศ

       - เขตร้อนตั้งแต่เขตรุ้งที่ 30 องศาเหนือ ถึง 30 องศาใต้

        - มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,200-1,500 มิลลิตรเมตรต่อปี

        - อุณภูมิเฉลี่ยต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส

       การเก็บเกี่ยว

       มันสำปะหลังเป็นพืชที่ไม่จำกัดอายุเก็บเกี่ยวแต่ควรเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุ 8 เดือนขึ้นไปอายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือน หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบส่งโรงงานโดยเร็ว ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 4 วัน เพราะหัวมันจากเน่าเสีย

        ปัจัยที่เกี่ยวข้องกับปริมาณแป้ง

       1. พันธุ์ พันธุ์มันสำปะหลังแต่ละพันธุ์มีเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวไม่เท่ากัน พันธุ์ระยอง 90 ทีเปอร์เซ็นต์สูงที่สุด รองลงมาคือพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 5 ระยอง 72 ละระยอง 60 ตำลำลับ

       2.ฤดู ช่วงฤดูแล้ง (พฤศจิกายน-มีนาคม) เดือนพฤศจิกายน ความเชื้อในดินเริ่มลดน้อยลงต้นมันสำปะหลังจะอยู่การเจริญเติบโต ทิ้งใบ น้ำในหัวมีเปอร์เซ็นต์แป้งจึงสูงจนถึงฤดูฝน (เมษายน-ตุลาคม) เดือนเมษายนอากาศร้อนจัดและเริ่มมีฝน มันสะฃำปะหลังใช้พลังงานมากเพื่อการหายใจ และสร้างใบใหม่แป้งที่สะสมไว้ในหัวจึงถูกนำไปใช้ทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งลดลงได้

       3.อายุ เมื่อเก็บเกี่ยวในเดือนเดียวกันอายุ 8-12 เดือน จะมีเปอร์เซ็นต์แป้งไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ถ้าต้นมันสำปะหลังมีอายุมากขึ้น 16-18 เดือน หัวจะมีขนาดใหญ่บริเวณตรงการของหัวจะฝ่อหรือมีน้ำมากเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวจึงต่ำ

       4. การตัดต้นก่อนเก็บเกี่ยว เมื่อมีการตัดต้นมันสำปะหลังโดยยังไม่มีการเก็ยเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีการแตกยอดและใบใหม่ จึงดึงแป้งที่สะสม ไปใช้ทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งลดลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะราย 2 เดือนแรก หลังการตัดต้นไป ต่อเมื่อเข้าเดือนที่ 3 มีใบมากพอแล้วจะสังเคราะห์แสงสร้างแป้งไปสะสมที่หัวได้อีกครั้งหนึ่ง

       5. ระยะเวลาหลังเก็บเกี่ยว หลังจากขุดหัวมันสำปะหลังแล้วควรรีบส่งโรงงานทันทีในระยะ 2 วันแรกหัวมันยังไม่เน่าเสียและเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวยังไม่ลดลงแต่ถ้าปล่อยทิ้งไว่เกิน 4 วัน หัวมันสำปะหลังจะเน่าเสียมากและเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวจะลดลง

       การเก็บรักษาต้นพันธุ์

      ส่วนที่ใช้ระยายพันธุ์ของมันสำปะหลังคือส่วนของลำต้น การเก็บรักษาต้นพันธุ์มีระยะเวลาจำกัดเนื่องจากความสมบูรณ์ ความแข็งแรง และความงอกจะลดลงตามลำดับ

       ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาในการเก็บรักษาต้นพันธุ์มีดังนี้

       1) พันธุ์ ต้นพันธุ์มันสำปะหลังในแต่ละพันธุ์สามารถเก็บได้นานต่างกัน เช่น พันุ์ระยอง 90 เก็บไว้ไม่ได้เกิน 15 วันพันธุ์ระยอง 60 ระยอง 5 เกษศาสตร์ 50 เก็บไว้ได้นาน 30-45 วัน

       2) ส่วนของต้นพันธุ์ มันสำปะหลังบางพันธุ์ เช่น ระยง 90 มีการแตกกิ่ง ส่วนของกิ่งก็สามารถใช้ทำพันธุ์ได้แต่เก็บรักษาไว้ได้ไม่นานเท่าส่วนของลำต้น

       3) ฤดู ในฤดูฝนสภาพอากาศมีความชื้นสูง สามารถเก็บรักษาต้นพันธุ์ได้ยาวนานกว่าฤดูแล้ง

       4) สภาพการเก็บ ในฤดูฝน เก็บไว้ในกลางแจ้งหรือในที่ร่มมีผลไม่แตกต่างกันส่วนในฤดูแล้ง เก็บไว้ในที่ร่มจะเก็บไว้ได้นานกว่าเก็บในสภาพกลางแจ้ง

       5) วิธีการเก็บ ควนเก็บกองวางตั้งบนพื้นดินที่มีการสับพรวนดิน ให้ส่วนโคนของทุกๆต้นสัมผัสพื้นดินแล้วพรวนดินกลบรอบๆกอง ถ้าเป็นฤดูแล้งต้องมีการรดน้ำช่วยจะทำให้สามารถสามารถเก็บไว้นานขึ้น วิธีการเก็บรักษาต้นพันธุ์มันสำปะหลังไว้ทำพันธุ์ที่ดีที่สุด คือการทำแปลงขยายพันธุ์ไว้เฉพาะเมื่อเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะไม่เก็บเกี่ยวหมดทั้งแปลง แต่จะเหลือไว้ส่วนหนึ่ง (1:10) ซึ่งจะเก็บเกี่ยวหลังจากเอาต้นพันธุ์ไปปลูกแล้ว

 

การส่ปุ๋ยสับปะรด

การใส่ปุ๋ยสับปะรด

  • สับปะรด

       สับปะรดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจำพวกไม้เนื้ออ่อนที่มีอายุหลายปี สามารถทนต่อสภาพแวลล้อมต่างๆได้ดี ปลูกได้ในดินแทบทุกแห่งในประเทศใด มีช่อดอกที่ส่วนยอดของลำต้นซึ่งมีการเจริญเป็นผลแล้วจะผลิตต่อไปโดยตาที่ลำต้นจะเติบโตเป็นต้นใหม่ได้อีก สับปะรดแบ่งออกตามลักษณะความเป็นอยู่ได้ 3 ประเภทใหญ่ๆคือ พวกที่มีระบบรากอาหารอยู่ในดินหรือ เรียกว่าไม้ดิน พวกอาศัยอยู่ตามคาคบไม้หรือลำต้นไม้ใหญ่ ได้แก่ ไม้อากาศต่างๆ ที่ไม่แย่งอาหารจากต้นไม้ที่มันเกาะอาศัยอยู่ พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ประดับและพวกที่เจริญเติบโตบนผาหินหรือโขนหิน ส่วนสับปะรดที่เราบริโภคจัดเป็นไม้ดิน แต่ยังมีลักษณะบางประการของไม้อากาศเอาไว้ คือ สามารถเก็บน้ำเอาไว้ตามซอกใบได้เล็กน้อยมีเซลล์พิเศษสำหรับเก้บน้ำเอาไว้บนใบ ทำให้ทนทานในช่วงแห้ง

      สภาพแวลล้อมที่เหมาะสม สับปะรดต้องการอากาศค่อนข้างร้อนอุรหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 23.9-29.4 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนที่ต้องการอยู่ในช่วง 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี แต่ต้องตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปี และมีความชื้นในอากาศสูงสับปะรดขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดที่ระบายน้ำดี แต่ชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินปนลูกลัง ดินทรายชายทะเล และชอบที่ลาดเท เช่น ที่ลาดเชิงเขา สภาพความเป็นกรด-ด่าง ของดินควรเป็นกรดเล็กน้อย คือ ตั้งแต่ 4.5-5.5 แต่ไม่เกิน 6.0

  

 

 

       แหล่งปลูก

       แหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญของไทยอยู่บริเวณที่ที่อยู่ไกล้ทะเล ได้แก่จังหวัดประจวบคีรีขังธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราด และจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต พังงา ชุมพร ซึ่งนิยม ปลูกในสวนยาง

       ปัจจุบันมีการปลูกสับปะรดในจังหวัดต่างๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณริมแม่น้ำโขง และอีกหลายจังหวัดในภาคเหนือ การปลูกสับปะรดในพื้นที่ที่อยู่ไกล้ทะเลนี้ จะต้องคำนึงถึงความเชื้อในอากาศเป็นสำคัญ เพราะมีผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของผลสับปะรดดังนั้น ควรเลือกปลูกในบริเวณที่มีความชื้นในอากาศสูง เช่น ที่ลาบระหว่างภูเขา ที่ลาดเฉิงเขาบริเวณไกล้ป่าหรือแหล่งน้ำ

       พันธุ์ที่ปลูกมากในประเทศไทย

      พันธุ์ปลูกในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น 5 พันธุ์ โดยถือตามลักษณะต้นที่ได้ขนาดโตเต็มที่ และแข็งแรงสมบูรณ์เป็นบรรทัดฐานดังนี้คือ

       1.พันธุ์ปัตตาเวีย

       พันธุ์นี้รู้จักแพร่หลายในนามสับปะรดศรีราชา และชื่ออื่นๆ เช่น ปราณบุรี, สามร้อยยอด ปลูกกันมากเพื่อโรงงานอุสาหกรรมแหล่งปลูกที่สำคัญคือ ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี เพชรบุรี ลำปาง และการปลูกทั่วๆไป เพื่อขายผลสด เพราะมีรสหวานฉ่ำมีน้ำมาก

       ลักษณะทั่วๆไป คือ มีใบสีเขียวเข้มและเป็นร่องตรงกลางผิวใบด้านบนเป็นมันเงาส่วนใต้ใบจะมีสีออกเทาเงิน ตรงบริเวณกลางใบมักมีสีแดงอมน้ำตาล ขอบใบเรียบมีหนามเล็กน้อยบริเวณปลายใบ กลีบดอกมีสีม่วงอมน้ำเงินผลมีขนาดและรูปทรงต่างกันไป มีน้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 2.-6 กิโลกรัม แต่ดดยปกติทั่วไปประมาณ 2.5 กิโลกรัม เปลือกผลเมื่อดิบสีเขียวคล้ำ เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองงอมสัมทางด้านล่างของผลประมาณครึ่งผล ก้านผลสั้นมีไส้ใหญ่เนื้อเหลืองอ่อนแต่จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มในฤดูร้อน รสชาติดี

       2.พันธุ์อินทรชิต

      เป็นพันธุ์พื้นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ปลูกันกระจัดกระจายทั่วไปแหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่จังหวัดฉะเชิงเทรา

       ลักษณะทั่วๆไป คือขอบใบจะมีหนามแหลมร่างโค้งงอสีน้ำตาลลอมแดง ใบสีเขียวอ่อนไม่เป็นมัน ขอบใบทั้ง 2 ข้างมีแถบสีแดงงอมน้ำตาลตามแนวยาว ใต้ใบจะมีสีเขียวออกขาวและมีวาวออกสีน้ำเงินกลีบดอกสีม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็กว่าพันธุ์ปัยตาเวีย รสชาติหวานอ่อน มีตะเกียงติดอยู่ ที่ก้านผล เปลือกผลเหนียวแน่นทนทานต่อการขนส่ง เหมาะสำหรับบริโภคสด

       3.พันธุ์ขาว

       เป็นพันธุ์พื้นเมือง เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์นี้ร่วมกันพันธุ์อินทรชิต เข้าใจว่าจะกลายพันธุ์มาจากพันธุ์อินทรชิต แหล่งปลูกที่สำคัญคือ ฉะเชิงเทรา

       ลักษณะทั่วๆไป มีใบสีเขียวอมเหลืองหรือเขียวใบไม้ ทรงพุ่มเตี้ยใบแคมและสั้นกว่าพันุ์อินทรชิต ขอบใบมีหนามโค้งงอเข้าสู่ปลายใบ โคนกลีบดอกสีม่วงอ่อน ปลายกลีบสีม่วงอมชมพู เนื้อผลสีเหลืองทอง รสชาติอ่อน ผลมักมีหลายจุก คุณภาพของเนื้อไม่ค่อยดีนัก ผลมีขนาดปานกลาง น้ำหนักเฉลี่ย 0.85 กิโลกรัมมีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีตาลึกทำให้ผลฟ่ามง่าย

        4.พันธุ์ภูเก็ตหรือสวี

       ปลูกกันมากในสวนยางจังหวัดภูเก็ต ชุมพร นครศรีธรรมราช และตราด โดยปลูกระหว่างแถวรุ่นที่ยังมีอายุน้อยเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกรีดยาง มีชื่ออื่นๆอีกเช่น พันุ์ชุมพร พันธุ์สวี พันุ์ตราดสีทอง

       ลักษณะทั่วๆไป ใบสีเขียวอ่อนและมีแถบสีแดงในตอนกลางและปลายขอบใบขอบใบมีหนามสีแดงและยาวกว่าพันธุ์อินทรชิตและพันธุ์ขาว กลีบดอกสีม่วงอ่อน ผลมีขนาดเล็กกว่าทุกพันธุ์ที่กว่ามาตาลึกเปลือกหนา เนื้อหวานกรอบสีเหลืองเข้ม เยื่อใยน้อย มีกลิ่มหอม เหมาะสำหรับบริโภคสด เป็นที่นิยมมากในภาคใต้

       5. พันธุ์นางแลหรือน้ำผึ้ง ปลูกมากในจังหวัดเชียวราย

      ลักษณะทั่วไป คล้ายคลึงกับพันธุ์ปัยตาเวีย แต่มีรูปร่างของผลทรงกลมกว่าพันธุ์ปัยตาเวีย ตานู้น เปลือกบางกว่าและรสชาติจัดกว่าพันธุ์ปัยตาเวีย ผลแก่มีเนื้อสีเหลืองเข้ม มีเยื่อใยน้อยเหมาะสมหรับบริโภคสด เป็นที่นิยมมากในภาคเหนือ ผลมีเปลือกบางมาก ขนส่งทางไกลไม่ดีนัก

       ฤดูปลูกและวิธีปลูก

      ในประเทสไทนสามารถปลูกสับปะรดได้เกือบตลอดปี ยกเว้นช่วงฝนตกหนักติดต่อหลายวัน เพราะจะเกิดโรคเน่า ควรเตรียมดินให้เสร็จในเดือนธันวาคม และปลูกในเดือนมกราคม-เมษายน ซึ่งมีแสดแดดจ้าและไม่มีฝนชุก แต่ดินยังมีความชื้นเพียงพอแก่การเจริญเติบโตในระยะแรกอยู่

       การปลูกในฤดูฝนควรฝักหน่อเอียง 45 องศา เพื่อป้องกันน้ำขังในยอด ถ้าปลูกในฤดูแล้งฝังหน่อให้ตั้งตรง หากมีเครื่องมือช่วยปลูกซึ่งเป็นเหล็กคล้ายมีดปลายแหลมช่วยเปิดหลุมจะทำให้สะดวกและรวดเร็วกว่าใช้จอบ เฉลี่ยแล้วผู้ปลูก 1 คน สามารถปลูกได้วันละ 5,000-7,000 หน่อการปลูกส่วนใหญ่มักปลูกเป็นแถวคู่ฝักหน่อให้ลึก 15-20 เซนติเมตร ใช้ระยะปลูกแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์

       การเตรียใหน่อพันธุ์ก่อนปลูก

      การคัดขนาดหน่อหรือจุกก่อนปลูก จำเป็นอย่างยิ่งในการปลูกสับปะรดควรจะมีการคัดขนาดแบ่งเป็นกลุ่มอย่างชัดเจน และมีขนาดเท่าๆกัน และปลูกเป็นแปลงๆ หรือชุดๆไปจะทำให้การเจริญเติบโตสม่ำเสมอกันทั้งแปลงใส่ปุ๋ยแต่ละต้นได้พร้อมกันและใส่ปริมาณต่อต้นเท่าๆกัน บังคับผลได้พร้อมกันทั้งแปลง ง่ายต่อการบำรุงรักษา สับปะรดแก่พร้อมกันง่ายต่อการประเมินผลผลิตและเก็บเกี่ยว

       การชุบหน่อหรือจุกด้วยสารเคมีก่อนปลูกเป็นการลดอัตราสูญเสียของต้น อันเนื่องมาจากโรคยอดเน่า ทั้งเป็นการประหยัดแรงงานและเวลาในการปลูกหน่อซ่อมแซบใหม่อีกด้วย การชุบหน่ออาจทำได้โดยเครืองจักรอัตโนมัติ แต่เกษตรกรทั่วๆไปอาจใช้ถัง 200 ลิตร แล้วผ่าครึงถัง หรือสร้างบ่อซีเมนต์ขนาดย่อมๆ ใช้เป็นที่ชุบหน่อก็จะสะดวกยิ่งขึ้น

       สำหรับสารเคมีกันเชื้อรา และอัตราที่ใช้โดยใช้เลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีดังนี้

  1. แคปตาโฟล เช่น ไดโฟลาแทน 80% อัตรา 60-120 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ

86 กรัม ต่อน้ำ 8.6 ลิตร ชุบได้ 1,000 หน่อ

  1. ฟอสเอธิล อลูมินั่ม เช่น อาลีเอท อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

  2. เมตาแลกซิล เช่น ริโดมิล อัตรา 30-45 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

       ถ้าพบเพลี้ยแป้งมากับหน่อพันธุ์ควรผสมสารฆ่าแมลง มาลาไธออน อัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ลงไปในสารชุบหน่อพันธุ์โดยจุ่มหน่อพันธุ์ให้ชุมก่อนปลูก จุ่มนานประมาณ 3 นาที และถ้าปลูกไปแล้ว หากมีฝนตกชุก ควรใช้สารเคมีดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งฉีกซ่ำอีกทั่วทั้งแปลง ในกรณีปลูกซ่อมหรือปลูกปริมาณน้อย การชุบหน่อพันธุ์อาจสิ้นเปลือง ใช้วิธีหยอดยอดก็ได้ โดยใช้อาลีเอท 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้หยอดยอดทีละ 50 ซีซี หรือยอดเต็มยอดให้ทำทันทีหลังปลูกเสร็จสามารถป้องกันโรคได้นานประมาณ 4 เดือน

       การควบคุมและกำจัดวัชพืช

     ใบปัจจุบันนิยมใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชมากกว่าใช้แรงงานคน เพราะประหยัดและรวดเร็วกว่า หากทำการควบคุมวัชพืชได้ดี สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าเดิมถึง 1 ใน 4 เท่าตัว การใช้แรงงานคนกำจัดวัชพืชโดยถากด้วยจอบ ต้องทำไม่ต่ำกว่า 8 ครั้งต่อ 1ฤดูการปลูก การใช้จอบจะรบกวนระบบรากของสับปะรดให้การเจริญเติบโตของต้นและคุณภาพของผลผลิตต่ำกว่าใช้สารเคมี

       สารเคมีกำจัดวัชพืชที่นิยมใช้ในแปลงสับปะรด ได้แก่ ไดยูรอน เช่น คาร์แมกซ์ ซึ่งเป็นสารเคมีคุมวัชพืชใบกว้างได้ผลิตดี ใช้ฉีดพ่นก่อนวัชพืชจะงอก และโบรมาซิล เช่น โบรมิกซ์ ซึ่งเป็นสารเคมีฆ่าวัชพืชใบแคบได้ผลดีใช้ฉีดพ่นในแปลงสับปะรด เมื่อวัชพืชงอกขึ้นมาแล้วหรือจะใช้ทั้ง 2 ชนิดผสมกันโดยใช้โบรมาซิล 363 กรัม และไดยูรอน 363 กรัม ผสมน้ำฉีดในเนื้อที่ 1 ไร่ ฉีดทันทีหลังจากปลูกสับปะรดแล้วสามารถควบคุมวัชพืชทั้งชนิดใบแคปและใบกว้างอื่นๆได้นาน 4 เดือน

       การเก็บเกี่ยว

     ในประเทศไทยการปลูกสับปะรดสามารถทำได้เกือบตลอดปีดังนั้นการเก็บเกี่ยวผลสับปะรดก็สามารถทำได้เกือบตลอดทั้งปีเช่นกัน แต่ที่สับปะรดให้ผลชุกที่สุดมี 2 ช่วง คือ สับปะรดปี ซึ่งจะเก็บผลผลิตได้มากกว่าสับปะรดทะวายประมาณ 3 เท่า ช่วงนี้จะอยู่ระหว่างเดือน เมษายนถึงมิถุนายน และช่วงสับปะรดทะวายซึ่งออกในเดือนตุลาคมถึงธันวาคม

       การสังเกตผลแก่ของสับปะรด พิจารณาได้จากลักษณะภายนอกผลดังนี้

       ผิวเปลือก จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเขียวอมเหลืองอมสัมหรือเขียวเข้มเป็นมัน

       ใบเล็กๆ ของตาย่อย จะเหี่ยวแห้งเป็นสีน้ำตาลหรือชมพู

       ตาย่อย จะนูนเด่นเรียกว่าตาเต็ม ร่องตาจะตึงเต็มที่ขนาดของผลไม่เพิ่มอีก

       ดมกลิ่น ผลสับปะรดแก่จะส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว

       ความแน่นของผลจะลดลงเมื่อใช้นิ้วดีดหรือไม้เคาะเพื่อฟังเสียง ถ้าเสียงโปร่งแสดงว่ายังไม่แก่ ถ้าเสียงทึบ (หรือแปะ) แก่จัดได้ที่แล้ว

       ในแปลงสับปะรดที่ปลูกแซมในสวนยางพารา หรือสวนไม้ผลอื่นๆ ไม่นะนำให้ใช้โบรซิล เพราะถ้าใช้ซ้ำซาก จะเกิดการสะสมในดินโดยสารเคมีจะจับตัวเป็นเม็ดดิน เมื่อน้ำพัดพาไปจะเกิดอันตารายกับพืชอื่นๆ ได้ ให้ใช้อทราซิน เช่น เกสาพริม หรืออะมีทริน  เช่น เกสา แพกซ์ ผสมกับไดยูรอน แทน

       การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ควรผสมสารจับใบลงไปประมาณ 0.1-0.3% โดยปริมาตร จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น อาจพ่นซ้ำอีก 1 ครั้ง เมื่อพบว่าวัชพืชงอกขึ้นมา โดยพ่นหมดทั้งแปลง หรือเฉพะจุดก็ได้

       ข้อควรระวัง ภายหลังจากการใช้สารเคมีเร่งดอกสับปะรดแล้วห้ามใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชจนกว่าจะเก็บผลผลิตเสร็จสิ้น

       การเก็บผลเพื่อบริโภคสด

      ใช้มีดตัดที่ก้านผลให้เหลือขั้วติดผลไว้บ้างและคงให้มีจุกติดอยู่กับผลเพื่อป้องกันการเน่าของผล อันเนื่องจาก แผลที่เกิดจาก การปลิดจุกหรือขั้วผลออก หลังจากตากตัดผลแล้วให้ใช้มีดฟันใบต้นเดิมออกเสียบาง เพื่อให้หน่อได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ และเหลือหน่อดินไว้แทนต้นเดิม 1-2 หน่อเท่านั้น ส่วนหน่อที่เหลือก็ขุดหรือปลิดออกจากต้นนำไปปลูกขยายเนื้อที่หรือจำหน่าย ต่อไปได้ พันธุ์ภูเก็ต จะนิยมปลิดจุกตั้งแต่ผลมีอายุประมาณ 2 เดือน ส่วนพันธุ์อินทรซิตและพันธุ์ขาว จะตัดจุกทิ้งประมาณ ½ ส่วน ในเวลาที่เก็บผลจำหน่าย

       การเก็บผลเพื่อส่งโรงงานอุสาหกรรม

       จะปลิดผลออกจากก้านนั้น หรืออาจจะปลิดจุกออกด้วย การเก็บผลสับปะรดให้ได้คุณภาพดี ควรเก็บ 3 ครั้ง

       ครั้งแรก จะเก็บได้ประมาณ 20-25% ของผลทั้งหมดในแปลง

       ครั้งที่สอง เก็บจากครั้งแรกประมาณ 5 วัน จะเก็บได้ประมาณ 40-60% ของผลทั้งหมด

       ครั้งสุดท้าย เก็บจากครั้งที่สองประมาณ 5-7 วัน โดยเก็บผลที่เหลือทั้งหมด

       การเก็บหน่อสับปะรด

      หลังจากเก็บผลรุนแรกหมด ให้ปฏิบัติดังนี้

  1. เก็บหน่ออุ้มลูก ซึ่งจะเกิดพร้อมๆกับผลสับปะรด ออกไปจากแปลงปลูก

  2. ฟันใบทิ้งไปเสียบ้าง โดยฟันให้เหลือใบสูงจากพื้นดินเพียง 1 คืบ ถ้าเป็นช่วง

ฝนแห้งให้ฟันใบให้สูงขึ้นมาอีกเล็กน้อย การฟันใบนี้ช่วยให้แตกหน่อเร็วขึ้น หลังจากเก็บหน่ออุ้มลูกและฟันใบออกแล้วสามารถเก็บหน่อได้อีก 2-3 ครั้งเพื่อไปขยายพันธุ์ได้

 

การใส่ปุ๋ยอ้อย

การใส่ปุ๋ยอ้อย

  • อ้อย

 

       อ้อยเป็นวัตถุดิบของอุสหกรรมอ้อยและน้ำที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ คือ มีการบริโภคน้ำตาลในประเทศปีละประมาณ 1.6-1.7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 17,000-19,000 ล้านบาท

       การเลือกพันธุ์

  1. ผลผลิตสูง และมีคุณภาพหวามมากกว่า 10 ซีซีเอส

  2. ต้านทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง แส้ดำกอตะไคร้ ทนทานต่อหนอนกอลายจุดใหญ่หรือหนอนกอลายจุดเล็ก ศัตรูที่สำคัญในแต่ละแห่ง

  3. เจริญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ

  4. ไว้ตอได้ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง และผลผลิตไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของอ้อยปลูก

       สายพันธุ์อ้อย

       ในการปรับปรุงพันธุ์อ้อยหน่วยงานที่ดำเนินการหลายหน่วยงาน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย บริษัทมิตรผล การดำเนินงานจะเริ่มตั้งแต่การผสมพันธุ์ คัดเลือกพันธุ์และทดสอบพันธุ์ โดยการคัดเลือกในสภาพแวดล้อมในแหล่งปลูกอ้อยของประเทศไทย พันธุ์อ้อยที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์จะมีลักษณะ ผลผลิตองค์ประกอบผลผลิต และลักษณะทางเกษตรที่ดีเด่นแตกต่างกัน ขึ้นอยูงกับสภาพแวดล้อมที่ทดสอบ และคัดเลือกพันธุ์ ชาวไร่ จึงจำเป็นต้องเลือกพันธุ์โดยอาศัยคำแนะนำจากเอกสารแนะนำพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของตน

  1. พันธุ์รับรอง/แนะนำของกรมวิชาการเกษตรอ้อยโรงงาน

       -พันธุ์อู่ทอง 6 ลำต้นมีขนาดใหญ่ ปล้องรูปทรงกระบอก กาบใบสีม่วง ไม่มีขน ทรงกอตั้งสูง ออกดอกยาก

 อายุเก็บเกี่ยว 11-12 เดือน ผลผลิต 18.04 ตัน/ไร่ ซีซีเอส 13.59 ความสูง 299 ซม. ดินร่วนปนทราย เขตกึ่งชลประทาน

       -พันธุ์มุกดาหาร ปลายใบโค้ง กาบใบสีเขียวปนม่วง ปล้องรูปทรงกระบอก ทรงกอตั้งตรง ล้มง่าย อายุเก็บเกี่ยว 12-14 เดือน ผลผลิต 13.4 ตัน/ไร่ ความสูง 274 ซม. ดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนเหนียวปนทรายในจังหวัดมุกดาหารและกาฬสินธุ์

       -อู่ทอง 5 รูปร่างปล้อง ลำต้นเมื่อถูกแสงให้สีม่วงอมเขียว ทรงกอตั้งตรง ออกดอกปลายเดือนตุลาคม อายุเก็บเกี่ยว 10-11 เดือนผลผลิตอ้อยตอ1เฉลี่ย 10.95 ตัน/ไร่ อ้อยตอ2 เฉลี่ย 8.87 ตัน/ไร่ ซีซีเอส อ้อยตอ1 เฉลี่ย 1.71 และอ้อยตอ2 เฉลี่ย 1.40 ความสูง 264 ซม. ดินร่วนปนทรายเขตใช้น้ำฝนภาคกลาง และภาคตะวันออก

      

      -ขอนแก่น 1 ใบแผ่ตั้งสีเขียวเข้ม ลำอ้อยสีเหลืองอมเขียว รูปร่างปล้องคอด กลางป่อง ข้อโปน ทรงกอแคบ ตั้งตรง ไม่ล้มง่าย ออกดอกกลางเดือนธันวาคม อายุเก็บเกี่ยว 11-12 เดือน ผลผลิต 13-16 ตัน/ไร่ ความสูง 257 ซม.แหล่งปลูกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

       -อู่ทอง 4 ลำต้นสีเขียวอมเหลืองหรือม่วงขนาดลำปานกลาง มีขน กลางกาบใบ ทรงกอแผ่เล็กน้อย กว้างหักล้มปานกลาง ออกดอกปลายเดือนพฤศจิกายน-กลางเดือนธันวาคม อายุเก็บเกี่ยว 11-12 เดือน ซีซีเอส15.69 ผลผลิต 13-14 ตัน/ไร่ ความสูง 248 ซม. แหล่งปลูกภาคตะวันตกเฉพาะดินร่วนปนดินเหนียว

       -อู่ทอง 3 ใบใหญ่ตั้ง ปลายแหลม กาบใบมีสีม่วงปนเขียว ลอกกาบใบค่อนข้างยาว ทรงกอตั้งตรง แคบ ไม่หักล้ม ออกดอกปลายเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม อายุเก็บเกี่ยว 10-12 เดือน ซีซีเอส 15.90 ผลผลิต 13-14 ตัน/ไร่ ความสูง 231 ซม.ดินร่วนปนทรายสภาพไร่ในภาคตะวันตะตกและภาคเหนือตอนล่าง

       -อู่ทอง 2 ใบใหญ่ตั้ง ปลายแหลม กาบใบมีขนเล็กน้อย สะสมน้ำตาลเร็ว ออกดอกปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนธันวาคม ผลผลิต 14.0 ตัน/ไร่ ซีซีเอสมากกว่า 10 ความสูง 228 ซม.แหล่งปลูกเขตชลประทานภาคกลางและภาคตะวันตก

       -อู่ทอง 1 ปล้องคอดกลาง ใบมีขนาดใหญ่ ทรงใบตั้งโค้งกลางใบ กาบใบสีม่วง มีขนกาบใบเล็กน้อย ทรงกอตั้งตรง กว้าง ไม่หักล้ม ออกดอกปานกลาง อายุเก็บเกี่ยว 11-13 เดือน ผลผลิต 25.20 ตัน/ไร่ ซีซีเอส 11-12 ความสูง 250-350 ซม.แหล่งปลูกในภาคตะวันตะตก จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม

       -ชัยนาท 1 ใบมีขนาดใหญ่ ปล้องยาวโคนโต สีน้ำตาลอมเขียว ทรงกอแคบ ล้มง่าย ออกดอกประมาณเดือนตุลาคม ผลผลิต 15-18 ตัน/ไร่ แหล่งปลูกภาคตะวันออก

       อ้อยเคี้ยว

       - สุพรรณบุรี 72 ใบขนาดกลางปลายโค้งลำต้นสีเขียวอมเหลืองปล้องทรงกระบอก มีร่องเหนือตา ข้อคอดเล็กน้อย อายุเก็บเกี่ยว 9 เดือน ผลผลิตเนื้ออ้อย 6.3 ตันต่อไร่ ความสูง 270 ซม. แหล่งปลูกพื้นที่ดินร่วนเหนียว ดินร่วนปนทราย ที่สามารถให้น้ำได้

       - สุพรรณบุรี 50 ใบมีขนาดใหญ่ปลายโค้ง ลำต้นสีเขียวอมเหลือง ปล้องมีรูปร่างทรงกระบออกค่อนข้างยาว ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม อายุเก็บเกี่ยว 8 เดือน ผลผลิตน้ำอ้อยสูง 4,913 ลิตรต่อไร่ แหล่งปลูกในเขตภาคกลางและภาคตะวันตก

       2.พันธุ์ที่ได้จากงานวิจัยของกระทรวอุตสาหกรรม

       - พันธุ์ K 76-4 เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์ Co 798 กับพันธุ์ Co 775 ให้ผลผลิตอ้อยสด 14 ตัน/ไร่ ความหวาน 12 ซีซีเอส การแตกกอปานกลาง มี5-6 ลำต่อกอ ลำต้นสีเหลืองอมเขียว เจริญเติบโตได้เร็วทนทานต่อโรคใบขาวและหนอนเจาะลำต้น

       - พันธุ์ K 84-69 เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์ F 143 กับพันธุ์ ROC 1 ให้ผลผลิตอ้อยสด 12-15 ตันต่อไร่ ความหวาน 12-13 ซีซีเอส การแตกกอปานกลาง มี 5-6 ลำต่อกอ ลำต้นตรง สีเขียวมะกอก เจริญเติบโตเร็ว ลอกกาบค่อนข้างง่าย ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง และโรคแส้ดำ ปลูกในสภาพดินร่วนเหนียวดีกว่าร่วนทราย

       -พันธุ์ K 87-200 เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์ ROC 1 กับพันธุ์ CP 63-588 ให้ผลผลิตอ้อยสด 12-14 ตันต่อไร่ ความหวาน 13 ซีซีเอส การแตกกอน้อย ไว้ตอค่อนข้างดีออกดอกเล็กน้อย ลำต้นสีเขียวมะกอก ทรงกอแคบ ลำต้นตั้งตรง ทนทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง และโรคแส้ดำ ลอกกาบในง่าย ข้อวควรระวัง อ่อนแอต่อโรคกอตะไคร้และโรคใบขาว

       -พันธุ์ K 88-92 เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์อู่ทอง 1 กับพันธุ์ PL 310 ผลผลิตอ้อยสด 15 ตันต่อไร่ ความหวาน 12 ซีซีเอส การแตกกอปานกลาง ลำต้นขนาดปานกลางถึงใหญ่ การไว้ตอดี ออกดอกเล็กน้อย ลำต้นตรงสีเขียวมะกอก ต้านทานต่อโรคแส้แดง ต้านทานปานกลางต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง เจริญเติบโตเร็ว ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรครากเน่าและโรคใบขาว

       -พันธุ์ K 90-77 เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์ K 83-74 กับพันธุ์อู่ทอง 1 ผลผลิตอ้อยสด 12-20 ตันต่อไร่ ความหวาน 12-15 ซีซีเอส การแตกกอปานกลาง ไว้ตอได้ดี ไม่ออกดอกลำต้นสีเขียวเข้ม เมื่อถูกแสงแดดจะเป็นสีม่วง ทรงกอค่อนข้างกว้าง เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งได้ ต้านทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคตะไคร้ โรคยอดเน่า และโรคแส้ดำ ต้านทานต่อโรคหนอนเจาะยอดและหนอนเจาะลำต้น ข้อควรระวัง ลอกกาบใบได้ค่อนข้างยาก

       -พันธุ์ K 92-80 เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์ K84-200 กับพันธุ์ K 76-4 ผลผลิตอ้อยสด 16-19 ตันต่อไร่ ความหวาน 11-13 ซีซีเอส การแตกกอปานกลาง ขนาดลำต้นปานกลาง การไว้กอดีมาก ไม่ออกดอก ลำต้นสีเหลืองอมเขียว ทรงกอค่อนข้างกว้าง เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งปานกลาง ต้านทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคกอตะไคร้ โรคราสนิม โรคแส้ดำ และหนอนเจาะลำต้น ข้อควรระวัง งอกช้า อ่อนแอต่อโรคใบจุดเหลือง โรคยอดบิดและโรคใบจุดวงแหวน หักล้มง่าย กาบใบร่วงหลุดยาก

       -พันธุ์ K 92-213  เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์ K84-200 กับพันธุ์ K 84-74 ผลผลิตอ้อยสด 15-18 ตันต่อไร่ ความหวาน 11-13 ซีซีเอส การแตกกอปานกลาง ขนาดลำปานกลาง การไว้กอดี ออกดอกเล็กน้อย ลำสีเขียวอมเหลือง งอกเร็ว ทนแล้งปานกลางต้านทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคกอตะไคร้และโรคแส้ดำ ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคใบจุดเหลือง โรคยอดบิดและโรคใบจุดวงแหวน การหักล้มปานกลาง กาบใบร่วนหลุดยาก ควรปลูกในเขตชลประทาน

       -พันธุ์ K 93-219 เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์อู่ทอง 1 กับพันธุ์อีเหี่ยว ผลผลิตอ้อยสด 16-21 ตันต่อไร่ ความหวาน 12-14 ซีซีเอส การแตกกอปานกลาง ขนาดลำปานกลาง การไว้ตอดี ไม่ออกดอก  ลำต้นสีเขียว งอกเร็ว เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งปานกลาง ต้านทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคกอตะไคร้ โรคใบจุดเหลือง โรคราสนิม และโรคแส้ดำ ต้านทานต่อโรคหนอนเจาะลำต้น เก็บเกี่ยวอายุ 12 เดือน ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคใบจุดเหลือง การหักล้มปานกลาง กาบใบหลุดยาก

       -พันธุ์ K 93-347 เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์อู่ทอง 1 กับพันธุ์ K 84-200 ผลผลิตอ้อยสด 16-20 ตันต่อไร่ ความหวาน 11-13 ซีซีเอส การแตกกอปานกลาง ขนาดลำปานกลาง การไว้ตอดี ไม่ออกดอก  ลำต้นสีเขียว งอกเร็ว เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง ต้านทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคกอตะไคร้ และโรคแส้ดำ อายุเก็บเกี่ยว 12 เดือน ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคใบจุดเหลือง การหักล้มปานกลาง กาบใบร่วงหลุดยาก

       -พันธุ์ K 95-84 เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์K 90-79 กับพันธุ์ K 84-200 ผลผลิตอ้อยสด 16-20 ตันต่อไร่ ความหวาน 12-14 ซีซีเอส การแตกกอปานกลาง ลำขนาดใหญ่ (4.1-4.3 ซม.) การไว้ตอ ไม่ออกดอก ลำต้นสีเขียวมะกอกอมเหลือง เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งปานกลาง ลอกกาบใบง่าย ต้านทานปานกลางต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคกอตะไคร้ โรคราสนิม และโรคแส้ดำ ต้านทานปานกลางต่อโรคหนอนเจาะลำต้น ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคใบขาว และโรคยอดบิด

       3.พันธุ์ที่ได้จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยลัเกษตรศาสตร์

       - พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมเปิดของอ้อยพันธุ์ Kwt # 7 ผลผลิตอ้อย 13-16 ตันต่อไร่ ความหวาน 12-14 ซีซีเอส การแตกกอปานกลาง มี 5-6 ลำต่อกอ ไว้ตอได้ดี ออกดอกเล็กน้อยถึงปานกลาง ลำต้นสีเขียวเข้ม หากถูกแสงแดดสีเป็นสีม่วง ขนาดลำค่อนข้างเล็ก เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งได้ดี เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนหรือดินร่วนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดงและสารกำจัดวัชพืชบางชนิด

       -พันธุ์กำแพงแสน 89-200 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ IAC 50-326 กับพันธุ์ Co 331  ผลผลิตอ้อยสด 15-16 ตันต่อไร่ ความหวาน 11-13 ซีซีเอส การแตกอดี มี 6-8 ลำต่อกอ ขนาดลำปานกลาง ไว้ตอได้ค่อนข้างดี ออกดอกเล็กน้อยถึงปานกลาง ลำต้นตรงสีเขียวอมเหลือง เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง เก็บเกี่ยวอายุ 10-12 เดือน เจริญเติบโตได้ในดินร่วนและร่วนทราย ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง

       -พันธุ์กำแพงแสน 92-0447 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ F 146 กับพันธุ์ B 34164 ผลผลิตอ้อยสด 14-16 ตันต่อไร่ ความหวาน 10-12 ซีซีเอส การ แตกกอปานกลาง ขนาดลำปานกลาง การไว้ตอดี ออกดอกเล็กน้อย ลำต้นโตเร็ว สีเหลืองอมเขียว เจริญเติบโตเร็ว ค่อนข้างทนแล้ง อายุเก็บเกี่ยว 11-12 เดือน  ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง

       -พันธุ์กำแพงแสน 91-1336 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมเปิดของอ้อยพันธุ์ F 146 ผลผลิตอ้อยสด 15-17 ตันต่อไร่ ความหวาน 11-13 CCS การแตกกอดี ขนาดลำปานกลาง การไว้ตอดี ออกดอกปานกลาง ลำต้นซิกแซ็ก สีเขียวอมเหลือง เจริญเติบโตเร็ว ค่อนข้างทนแล้ง อายุเก็บเกี่ยว 11-12 เดือน  ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง

       การเลือกพื้นที่ปลูกอ้อย

       พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกอ้อย ควรเป็นที่ดอน หรือที่ลุม ไม่มี น้ำท่วมขัง สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,500 เมตร ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ การคมนาคมสะดวก อยู่ห่างจากโรงงานน้ำตาลไม่เกิน 60 กิโลเมตร

       การเตรียมดิน

       การปลูกอ้อย 1 ครั้ง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 3-4 ปี หรือมากกว่า ดังนั้น การเตรียมดินปลูกจะมีผลต่อ ผลผลิตของอ้อยตลอดเวลาที่ไว้ตอ โดยทั่วไปหลังจากตัดอ้อยตอปีสุดท้ายแล้ว เกษตรกรมักจะเผาเศษซากอ้อยและตออ้อยเก่าทิ้ง เพื่อสะดวกต่อการเตรียมดิน เพราะเศษซากอ้อยจะทำให้ติดล้อรถแทรกเตอร์ลื่น หมุนฟรี  มักจะม้วนติดพันกับผาลไถ ทำให้ทำงานไม่สะดวก จาก การทดลองใช้จอบหมุนสับเศษซากใบอ้อยแทนการเผา พบว่า สามารถ ช่วยอนุรักษ์อินทรียวัตถุในดินได้เป็นอย่างดี

       ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี  ได้พัฒนาผาลจักรสับเศษซากอ้อย คลุกเคล้าลงดินใช้ได้ผลดี และประหยัดกว่าใช้จอบหมุน หลังจากไถกลบเศษซากอ้อยลงดินแล้ว ควรมีการปรับหน้าดินให้เรียบ และมีความราดเอียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 0.3 เปอร์เซ็นต์) เพื่อสะดวกในการให้น้ำและระบายน้ำออกจากแปลงกรณีฝนตกหนักและป้องกันน้ำขังอ้อยเป็นหย่อมๆ เมื่อปรับพื้นที่แล้ว ถ้าเป็นแปลง มีชั้นหน้าดินดาน ควรมีการใช้รถไถระเบิดดินดาน ไถลึกประมาณ 75 ซม. โดยไถเป็นตารางหมากรุก หลังจากนั้น จึงใช้ถึงจาย (3 ผาล หรือ 4 ผาล ตามกำลังของแทรกเตอร์) และพรวนดินตามปกติ แล้วจึงยกร่องปลูก หรือถ้าจะปลูกโดยใช้เครื่องปลูกก็ไม่ต้องยกร่อง

       ข้อควรระวังในการเตรียมดิ 

      1. ควรไถเตรียมดิน ขณะดินมีความชื้นพอเหมาะไม่แห้ง หรือเปียกเกินไป

       2. ควรเตรียมดินโดยใช้ไถจานสลับกับไถหัวหมู เพื่อไม่ให้ความลึก ของรอยไถอยู่ในระดับเดิมตลอด และการใช้ไถ

จานตลอด จะทำให้เกิดชั้นดินดานได้ง่าย

       3. ไม่ควรไถพรวนดินจนดินละเอียดเป็นฝุ่น เพราะดินละเอียด เมื่อถูกฝนหรือ มีการให้น้ำจะถูกชะล้างลงไปอุดอยู่ตาม

ฃ่องว่างระหว่างเม็ดดิน ทำให้การระบายน้ำและอากาศไม่ดี

       การเตรียมท่อนพันธุ์

       1. ควรมาจากแปลงพันธุ์ที่มีความสม่ำเสมอตรงตามพันธุ์ ปราศจาก โรคและแมลง มีอายุที่เหมาะสม คือประมาณ    8-10 เดือน        

       2. เกษตรกรควรทำแปลงพันธุ์อ้อยไว้ใช้เอง เพื่อลดค่าใช้จ่าย ในการชื้อพันธุ์อ้อย และเป็นการวางแผนการปลูกอ้อย     

ที่ถูกต้อง

 

        3. มีการป้องกันกำจัดโรคและแมลงที่ถูกต้อง เช่น มีการชุบน้ำร้อน 50 องศาเชลเชียส 2 ชั่วโมง หรือ 52 องศาเชลเชียส ครึ่งชั่วโมง เพื่อป้องกัน โรคใบด่าง โรคตอแคระแกร็น โรคกลิ่นสับปะรด ลดการเป็นโรคใบขาวและโรคกอตะไคร้อย่างไรก็ตาม ท่อนพันธุ์ที่จะชุบน้ำร้อนควรมีอายุประมาณ 8-10 เดือน เพราะว่า ถ้าใช้ท่อนพันธุ์อายุน้อยกว่า 8 เดือน เปอร์เซ็นต์ ความงอกของอ้อยจะลดลง

       4. การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 10-20 กก.N/ไร่ ก่อนการตัดอ้อย ไปทำพันธุ์ 1 เดือน ช่วยทำให้อ้อยมีความงอก และความแข็งแรงของหน่ออ้อยดีขึ้น                   

       5. อ้อยจากแปลงพันธุ์ 1 ไร่ (อายุ 8-10 เดือน) สามารถ ปลูกขยายได้ 10 ไร่     

       ฤดูปลูก             

        การปลูกอ้อยปัจจุบัน สามารถแบ่งตามฤดูปลูกได้เป็น 2 ประเภท

       1. การปลูกอ้อยต้นฝน ซึ่งยังแบ่งเป็น 2 เขต คือ

       - ในเขตชลประทาน (20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกอ้อย ทั้งประเทศ) ส่วนใหญ่จะปลูกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน

       - ในเขตอาศัยน้ำฝน ส่วนใหญ่จะปลูกในช่วงเดือน เมษายนถึงมิถุนายน

       2. การปลูกอ้อยปลายฝน (การปลูกอ้อยข้ามแล้ง) สามารถทำได้ เฉพาะในบางพื้นที่ของภาดตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกที่มีปริมาณและการกระจายของฝนดี และดินเป็นดินทรายหรือดินร่วนปนทราย การปลูกอ้อยประเภทนี้จะปลูกประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงธันวาคม

       วิธีปลูก

       การปลูกอ้อยต้นฝนในเขตชลประทาน พื้นที่ปลูกอ้อยประเภทนี้มีประมาณ 1 ล้านไร่ ซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ใน เขตภาคกลาง และภาคตะวันออก เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตอ้อยสูง ถ้ามีการจัดการที่ดี และตั้งเป้าหมายไว้ว่า ผลผลิตอ้อยในเขตนี้ไม่ควรต่ำกว่า 15 ตันต่อไร่ การปลูกอ้อยในเขตนี้ มีการปรับเปลี่ยนวิธีปลูก เพื่อให้เหมาะสสมกับการใช้เครื่องจักรกลเกษตร เช่น เครื่องปลูก เครื่องใส่ปุ๋ย เครื่องกำจัดวัชพืช และรถเก็บเกี่ยว เป็นต้น

       - ถ้าใช้คนปลูกจะยกร่องกว้าง 1.4-1.5 เมตร (เดิมใช้ 1.3 เมตร) วางพันธุ์อ้อยเป็นลำโดยใช้ลำเดี่ยวเกยกันครึ่งลำ หรือ2 ลำคู่ ตามลักษณะการแตกกอของพันธุ์อ้อยที่ใช้ ตัวอย่างเช่น ถ้าใช้อ้อยพันธุ์ K 84-200 ซึ่งมีการแตกกอน้อย ควรปลูก 2 ลำคู่ หลังจากวางพันธุ์อ้อยควรใช้จอบสับลำอ้อยเป็น 2-3 ส่วน แล้วกลบด้วยดินหนาประมาณ 5 เซนติเมตร

      

       - ถ้าใช้เครืองปลูก หลังจากเตรียมดินแล้ว ไม่ต้องยกร่อง จะใช้ เครื่องปลูกติดท้ายแทรกเตอร์ โดยจะมีตัวเปิดร่อง และช่องสำหรับใส่ พันธุ์อ้อยเป็นลำ และมีตัวตัดลำอ้อยเป็นท่อนลงในร่อง และมีตัวกลบดิน ตามหลัง และสามารถดัดแปลงให้สามารถใส่ปุ๋ยรองพื้น พร้อมปลูกได้เลย ปัจจุปันมีการใช้เครื่องปลูกทั้งแบบเดี่ยวและแถวคู่ โดยจะปลูกแถวเดี่ยว ระยะแถว 1.4-1.5 เมตร ในกรณีนร้ใช้พันธุ์อ้อยที่แตกกอมาก และจะปลูกแถวคู่ระยะแถว 1.4-1.5 เมตร ระยะระหว่างคู่แถว 30-40 เซนติเมตร ในกรณีใช้พันธุ์อ้อยที่แตกกอน้อย ปัจจุบันในประเทศ ออสเตรเลียมีการใช้เครื่องปลูกอ้อยเป็นท่อน (billet planter) โดยใช้รถตัดอ้อยตัดพันธุ์อ้อยเป็นท่อน แล้วนำมาใส่เครื่องปลูกที่สามารถ เปิดร่องและโรยท่อนพันธุ์อ้อยแล้วกลบเหมือนปลูกพืชที่ใช้เมล็ดอย่างอื่น เช่น ข้าวโพดหรือถั่วต่าง ๆ

       การปลูกอ้อยต้นฝนในขตอาศัยน้ำฝน พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่จะอยู่ในประเภทนี้ และเป็นพื้นที่ที่มีความแปรปรวนในเรื่องผลผลิตสูงและผลผลิตเฉลี่ยของอ้อยต่ำกว่า 10 ตันต่อไร่ มีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ปริมาณและการกระจายตัวของฝนไม่ดี และดินส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การใส่ปุ๋ยก็จะมีความเสี่ยงสูงและ หาจังหวะการใส่ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูง (ถ้าดินไม่มีตวามชื้น พืชก็ดูดปุ๋ยที่ใส่ไปใช้ไม่ได้

       แนวทางที่จะพัฒนาผลผลิตอ้อยในเขตนี้ก็คือ ต้องพยายามหาแหล่งน้ำ (น้ำใต้ดิน , ขุดสระเก็บกักน้ำ) เพื่อให้น้ำอ้อนได้ในช่วงวิฟฤตและที่สำคัญ คือ ถ้ามีน้ำสามารถปลูกอ้อยได้เร็วโดยไม่ต้องรอฝน (ปลูกได้ก่อนสิ้นเดือน พฤษภาคม) ก็จะสามารถเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของอ้อยในเขตนี้ได้ เพราะอ้อยที่ปลูกล่า (หลังเดือนพฤษภาคม) ทั้งผลผลิต และคุณภาพจะต่ำเพราะอายุอ้อยยังน้อยช่วงตัดเข้าโรงงาน วิธีการปลูกอ้อยในเขตนี้จะคล้ายกับ ในเขตชลประทานจะแตกต่างก็เพียงระยะห่างระหว่างร่องในพื้นที่จะใช้แคบกว่า คือ ประมาณ 0.9-1.2 เมตร เพราะอ้อยในเขตนี้จะแตกกอ น้อยกว่าการลดระยะแถวลง ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนลำเก็บเกี่ยว อ้อยต่อพื้นที่ได้ และปัจจุบันเกษตรกรในหลายพื้นที่ (เช่น อำเภอบ่อพลอย  จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) เปลี่ยมมาปลูกอ้อย แถวคู่ โดยใช้ระยะระหว่างคู่ 1.4-1.5 เมตร และระยะในคู่แถว 30-40 เซนติเมตร และได้ผลผลิตไกล้เคียงกับการปลูกแถวแคบ แต่การจัดการในไร่อ้อยจะสะดวกกว่าเพราะใช้เครื่องจักรเข้าทำงานได้

       การปลูกอ้อยปลายฝน (ปลูกข้ามแล้ง)

เป็นการปลูกอ้อยโดยอาศัยความชื้นในดินช่วงปลายฤดูฝน เพื่อให้อ้อยงอกและเจริญเติบโตอย่างช้าๆ ไปจนกว่าอ้อยจะ ได้รับน้ำฝนต้นฤดูเป็นวิธีการปลูกอ้อยที่ได้ผลในเขตปลูกอ้อยอาศัยน้ำฝนบางพื้นที่ที่ดินเป็นดินทราย หรือดินร่วนปนทราย และที่สำคัญ จะต้องมีปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี และมีการ กระจายตัวดี โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดู (กุมภาพันธุ์ ถึง เมษายน) จะต้องมีปริมาณฝนที่พอเพียงกับเจริญเติบโตของอ้อยในช่วงแรก การเตรียมดินปลูกจะต้องไถเตรียมดินหลายครั้ง จนหน้าดินร่วนซุย (เพื่อตัด sapillary pore) เป็นการรักษาความชื้นในชั้นดิน หลังจาก เตรียมดินควรรีบยกร่องและปลูกให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทนกับความชื้น และควรยกร่องปลูกวันต่อวัน

       พันธุ์อ้อยที่ใช้ปลูกข้ามแล้ง จะเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างแก่ คือ อายุประมาณ 8-10 เดือน เกษตรกรนิยมปลูกอ้อยแบบทั้งลำ โดยจะชักร่องให้ลึก ระยะแถว 1.0-1.3 เมตร และวางลำอ้อยในร่องและใช้จอบสับลำอ้อยเป็น 2-3 ส่วน  กลบดินหนาประมาณ 10-15 เซนติเมตร และใช้เท้าเหยียบดิน ที่กลบให้แน่พอประมาณ เพื่อให้ท่อนพันธุ์อ้อยสัมผัสกับดินชื้นมากที่สุด ปัจจุบันมีการใช้เครื่องปลูกในพื้นที่นี้มากขึ้น โดยจะตั้งเครื่องปลูกให้ลึกกว่าปกติ

  • ข้อดีของการปลูกอ้อยด้วยวิธีนี้ คือ

       - อ้อยที่ปลูกโดยวิธีนี้จะมีอายุไม่น้อยกว่า 12 เดือน ในช่วงต้นอ้อยเข้าโรงงาน ทำให้ทั้งผลผลิตและคุณภาพ (ความหวาน) ดีกว่าอ้อยที่ปลูกต้นฝน

       -ปัญหาเรื่องวัชพืชรบกวนอ้อยในช่วงแรกจะน้อย เพราะหน้าดิน จะแห้งอยู่ตลอดเวลา ในช่วงแรกของการเจริญเติบโต

  • ข้อเสียของการปลูกอ้อยด้วยวิธีนี้ คือ

       - ถ้ามีฝนตกหลังปลูกหรือช่วงอ้อยยังเล็ก จะทำให้หน้าดินแน่น อ้อยเจริญเติบโตไม่ดีจำเป็นต้องคราดหน้าดิน เพื่อไม่ให้หน้าดินแน่นรัดหน่ออ้อย

       -ในบางปีฝนต้นฤดูน้อย หรือมาล่า อาจทำให้อ้อยเสียหายได้

       การปลูกซ่อม

       การปลูกอ้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงนั้น อ้อยปลูกจะต้องมีหลุมขาดหาย น้อยที่สุด และหลุมที่ขาดหายต่อเนื่องเกิน 1 หลุม อ้อยหลุมข้างเคียงจะ ไม่สามารถชดเชยผลผลิตได้ ดังนั้น ถ้ามีหลุมขาดหายต่อเนื่องกันมาก ควรมีการปลูกซ่อม และต้องปลูกซ้อมภายใน 20 วันหลังปลูก เพื่อให้อ้อยที่ปลูกซ่อมเติบโตทันอ้อยปลูกปกติ

       สำหรับในอ้อยตอ ไม่แนะนำให้ปลูกซ่อม เพราะอ้อยที่ปลูกซ่อม ในอ้อยตอจะมีเปอร์เซ็นต์รอดน้อย  และถึงจะรอดก็ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากถูก กออ้อยค่อนข้างบังแสง ดังนั้น ในอ้อยตอที่มีหลุมตายหรือขาดหายมาก เกินกว่าที่หลุมข้างเคียงจะแตกกอชดเชยได้ ก็ควรจะรื้อตอและปลูกใหม่

       การให้น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตอ้อย

       น้ำเป็นปัจจัยการผลิตหลักที่มีผลต่อการเพิ่มผลผลิตอ้อย หากอ้อยได้รับน้ำอย่างเพียงพอตลอดช่วงการเจริญเติบโต ผลผลิตอ้อยจะได้ไม่ต่ำกว่า 15 ตันต่อไร่ อ้อยต้องการน้ำเพื่อใช้ ในการเจริญเติบโตและสร้างน้ำตาล อ้อยที่ขาดน้ำจะเจริญเติบโตช้า ผลผลิตต่ำ และให้ความหวานต่ำ

       พื้นที่เพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก มีเพียงส่วนน้อยที่อยู่ในเขตชลประทาน อ้อยต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโตตลอดปี ประมาณ 1,500 มิลลิเมตร การเพิ่มผลผลิตอ้อยให้สูงขึ้นจึงจำเป็นต้องใช้น้ำชลประทานหรือน้ำบาดาลช่วย การให้น้ำแก่อ้อยจะทำให้ความสามารถในการไว้ตอดีขึ้น เป็นการลดต้นทุนการผลผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวไร่อีกหนึ่งทาง

       ความต้องการน้ำและการตอบสนองต่อการให้น้ำของอ้อย

       การผลิตอ้อยให้ได้ผลผลิตสูงนั้น อ้อยจะต้องได้รับน้ำ (น้ำฝน/ชลประทาน) อย่างพอเพียงตลอดระยะเวลาการเจริญเติบโต ความต้องการน้ำของอ้อยจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ และช่วงระยะ การเจริญเติบโต ได้แบ่งระยะความต้องการน้ำของอ้อยไว้ 4 ระยะ คือ

       1. ระยะตั้งตัว (0-30 วัน) เป็นระยะที่อ้อย เริ่มงอกจนมีใบจริง และเป็นตัวอ่อน ระยะนี้อ้อยต้องการน้ำในปริมาณไม่มาก เพราะรากอ้อยยังสั้นและการคายน้ำยังมีน้อย ดินจะต้องมีความชื้น พอเหมาะกับการงอก ถ้าความชื้นในดินน้อยเกินไป ตาอ้อยจะไม่งอก หรือถ้างอกแล้วก็อาจจะเหี่ยวเฉาและตายไป ในสภาพดินที่แห้งแล้ว ผิวหน้าฉาบเป็นแผ่นแข็ง ก็อาจทำให้หน่ออ้อยไม่สามารถแทงโผล่ขึ้นมาได้ ดังนั้น ในระยะนี้การให้อ้อยควรให้ในปริมาณน้อยและบ่อยครั้ง เพื่อทำให้สภาพความชื้นดินเหมาะสม

       2.ระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น (31-170 วัน ระยะรากอ้อยเริ่มแพร่กระจายออกไปทั้งในแนวดิ่ง เป็นระยะที่อ้อยกำลังแตกกอและสร้างปล้องเป็นช่วงที่อ้อยต้องการน้ำมาก ถ้าอ้อยได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอในระยะนี้ จะทำให้อ้อยมีจำนวน ลำต่อกอมาก ปล้องยาว ทำให้อ้อยลำยาว และผลผลิตสูง การให้น้ำ จึงต้องให้บ่อยครั้ง

       3. ระยะสร้างน้ำตาลหรือช่วงสร้างผลผลิต(171-295 วัน) ช่วงนี้พื้นที่ใบอ้อยที่ใช้ประโยชน์ได้จะน้อยลง อ้อยจะคายน้ำน้อยลง และตอบสนองต่อแสงแดดน้อยลง จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำบ่อย ให้เฉพาะช่วงที่อ้อยเริ่มแสดงอาการขาดน้ำ

       4. ระยะสุกแก่ (296-330 วัน) เป็นช่วงที่อ้อยต้องการน้ำน้อย และในช่วงก่อนเก็บเกี่ยว 6-8 สัปดาห์ ควรหยุดให้น้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำในลำต้นอ้อยและบังคับให้น้ำตาลทั้งหมดในลำต้นอ้อยเปลี่ยนเป็นน้ำตาลซูโครส

       ระบบการให้น้ำอ้อย

       การเลือกระบบการให้น้ำอ้อยที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของดิน ความาดเอียงของพื้นที่ ต้นทุน และความพร้อมในการนำน้ำมาใช้ รวมทั้งความพร้อมในด้านแรงงาน และอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรในการให้น้ำ ระบบการให้น้ำอ้อย ในปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ทั้งในและต่างประเทศมีดังนี้

       1. การให้น้ำแบบร่อง (Furrow irrigation) เป็นระบบการให้น้ำอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ เพราะเป็นระบบที่ใช้ต้นทุนต่ำ สะดวกและง่ายในการปฏิบัติ แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ที่แปลงปลูกอ้อยจะต้องค่อนข้างราบเรียบ โดยมีความลาดชัน ไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ ประสิทธิภาพของการให้น้ำแบบร่องจะผันแปรอยู่ระหว่าง 30-90 เปอร์เซ็นต์ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำได้ โดยการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยปกติการให้น้ำ ระบบนี้จะมีร่องน้ำที่หัวแปลงหรืออาจใช่ท่อหรือสายยางที่มีช่องปฺดให้น้ำไหล เข้าร่องอ้อยแต่ละร่อง เมื่อน้ำไหลไปจนสุดร่องแล้วอาจยังคงปล่อยน้ำ ต่อไปอีกเพื่อให้น้ำชึงลงในดินมาก ขึ้นน้ำที่ท้ายแปลงอาจระบายออก หรือเก็บรวบรวมไว้ในบ่อพักเพื่อนำกับมาใช้อีก ในแปลงอ้อยที่มี ความลาดชันน้อยมาก (ใกล้ 0 เปอร์เซ็นต์) สามารถจัดการให้น้ำโดย ไม่มีน้ำเหลือทิ้งท้ายแปลงได้ ดโยปรับสภาพพื้นที่ให้มีความลาดชันน้อยที่สุด หรือเป็นศูนย์และทำคันกั้นน้ำตลอดท้ายแปลง น้ำที่ให้ไปสุดท้ายแปลง จะถูกดักไว้โดยคันกั้นน้ำ ทำให้น้ำมีเวลาซึมลงในดินมากขึ้น วิธีนี้จะ เหมาะกับดินที่มีการซึมน้ำช้า และน้ำที่จะให้มีจำกัด แม้ว่าการให้น้ำระบบร่องจะใช้ได้กับพื้นที่มีความลาดเอียงไม่เกิน 3 เปอร์เซนต์ แต่ส่วนใหญ่ แล้วจะใช้กับพื้นที่ที่มีความลาดเอียงไม่เกิน 1 เปอร์เซนต์ สำหรับความยาวร่องที่ใช้มีตั้งแต่ 25 เมตร ถึง 1,000 เมตร รูปร่างของร่องและอัตราการไหลของน้ำ ขึ้นกับชนิดของดินและความลาดชัน ของพื้นที่ สำหรับดินที่มีความสามารถ ในการซึมน้ำได้ดี ควรใช้ร่องปลูกรูปตัว V และมีสันร่องกลาง เพื่อให้น้ำไหลได้เร็วและลดการสูญเสียน้ำ จาก การซึมลึกในแนวดิ่ง ในทางกลับกัน สำหรับดินที่มีการซึมน้ำแล้ว ควรใช้ ร่องที่มีกันร่องกว้างและสันร่องแคบ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสของดินกับน้ำ ทำให้น้ำซึมลงดินได้ทั่วถึง

       2. การให้น้ำแบบพ่นฝอย (Sprinklerirrigation) การให้น้ำแบบนี้ใช้ได้กับทุกสภาพพื้นที่และทุกชนิด ประสิทธิภาพ ในการใช้น้ำอาจเกิน 75 เปอร์เซ็นต์ได้ ถ้ามีการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม การให้น้ำแบบนี้มีหลายรูปแบบ เช่น

       -สปริงเกลอร์หัวใหญ่ ต้องใช้ปั้มน้ำแรงดันสูงและมีทางวิ่งถาวร ในแปลงอ้อย

       -สปริงเกลอร์แบบหัวเล็กเครื่องย้ายได้ ใช้สำหรับปลูกอ้อยหรือ อ้อยตออายุน้อยและปริมาณน้ำที่มีกำจัด มีข้อเสียคือ ต้องใช้แรงานมากในการเครื่องย้าย และไม่สามารถใช้กับอ้อยสูงได้

       -สปริงเกลอร์แบบหัวเล็กบนแขนระนาบ(Lateral move irrigators) ข้อดีคือการให้น้ำในพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้แรงานน้อย แต่มีข้อเสียคือใช้ต้นทุนสูงสำหรับอุปกรณ์และเครื่องมือ

       -สปริงเกลอร์หัวเล็กบนแขนที่เคลื่อนเป็นวงกลมรอบจุดศูนย์กลาง (Centre-pivotirrigators)

       3. การให้น้ำแบบหยด (Drip irri-gation) เป็นวิธีให้น้ำที่มีประสิทธิภาพในการให้น้ำสูงสุด โดยสามารถให้น้ำเฉพาะรอบๆรากพืช และสามารถให้ปุ๋ยและสารเคมี ป้องกันกำจัดศัตรูพืชไปพร้อมกับน้ำได้เลย ปัจจุบันมีใช้กันอยู่ 2 แบบคือ

       -ระบบน้ำหยดบนผิวดิน (Surface system) ระบบนี้จะวางสายให้น้ำบนผิวดินในแนวกึ่งกลางร่อง หรือข้างร่อง อาจวางทุกร่องหรือร่องเว้นร่อง

       -ระบบหยดใต้ผิวดิน (Subsurface system) ระบบนี้จะต้องวางสายให้น้ำก่อนปลูกโดยปกติฝังลึกประมาณ 25-30 ซม. และสายให้น้ำจะอยู่ใต้ท่อนพันธุ์อ้อยประมาณ 10 ซม.

       การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

       อ้อยปลูก

       - ไถ 1-2 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวนดินแล้วคราดเก็บเศษซาก รากเหง้า หัวและไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลงปลูก

       - กำจัดวัชพืชด้วยแรงงาน หรือเครื่องจักรกล 1-2 ครั้ง ในช่วงอ้อยอายุ 1-2 เดือน หรือเมื่อวัชพืชมี 4-5 ใบ หรือก่อนวัชพืชออกดอก

       - ในเขตชลประทาน ควรปลูกพืชบำรุงดินแซมระหว่างร่องอ้อย เช่น ถั่วพร้า อัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ โดยปลูกทันทีหลังปลูกอ้อย แล้วไถกลบเมื่ออายุ 1-2 เดือน พร้อมการให้ปุ๋ย

       - ในกรณีที่การกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอควรพ่นสารกำจัดวัชพืช ฉีดพ่นตามคำแนะนำ

       อ้อยตอ

      - หลังตัดแต่งตออ้อย ให้ใช้ใบและยอดอ้อยคลุมดินตามคำแนะนำ

       - ใช้เครื่องสับใบอ้อย พรวนจาน หรือจอบหมุนคลุกใบอ้อยลงดินก่อนให้ปุ๋ย

       - ในระยะอ้อยแตกกอ ถ้ามีวัชพืชปริมาณมาก ควรกำจัดวัชพืชด้วยแรงานหรือเครื่องจักรกล 1 ครั้ง หรือพ่นสารกำจัดวัชพืช

       การเก็บเกี่ยว

      - เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุ 10-14 เดือนหลังปล ก สังเกตจากยอดอ้อยจะมีข้อถี่กว่าปกติ

       - น้ำอ้อยมีความหวานมากกว่า 10 ซีซีเอส หรือมีค่าบริกซ์ของส่วนกลางและปลายลำอ้อยแตกต่างกันน้อยกว่า 2

       - ควรตัดอ้อยตอเข้าโรงงานก่อนอ้อยปลูก

 

ปุ๋ยอ้อย:การใส่ปุ๋ยอ้อยให้ได้ผลผลิตสูง 15-25 ตันต่อไร่|คลิ๊กที่นี่!

ปุ๋ยอ้อย:การใส่ปุ๋ยอ้อยให้ได้ผลผลิตสูง 15-25 ตันต่อไร่|คลิ๊กที่นี่!

การใส่ปุ๋ยเคมีในอ้อยให้ได้ผลผลิตสูง

การใส่ปุ๋ยในอ้อยน้ำตาลหรืออ้อยโรงงาน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีในอ้อยหลังปลูกหรือหลังแต่งตออ้อย 2 ครั้ง สำหรับดินร่วน ดินร่วนเหนียวหรือดินเหนียว ให้ปุ๋ยเคมีตรา 5 นางฟ้าทรงฉัตรสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ผสมแร่โดโลไมท์ ครั้งแรกเมื่ออ้อยอายุ 1 เดือน อัตรา 35 กก./ไร่ ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 3 เดือน อัตรา 40 กก./ไร่ ถ้าเป็นอ้อยตอ ให้ใส่ปุ๋ยอ้อยตรา 5 นางฟ้าทรงฉัตรยูเรียสูตร 30-0-0 เพิ่ม 25 กิโลกรัมต่อไร่ อ้อยที่ปลูกในดินร่วนปนทรายให้ปุ๋ยเคมี5นางฟ้าทรงฉัตรสูตร 15-15-15 หรือปุ๋ยสูตร 15-7-18 ครั้งแรก พร้อมปลูกอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่สองเมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเป็นอ้อยตอ ให้ใส่ปุ๋ยอ้อยนางฟ้าทรงฉัตรสูตร 30-0-0 เพิ่ม 25 กิโลกรัมต่อไร่ ในอ้อยปลูก ให้ปุ๋ยแบบโรยเป็นแถวข้างกออ้อยแล้วพรวนกลบ ในอ้อยตอ ให้ฝังกลบปุ๋ยห่างจาก กออ้อย 10-15 เซนติเมตร- อ้อยปลูกและอ้อยตอ ที่ปลูกในเขตชลประทาน เมื่ออายุ 2-3 เดือน ให้เพิ่มปุ๋ยเคมีสูตร 30-0-0 ตรา 5 นางฟ้าทรงฉัตร อัตรา 25 กก./ไร่ จะได้อ้อยที่ให้ผลผลิตสูงเพิ่มความหวานและน้ำตาลในอ้อย

เอกสุพรรณ

 

ราคาปุ๋ยเคมีalt

ปุ๋ยอ้อย

 

 

ปุ๋ยตราบัวทิพย์,ปุ๋ยตราหัววัวคันไถ,ปุ๋ยไข่มุก,ปุ๋ยตราเรือใบไวกิ้ง,ปุ๋ยปูแดง,ปุ๋ยตราหัวไก่,ปุ๋ยตราชาวไร่,ปุ๋ยตรากระต่าย,ปุ๋ยตรากระรอก,ทอชตราคบเพลิง,ปุ๋ยตราค้างคาว,ปุ๋ยตราดอกบัว,ปุ๋ยตราทีพีไอ,ปุ๋ยตรานกอินทรีคู่,ปุ๋ยตราภูเขาทอง,ปุ๋ยตราม้าบิน,ปุ๋ยตรารุ่งอรุณ,นางฟ้า,ปุ๋ยนางฟ้า,5นางฟ้า,ทรงฉัตรอ้อย,ปุ๋ยอ้อย,อ้อยตอ,อ้อยปลูก,อ้อยน้ำตาล,ปุ๋ยเคมี,ไร่อ้อย,น้ำอ้อย,โรคอ้อย,วิธีปลูกอ้อย,ใส่ปุ๋ยอ้อย

ปุ๋ยนาข้าว|ปุ๋ยอ้อย|ปุ๋ยมันสำปะหลัง|ปุ๋ยยางพารา|ปุ๋ยข้าวโพด|ปุ๋ยปาล์ม|ปุ๋ยใส่ผักผลไม้|ราคาปุ๋ย

 

เอกสุพรรณ

ราคาปุ๋ยเคมีalt

 

 

ความรู้เกี่ยวกับการปลูกอ้อย

การเลือกพันธุ์
* ผลผลิตสูง และมีคุณภาพความหวานมากกว่า 10 ซีซีเอส
* ต้านทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง แส้ดำ กอตะไคร้ ทนทานต่อหนอนกอลายจุดใหญ่ หรือหนอนกอลายจุดเล็ก ศัตรูที่สำคัญในแต่ละแหล่งปลูก
* เจริญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ
* ไว้ตอได้ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง และผลผลิตไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของอ้อยปลูก

พันธุ์อ้อย 
ในการปรับปรุงพันธุ์อ้อยมีหน่วยงานที่ดำเนินการหลายหน่วยงาน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัทมิตรผล การดำเนินงานจะเริ่มตั้งแต่การผสมพันธุ์ คัดเลือกพันธุ์และทดสอบพันธุ์ โดยการคัดเลือกในสภาพแวดล้อมในแหล่งปลูกอ้อยของประเทศไทย พันธุ์อ้อยที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์จะมีลักษณะ ผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต และลักษณะทางการเกษตรที่ดีเด่น แตกต่างกันขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่ทดสอบ และคัดเลือกพันธุ์ ชาวไร่จึงจำเป็นต้องเลือกพันธุ์โดยอาศัยคำแนะนำจากเอกสารแนะนำพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของตน

1. พันธ์รับรอง/แนะนำของกรมวิชาการเกษตร

อ้อยโรงงาน
- พันธุ์อู่ทอง 6 ลำต้นมีขนาดใหญ่ ปล้องรูปทรงกระบอก กาบใบสีม่วง ไม่มีขน ทรงกอตั้งสูง ออกดอกยาก อายุเก็บเกี่ยว 11-12 เดือน
ผลผลิต 18.04 ตัน/ไร่ ซีซีเอส 13.59 ความสูง 299 ซม
ดินร่วนปนทราย เขตกึ่งชลประทาน
- พันธุ์มุกดาหาร ใบแคงตั้ง ปลายใบโค้ง กาบใบสีเขียวปนม่วง
ปล้องรูปทรงกระบอก ทรงกอตั้งตรง ล้มง่าย อายุเก็บเกี่ยว
12-14 เดือน ผลผลิต 13.4 ตัน/ไร่ ความสูง 274 ซม
ดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนเหนียวปนทรายในจังหวัดมุกดาหาร
และกาฬสินธุ์
- อู่ทอง 5 รูปร่างปล้อง ลำต้นเมื่อถูกแสงให้สีม่วงอมเขียว ทรงกอ
ตั้งตรง ออกดอกปลายเดือนตุลาคม อายุเก็บเกี่ยว 10-11
เดือน ผลผลิตอ้อยตอ1 เฉลี่ย 10.95 ตัน/ไร่ อ้อยตอ 2 เฉลี่ย
8.87 ตัน/ไร่ ซีซีเอส อ้อยตอ1 เฉลี่ย 1.71 และอ้อยตอ2 เฉลี่ย 1.40 ความสูง 264 ซม.ดินร่วนปนทรายเขตใช้น้ำฝนภาคกลาง และภาคตะวันออก
- ขอนแก่น 1 ใบแผ่ตั้งสีเขียวเข้ม ลำอ้อยสีเหลืองอมเขียว
รูปร่างปล้องคอด กลางป่อง ข้อโปน ทรงกอแคบ ตั้งตรง
ไม่ล้มง่าย ออกดอกกลางเดือนธันวาคม อายุเก็บเกี่ยว 11-12 เดือน
ผลผลิต 13-16 ตัน/ไร่ ความสูง 257 ซม.แหล่งปลูกภาคตะวันออก
เฉียงเหนือ
- อู่ทอง 4 ลำสีเขียวอมเหลืองหรือม่วง ขนาดลำปานกลาง มีขน กลางกาบใบ ทรงกอแผ่เล็กน้อย กว้าง หักล้มปานกลาง 
ออกดอกปลายเดือนพฤศจิกายน-กลางเดือนธันวาคม อายุเก็บเกี่ยว
11-12 เดือน ซีซีเอส 15.69 ผลผลิต 13-14 ตัน/ไร่ ความสูง
248 ซม. แหล่งปลูกภาคตะวันตกเฉพาะในดินร่วนปน ดินเหนียว
- อู่ทอง 3 ใบใหญ่ตั้ง ปลายแหลม กาบใบมีสีม่วงปนเขียว ลอกกาบใบค่อนข้างยาว ทรงกอตั้งตรง แคบ ไม่หักล้ม ออกดอก
ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม อายุเก็บเกี่ยว
10-12 เดือน ซีซีเอส 15.90 ผลผลิต 13-14 ต้น/ไร่
ความสูง 231 ซม.ดินร่วนปนทรายสภาพไร่ในภาคตะวันตกและ
ภาคเหนือตอนล่าง
- อู่ทอง 2 ใบใหญ่ตั้ง ปลายแหลม กาบใบมีขนเล็กน้อย สะสมน้ำตาลเร็ว
ออกดอกปลายเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนธันวาคม ผลผลิต 14.0
ต้น/ไร่ ซีซีเอสมากกว่า 10 ความสูง 228 ซม.แหล่งปลูกเขตชลประทาน
ภาคกลางและภาคตะวันตก
- อู่ทอง 1 ปล้องคอดกลาง ใบมีขนาดใหญ่ ทรงใบตั้งโค้งกลางใบ
กาบใบสีม่วง มีขนกาบใบเล็กน้อย ทรงกอตั้งตรง กว้าง ไม่หักล้ม 
ออกดอกปานกลาง อายุเก็บเกี่ยว 11-13 เดือน ผลผลิต 25.20
ต้น/ไร่ ซีซีเอส 11-12 ความสูง 250-350 ซม.แหล่งปลูก
ภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุร นครปฐม
- ชัยนาท 1 ใบมีขนาดใหญ่ ปล้องยาว โคนโต สีน้ำตาลอมเขียว
ทรงกอแคบ ล้มง่าย ออกดอกประมาณเดือนตุลาคม ผลผลิต
15-18 ต้น/ไร่ แหล่งปลูกภาคตะวันออก

อ้อยเคี้ยว
- สุพรรณบุรี 72 ใบขนาดกลางปลายโค้ ลำต้นสีเขียวอมเหลือง
ปล้องทรงกระบอก มีร่องเหนือตา ข้อคอดเล็กน้อย อายุเก็บเกี่ยว
9 เดือน ผลผลิตเนื้ออ้อย 6.3 ตันต่อไร่ ความสูง 270 ซม.
แหล่งปลูกพื้นที่ดินร่วนเหนียว ดินร่วนปนทรายที่สามารถให้น้ำได้
- สุพรรณบุรี 50 ใบมีขนาดใหญ่ปลายใบโค้ง ลำต้นสีเขียว
อมเหลือง ปล้องมีรูปร่างทรงกระบอกค่อนข้างยาว ออกดอก
ช่วงเดือนธันวาคม อายุเก็ยเกี่ยว 8 เดือน ผลผลิตน้ำอ้อย
สูง 4,913 ลิตรต่อไร่ แหล่งปลูกในเขตภาคกลางและ
ภาคตะวันตก

2. พันธุ์ที่ได้จากงานวิจัยของกระทรวงอุตสาหกรรม
- พันธุ์ K 76-4 เป็นพันธุ์ที่ได้รับจากการผสมระหว่างพันธุ์ Co 798 กับพันธุ์ Co 775 ให้ผลผลิตอ้อยสด 14 ตันต่อไร่ ความหวาน 12 CCS การแตกกอปานกลาง มี 5-6 ลำต่อกอ ลำต้นตรงสีเหลืองอมเขียว เจริญเติบโตได้เร็ว ทนทานต่อโรคใบขาวและหนอนเจาะลำต้น
- พันธุ์ K 84-69 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ F 143 กับพันธุ์ ROC 1 ให้ผลผลิตอ้อยสด 12-15 ตันต่อไร่ ความหวาน 12-13 CCS การแตกกอปานกลาง มี 5-6 ลำต่อกอ ลำต้นตรง สีเขียวมะกอก เจริญเติบโตเร็ว ลอกกาบค่อนข้างง่าย
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง และโรคแส้ดำ ปลูกในสภาพดินร่วนเหนียวดีกว่าร่วนทราย
- พันธุ์ K 87-200 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ ROC 1 กับพันธุ์ CP 63-588 ให้ผลิตอ้อยสด 12-14 ตันต่อไร่ ความหวาน 13 CCS การแตกกอน้อย ไว้ตอค่อนข้างดี ออกดอกเล็กน้อย ลำต้นตรงสีเขียวมะกอก ทรงกอแคบ ลำต้นตั้งตรง ต้านทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง และโรคแส้ดำ ลอกกาบใบง่าย
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคกอตะไคร้และโรคใบขาว
- พันธุ์ K 88-92 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์อู่ทอง 1 กับพันธุ์ PL 310 ผลผลิตอ้อยสด 15 ตันต่อไร่ ความหวาน 12 CCS การแตกกอปานกลาง ลำต้นขนาดปานกลางถึงใหญ่ การไว้ตอดี ออกดอกเล็กน้อย ลำต้นตรงสีเขียวมะกอก ต้านทานต่อโรคแส้ดำ ต้านทานปานกลางต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง เจริญเติบโตเร็ว
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรครากเน่าและโรคใบขาว
- พันธุ์ K 90-77 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ K 83-74 กับพันธุ์อู่ทอง 1 ผลผลิตอ้อยสด 12-20 ตันต่อไร่ ความหวาน 12-15 CCS การแตกกอปานกลาง ไว้ตอได้ดี ไม่ออกดอก ลำต้นสีเขียวเข้ม เมื่อถูกแสงจะเป็นสีม่วง ทรงกอค่อนข้างกว้าง เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งได้ดี ต้านทานปานกลางต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคตะไคร้ โรคยอดเน่า และโรคแส้ดำ ต้านทานปานกลางต่อหนอนเจาะยอดและหนอนเจาะลำต้น
ข้อควรระวัง ลอกกาบใบได้ค่อนข้างยาก
- พันธุ์ K 92-80 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ K 84-200 กับพันธุ์ K 76-4 ผลผลิตอ้อยสด 16-19 ตันต่อไร่ ความหวาน 11-13 CCS การแตกกอปานกลาง ขนาดลำปานกลาง การไว้ตอดีมาก ไม่ออกดอก ลำสีเหลืองอมเขียว ทรงกอค่อนข้างกว้าง เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งปานกลาง ต้านทานปานกลางต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคกอตะไคร้ โรคราสนิม โรคแส้ดำ และหนอนเจาะลำต้น
ข้อควรระวัง งอกช้า อ่อนแอต่อโรคใบจุดเหลือง โรคยอดบิดและโรคใบจุดวงแหวน หักล้มง่าย กาบใบร่วงหลุดยาก
- พันธุ์ K 92-213 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ K 84-200 กับพันธุ์ K 84-74 ผลผลิตอ้อยสด 15-18 ตันต่อไร่ ความหวาน 11-13 CCS การแตกกอปานกลาง ขนาดลำปานกลาง การไว้ตอดี ออกดอกเล็กน้อย ลำสีเขียวอมเหลือง งอกเร็ว ทนแล้งปานกลาง ต้านทานปานกลางต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคกอตะไคร้และโรคแส้ดำ
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคใบจุดเหลือง โรคยอดบิดและโรคใบจุดวงแหวน การหักล้มปานกลาง กาบใบร่วงหลุดยาก ควรปลูกในเขตชลประทาน
- พันธุ์ K 93-219 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์อู่ทอง 1 กับพันธุ์อีเหี่ยว ผลผลิตอ้อยสด 16-21 ตันต่อไร่ ความหวาน 12-14 CCS การแตกกอปานกลาง ขนาดลำปานกลาง การไว้ตอดี ไม่ออกดอก ลำต้นสีเขียว งอกเร็ว เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งปานกลาง ต้านทานปานกลางต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคกอตะไคร้ โรคใบจุดเหลือง โรคราสนิม และโรคแส้ดำ ต้านทานต่อหนอนเจาะลำต้น เก็บเกี่ยวอายุ 12 เดือน
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคใบจุดเหลือง การหักล้มปานกลาง กาบใบร่วงหลุดยาก
- พันธุ์ K 93-347 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์อู่ทอง 1 กับพันธุ์ K 84-200 ผลผลิตอ้อยสด 16-20 ตันต่อไร่ ความหวาน 11-13 CCS การแตกกอปานกลาง ขนาดลำปานกลาง การไว้ตอดี ไม่ออกดอก ลำสีเขียวอมเหลือง งอกเร็ว เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง ต้านทานปานกลางต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคกอตะไคร้ และโรคแส้ดำ อายุเก็บเกี่ยว 12 เดือน
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคใบจุดเหลือง การหักล้มปานกลาง กาบใบร่วงหลุดยาก
- พันธุ์ K 95-84 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ K 90-79 กับพันธุ์ K 84-200 ผลผลิตอ้อยสด 16-20 ตันต่อไร่ ความหวาน 12-14 CCS การแตกกอปานกลาง ลำขนาดใหญ่ (4.1-4.3 ซม.) การไว้ตอดี ไม่ออกดอก ลำสีเขียวมะกอกอมเหลือง เจริญเติมโตเร็ว ทนแล้งปานกลาง ลอกกาบใบง่าย ต้านทานปานกลางต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง โรคกอตะไคร้ โรคราสนิม และโรคแส้ดำ ต้านทานปานกลางต่อหนอนเจาะลำต้น
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคใบขาวและโรคยอดบิด

3. พันธุ์ที่ได้จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
- พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมเปิดของอ้อยพันธุ์ Kwt # 7 ผลผลิตอ้อยสด 13-16 ตันต่อไร่ ความหวาน 12-14 CCS การแตกกอปานกลาง มี 5-6 ลำต่อกอ ไว้ตอได้ดี ออกดอกเล็กน้อยถึงปานกลาง ลำต้นสีเขียวเข้ม หากถูกแสงแดดจะเป็นสีม่วงขนาดลำค่อนข้างเล็ก เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้งได้ดี เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนหรือร่วนทรายที่ระบายน้ำได้ดี
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดงและสารกำจัดวัชพืชบางชนิด
- พันธุ์กำแพงแสน 89-200 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ IAC 52-326 กับพันธุ์ Co 331 ผลผลิตอ้อยสด 15-16 ตันต่อไร่ ความหวาน 11-13 CCS การแตกกอดี มี 6-8 ลำต่อกอ ขนาดลำปานกลาง ไว้ตอได้ค่อนข้างดี ออกดอกเล็กน้อยถึงปานกลาง ลำต้นตรง สีเขียวอมเหลือง เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง เก็บเกี่ยวอายุ 10-12 เดือน เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนและร่วนทราย
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง
- พันธุ์กำแพงแสน 92-0447 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ F 146 กับพันธุ์ B 34164 ผลผลิตอ้อยสด 14-16 ตันต่อไร่ ความหวาน 10-12 CCS การแตกกอปานกลาง ขนาดลำปานกลาง การไว้ตอดี ออกดอกเล็กน้อย ลำต้นโตเร็ว สีเหลืองอมเขียว เจริญเติบโตเร็ว ค่อนข้างทนแล้ง อายุเก็บเกี่ยว 11-12 เดือน
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง
- พันธุ์กำแพงแสน 91-1336 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการผสมเปิด ของอ้อยพันธุ์ F 146 ผลผลิตอ้อยสด 15-17 ตันต่อไร่ ความหวาน 11-13 CCS การแตกกอดี ขนาดลำปานกลาง การไว้ตอดี ออกดอกปานกลาง ลำต้นซิกแซ็ก สีเขียวอมเหลือง เจริญเติบโตเร็ว ค่อนข้างทนแล้ง อายุเก็บเกี่ยว 11-12 เดือน
ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง

เทคโนโลยีการผลิต 

การเลือกพื้นที่ปลูกอ้อย
พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกอ้อย ควรเป็นที่ดอน หรือที่ลุ่ม ไม่มี น้ำท่วมขัง สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,500 เมตร ห่างไกลจาก แหล่งมลพิษ การคมนาคมสะดวก อยู่ห่างจากโรงงานน้ำตาลไม่เกิน 60 กิโลเมตร
การเตรียมดิน
การปลูกอ้อย 1 ครั้ง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 3-4 ปี หรือมากกว่า ดังนั้น การเตรียมดินปลูกจะมีผลต่อ ผลผลิตของอ้อย ตลอดระยะเวลาที่ไว้ตอ โดยทั่วไปหลังจากตัดอ้อยตอปีสุดท้ายแล้ว เกษตรกรมักจะเผาเศษซากอ้อยและตออ้อยเก่าทิ้ง เพื่อสะดวกต่อ การเตรียมดิน เพราะเศษซากอ้อยจะทำให้ล้อรถแทรกเตอร์ลื่น หมุนฟรี และมักจะม้วนติดพันกับผานไถ ทำให้ทำงานได้ไม่สะดวก จาก การทดลองใช้จอบหมุนสับเศษซากใบอ้อยแทนการเผา พบว่า สามารถ ช่วยอนุรักษ์อินทรียวัตถุในดินได้เป็นอย่างดี
ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ได้พัฒนาผานจักรสับเศษซากอ้อย คลุกเคล้าลงดินใช้ได้ผลดี และประหยัดกว่าการใช้จอบหมุน
หลังจากไถกลบเศษซากอ้อยลงดินแล้ว ควรมีการปรับหน้าดิน ให้เรียบและมีความลาดเอียงเล็กน้อย (ไม่เกิน 0.3 เปอร์เซนต์) เพื่อสะดวกในการให้น้ำและระบายน้ำออกจากแปลงกรณีฝนตกหนัก และป้องกันน้ำขังอ้อยเป็นหย่อมๆ เมื่อปรับพื้นที่แล้ว ถ้าเป็นแปลง ที่มีชั้นดินดาน ควรมีการใช้ไถระเบิดดินดาน ไถลึกประมาณ 75 เซนติเมตร โดยไถเป็นตาหมากรุก หลังจากนั้น จึงใช้ไถจาน (3 ผาน หรือ 4 ผาน ตามกำลังของแทรกเตอร์) และพรวนตามปกติ แล้วจึงยกร่องปลูกหรือ ถ้าจะปลูกโดยใช้เครื่องปลูกก็ไม่ต้องยกร่อง

ข้อควรระวังในการเตรียมดิน
1. ควรไถเตรียมดิน ขณะดินมีความชื้นพอเหมาะไม่แห้ง หรือเปียกเกินไป
2. ควรเตรียมดินโดยใช้ไถจานสลับกับไถหัวหมู เพื่อไม่ให้ความลึก ของรอยไถอยู่ในระดับเดิมตลอด และการใช้ไถจานตลอด จะทำให้เกิด ชั้นดินดานได้ง่าย
3. ไม่ควรไถพรวนดินจนดินละเอียดเป็นฝุ่น เพราะดินละเอียด เมื่อถูกฝนหรือ มีการให้น้ำจะถูกชะล้างลงไปอุดอยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ทำให้การระบายน้ำและอากาศไม่ดี

การเตรียมท่อนพันธุ์ 
* ควรมาจากแปลงพันธุ์ที่มีความสม่ำเสมอ ตรงตามพันธุ์ ปราศจาก โรคและแมลง มีอายุที่เหมาะสม คือประมาณ 8-10 เดือน
* เกษตรกรควรทำแปลงพันธุ์อ้อยไว้ใช้เอง เพื่อลดค่าใช้จ่าย ในการซื้อพันธุ์อ้อย และเป็นการวางแผนการปลูกอ้อยที่ถูกต้อง
* มีการป้องกันกำจัดโรคและแมลงที่ถูกต้อง เช่น มีการชุบน้ำร้อน 50 องศาเซลเซียส 2 ชั่วโมง หรือ 52 องศาเซลเซียส ครึ่งชั่วโมง เพื่อป้องกัน โรคใบด่าง โรคตอแคระแกร็น โรคกลิ่นสับปะรด ลดการเป็นโรคใบขาว
และโรคกอตะไคร้ อย่างไรก็ตาม ท่อนพันธุ์ที่จะชุบน้ำร้อนควรมีอายุประมาณ 8-10 เดือน เพราะว่า ถ้าใช้ท่อนพันธุ์อายุน้อยกว่า 8 เดือน เปอร์เซ็นต์ ความงอกของอ้อยจะลดลง
* การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 10-20 กก.N/ไร่ ก่อนการตัดอ้อย ไปทำพันธุ์ 1 เดือน ช่วยทำให้อ้อยมีความงอก และความแข็งแรงของ หน่ออ้อยดีขึ้น
* อ้อยจากแปลงพันธุ์ 1 ไร่ (อายุ 8-10 เดือน) สามารถ ปลูกขยายได้ 10 ไร่

ฤดูปลูก
การปลูกอ้อยในปัจจุบัน สามารถแบ่งตามฤดูปลูกได้เป็น 2 ประเภท
1. การปลูกอ้อยต้นฝน ซึ่งยังแบ่งเป็น 2 เขต คือ
- ในเขตชลประทาน (20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกอ้อย ทั้งประเทศ) ส่วนใหญ่จะปลูกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน
- ในเขตอาศัยน้ำฝน ส่วนใหญ่จะปลูกในช่วงเดือน เมษายนถึงมิถุนายน
2. การปลูกอ้อยปลายฝน (การปลูกอ้อยข้ามแล้ง) สามารถทำได้ เฉพาะในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ที่มีปริมาณและการกระจายของฝนดี และดินเป็นดินทรายหรือดินร่วนปนทราย การปลูกอ้อยประเภทนี้จะปลูกประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงธันวาคม

วิธีปลูก 
การปลูกอ้อยต้นฝนในเขตชลประทาน
พื้นที่ปลูกอ้อยประเภทนี้มีประมาณ 1 ล้านไร่ ซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ใน เขตภาคกลาง และภาคตะวันออก เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิต อ้อยสูง ถ้ามีการจัดการที่ดี และตั้งเป้าหมายไว้ว่า ผลผลิตอ้อยในเขตนี ้ไม่ควรต่ำกว่า 15 ตันต่อไร่ การปลูกอ้อยในเขตนี้ มีการปรับเปลี่ยนวิธีปลูก เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักรกลเกษตร เช่น เครื่องปลูก เครื่องใส่ปุ๋ย เครื่องกำจัดวัชพืช และรถเก็บเกี่ยว เป็นต้น 
- ถ้าใช้คนปลูกจะยกร่องกว้าง 1.4-1.5 เมตร (เดิมใช้ 1.3 เมตร) วางพันธุ์อ้อยเป็นลำโดยใช้ลำเดี่ยวเกยกันครึ่งลำ หรือ 2 ลำคู่ ตามลักษณะการแตกกอของพันธุ์อ้อยที่ใช้ ตัวอย่าง เช่น ถ้าใช้อ้อยพันธุ์ K 84-200 ซึ่งมีการแตกกอน้อย ควรปลูก 2 ลำคู่ หลังจากวางพันธุ์อ้อย ควรใช้จอบสับลำอ้อยเป็น 2-3 ส่วน แล้วกลบด้วยดินหนาประมาณ 5 เซนติเมตร 
- ถ้าใช้เครื่องปลูก หลังจากเตรียมดินแล้ว ไม่ต้องยกร่อง จะใช้ เครื่องปลูกติดท้ายแทรกเตอร์ โดยจะมีตัวเปิดร่อง และช่องสำหรับใส่ พันธุ์อ้อยเป็นลำ และมีตัวตัดลำอ้อยเป็นท่อนลงในร่อง และมีตัวกลบดิน ตามหลัง และสามารถดัดแปลงให้สามารถใส่ปุ๋ยรองพื้น พร้อมปลูกได้เลย ปัจจุบันมีการใช้เครื่องปลูกทั้งแบบเดี่ยวและแถวคู่ โดยจะปลูกแถวเดี่ยว ระยะแถว 1.4-1.5 เมตร ในกรณีนี้ใช้พันธุ์อ้อยที่แตกกอมาก และจะ ปลูกแถวคู่ระยะแถว 1.4-1.5 เมตร ระยะระหว่างคู่แถว 30-40 เซนติเมตร ในกรณีใช้พันธุ์อ้อยที่แตกกอน้อย ปัจจุบันในประเทศ ออสเตรเลียมีการใช้เครื่องปลูกอ้อยเป็นท่อน (billet planter) โดยใช้รถตัดอ้อยตัดพันธุ์อ้อยเป็นท่อน แล้วนำมาใส่เครื่องปลูกที่สามารถ เปิดร่องและโรยท่อนพันธุ์อ้อยแล้วกลบ เหมือนปลูกพืชที่ใช้เมล็ดอย่างอื่น เช่น ข้าวโพด หรือถั่วต่าง ๆ 
การปลูกอ้อยต้นฝนในเขตอาศัยน้ำฝน
พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่จะอยู่ในประเภทนี้ และเป็นพื้นที่ที่มีความ แปรปรวนในเรื่องผลผลิตสูง และผลผลิตเฉลี่ยของอ้อยต่ำกว่า 10 ตันต่อไร่ มีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ปริมาณและการกระจายตัวของฝนไม่ดี และดินส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การใส่ปุ๋ยก็จะมีความเสี่ยงสูงและ หาจังหวะการใส่ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงยาก (ถ้าดินไม่มีความชื้น พืชก็ดูดปุ๋ยที่ใส่ไปใช้ไม่ได้)
แนวทางที่จะพัฒนาผลผลิตอ้อยในเขตนี้ก็คือ ต้องพยายามหาแหล่งน้ำ (น้ำใต้ดิน,ขุดสระเก็บกักน้ำ) เพื่อให้น้ำอ้อยได้ในช่วงวิกฤตและที่สำคัญ คือ ถ้ามีน้ำสามารถปลูกอ้อยได้เร็วโดยไม่ต้องรอฝน (ปลูกได้ก่อนสิ้นเดือน พฤษภาคม) ก็จะสามารถเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของอ้อยในเขตนี้ได้ เพราะอ้อยที่ปลูกล่า (หลังเดือนพฤษภาคม) ทั้งผลผลิต และคุณภาพจะต่ำ เพราะอายุอ้อยยังน้อยช่วงตัดเข้าโรงงาน วิธีการปลูกอ้อยในเขตนี้จะคล้ายกับ ในเขตชลประทาน จะแตกต่างก็เพียงระยะห่างระหว่างร่องในบางพื้นที่จะใช ้แคบกว่า คือ ประมาณ 0.9-1.2 เมตร เพราะอ้อยในเขตนี้จะแตกกอ น้อยกว่าการลดระยะแถวลง ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนลำเก็บเกี่ยว อ้อยต่อพื้นที่ได้ และปัจจุบันเกษตรกรในหลายพื้นที่ (เช่น อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) เปลี่ยนมาปลูกอ้อย แถวคู่ โดยใช้ระยะระหว่างคู่แถว 1.4-1.5 เมตร และระยะในคู่แถว 30-40 เซนติเมตร และได้ผลผลิตใกล้เคียงกับการปลูกแถวแคบ แต่การจัดการในไร่อ้อยจะสะดวกกว่า เพราะใช้เครื่องจักรเข้าทำงานได้

การปลูกอ้อยปลายฝน (ปลูกข้ามแล้ง)
เป็นการปลูกอ้อยโดยอาศัยความชื้นในดินช่วงปลายฤดูฝน เพื่อให้อ้อยงอกและเจริญเติบโตอย่างช้า ๆ ไปจนกว่าอ้อยจะ ได้รับน้ำฝนต้นฤดู เป็นวิธีการปลูกอ้อยที่ใช้ได้ผลในเขตปลูกอ้อย อาศัยน้ำฝนบางพื้นที่ที่ดินเป็นดินทราย หรือร่วนปนทราย และที่สำคัญ จะต้องมีปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี และมีการ กระจายตัวดี โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดู (กุมภาพันธ์ ถึงเมษายน) จะต้องมีปริมาณฝนที่พอเพียงกับการเจริญเติบโตของอ้อยในช่วงแรก การเตรียมดินปลูกจะต้องไถเตรียมดินหลายครั้ง จนหน้าดินร่วนซุย (เพื่อตัด capillary pore) เป็นการรักษาความชื้นในดินชั้นล่าง หลังจาก เตรียมดิน ควรรีบยกร่องและปลูกให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันกับความชื้น และควรยกร่องปลูกวันต่อวัน 
พันธุ์อ้อยที่ใช้ปลูกข้ามแล้ง จะเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างแก่ คือ อายุประมาณ 8-10 เดือน เกษตรกรนิยมปลูกอ้อยแบบทั้งลำ โดยจะชักร่องให้ลึก ระยะแถว 1.0-1.3 เมตร และวางลำอ้อยในร่องแล้วใช้จอบสับลำอ้อยเป็น 2-3 ส่วน กลบดินหนาประมาณ 10-15 เซนติเมตร และใช้เท้าเหยียบดิน ที่กลบให้แน่นพอประมาณ เพื่อให้ท่อนพันธุ์อ้อยสัมผัสกับดินชื้นมากที่สุด ปัจจุบันมีการใช้เครื่องปลูกในพื้นที่นี้มากขึ้น โดยจะตั้งเครื่องปลูกให้ลึก กว่าปกติ
ข้อดีของการปลูกอ้อยด้วยวิธีนี้ คือ
- อ้อยที่ปลูกโดยวิธีนี้จะมีอายุไม่น้อยกว่า 12 เดือน ในช่วงตัดอ้อยเข้าโรงงาน ทำให้ทั้งผลผลิตและคุณภาพ (ความหวาน) ดีกว่าอ้อยที่ปลูกต้นฝน
- ปัญหาเรื่องวัชพืชรบกวนอ้อยในช่วงแรกจะน้อย เพราะหน้าดิน จะแห้งอยู่ตลอดเวลา ในช่วงแรกของการเจริญเติบโต
ข้อเสียของการปลูกอ้อยวิธีนี้ คือ
- ถ้ามีฝนตกหลังปลูกหรือช่วงอ้อยยังเล็ก จะทำให้หน้าดินแน่น อ้อยเจริญเติบโตไม่ดี จำเป็นต้องมีการคราดหน้าดิน เพื่อไม่ให้หน้าดิน แน่นรัดหน่ออ้อย
- ในบางปีฝนต้นฤดูน้อย หรือมาล่า อาจทำให้อ้อยเสียหายได้

การปลูกซ่อม
การปลูกอ้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงนั้น อ้อยปลูกจะต้องมีหลุมขาดหาย น้อยที่สุด และหลุมที่ขาดหายต่อเนื่องกันเกิน 1 หลุม อ้อยหลุมข้างเคียงจะ ไม่สามารถชดเชยผลผลิตได้ ดังนั้น ถ้ามีหลุมขาดหายต่อเนื่องกันมาก ควรมีการปลูกซ่อม และจะต้องปลูกซ่อมภายใน 20 วันหลังปลูก เพื่อให้อ้อยที่ปลูกซ่อมเจริญเติบโตทันอ้อยปลูกปกติ
สำหรับในอ้อยตอ ไม่แนะนำให้ปลูกซ่อม เพราะอ้อยที่ปลูกซ่อม ในอ้อยตอจะมีเปอร์เซ็นต์รอดน้อย และถึงจะรอดก็ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากถูก กออ้อยข้างเคียงบังแสง ดังนั้น ในอ้อยตอที่มีหลุมตายหรือขาดหายมาก เกินกว่าที่หลุมข้างเคียงจะแตกกอชดเชยได้ ก็ควรจะรื้อตอและปลูกใหม่

การใช้ปุ๋ยเคมีและการจัดการดินอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถลดต้นทุนการผลิตอ้อย มีหลักปฏิบัติ ดังนี้
1. การใส่ปุ๋ยให้ถูกต้องตรงต่อความต้องการทั้งชนิดและปริมาณ
2. ลดการสูญเสียปุ๋ย
3. ใช้ปุ๋ยราคาต่ำทดแทนปุ๋ยราคาแพง หรือผสมปุ๋ยใช้เอง
4. การปรับปรุงดินให้มีคุณสมบัติเหมาะสม

ราคาปุ๋ยเคมีalt

 

การใส่ปุ๋ยให้ถูกต้องตรงต่อความต้องการทั้งชนิดและปริมาณ
การใส่ปุ๋ยเคมีให้ได้ถูกต้องตรงกับชนิดดินและความต้องการของอ้อย เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้อย่างดี การใส่ธาตุอาหารลงไปในดินโดยที่ดินนั้น ๆ มีธาตุอาหารเพียงพออยู่แล้ว จะเป็นการลงทุนที่เปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ ปุ๋ยส่วนเกินความต้องการของอ้อยจะถูกชะล้างลงสู่ บ่อ คู คลอง และแหล่งน้ำใต้ดิน ก่อให้เกิดมลภาวะอย่างรุนแรงทั้งสิ้น สำหรับการปลูกอ้อย ในประเทศไทย พบว่า มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยน้อยรายที่มีความรู้ความเข้าใจ เรื่องการใช้ปุ๋ยเคมี ดังนั้น ถ้าเรามีการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งชนิดและอัตราที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยในไร่อ้อย เป็นการลดต้นทุนค่าปุ๋ย และลด มลภาวะที่จะเกิดจากการปนเปื้อนของปุ๋ยในอากาศ และน้ำ รวมทั้งลด ค่าใช้จ่ายการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศอีกด้วย การจะใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องได้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงลักษณะทางเคมีของดิน เพราะลักษณะทางเคมีของดินมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต และการ ให้ผลผลิตของอ้อยมากเนื่องจากเป็นลักษณะที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปริมาณธาตุอาหารในดิน ที่จะเป็นประโยชน์แก่อ้อย รวมถึงความเป็นพิษ ของธาตุบางอย่างด้วย ลักษณะทางเคมีของดินที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของอ้อย ได้แก่ ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ความเค็ม ความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก ความอิ่มตัวของด่าง ปริมาณอินทรีย์วัตถุในดิน และปริมาณของธาตุอาหารต่าง ๆ ในดิน คุณสมบัติทางเคมีของดินเหล่านี้ไม่สามารถบ่งบอกได้ด้วย การสัมผัสหรือดูด้วยตาเปล่า เหมือนคุณสมบัติทางกายภาพ
วิธีประเมินว่า ดินที่ปลูกอ้อยอยู่จะมีคุณสมบัติทางเคมีดีหรือเลวเพียงใด คือ
- การสังเกตอาการขาดธาตุอาหารของอ้อย วิธีนี้ต้องอาศัยความชำนาญ และประสบการณ์ มาวินิจฉัยอาการผิดปรกติที่ปรากฎที่ใบและต้นอ้อยว่า เป็นอาการขาดธาตุใด จึงสรุปได้ว่า ดินมีธาตุนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการ ของอ้อย
- การทดลองใส่ปุ๋ยให้กับอ้อย อาจทำในกระถาง หรือในไร่นา โดย เปรียบเทียบกับดินที่ไม่มีการใส่ปุ๋ย ถ้าอ้อยที่ใส่ปุ๋ยชนิดต่างๆ มีการเจริญเติบโตแตกต่างไปจากดินที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ย แสดงว่าดินชนิดนั้นยังมีธาตุอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของอ้อย
- การวิเคราะห์ดิน โดยนำตัวอย่างดินมาตรวจสอบหาค่าต่าง ๆ วิธีนี้เป็นการประเมินที่ถูกต้องแม่นยำกว่าสองวิธีแรก แต่ชาวไร่ไม่สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ต้องส่งตัวอย่างดินไปยังหน่วย บริการต่างๆ ซึ่งจะใช้วิธีการทางเคมี วิเคราะห์องค์ประกอบของดิน ในส่วนที่เป็นธาตุอาหาร เพื่อประเมินว่า ดินนั้นขาดธาตุใดบ้าง และควร บำรุงดินอย่างไรจึงจะเหมาะสม
- การวิเคราะห์พืช วิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด แต่ปฏิบัติได้ ยุ่งยากกว่า มีวิธีการเช่นเดียวกับการวิเคราะห์ดิน คือ นำตัวอย่างพืช มาใช้วิธีการทางเคมีแยกองค์ประกอบของเนื้อเยื่อพืช เพื่อให้ทราบว่า มีธาตุอาหารใดสูงต่ำมากน้อยเพียงใด แล้วนำมาเทียบกับค่าวิกฤต แล้วจึง ประเมินเป็นปริมาณธาตุอาหารที่จะต้องใส่ให้แก่อ้อย
วิธีที่เหมาะสมสำหรับชาวไร่อ้อย น่าจะเป็นวิธีวิเคราะห์ดิน ซึ่งมี หน่วยงานรับบริการวิเคราะห์ทั้งทางราชการและเอกชน อีกทั้งมีเครื่องมือ ที่ทันสมัยขึ้น ทำให้วิเคราะห์ได้รวดเร็วกว่าสมัยก่อนมาก การวิเคราะห์ดิน จะมีวิธีดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ
1. การเก็บตัวอย่างดิน การเก็บตัวอย่างดินให้ได้ตัวอย่าง ซึ่งเป็น ตัวแทนของพื้นที่ เป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญที่สุด เกษตรกรผู้เก็บ ตัวอย่างดินต้องเข้าใจวิธีการและขั้นตอนการปฏิบัติโดยใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ตัวอย่างดินที่ดี ค่าวิเคราะห์ที่ไม่ผิดพลาด
2. การวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ ได้จากการนำตัวอย่างดิน ที่เก็บมาส่งไปวิเคราะห์ เป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ที่จะวิเคราะห์ดิน
ด้วยวิธีมาตรฐาน เพื่อให้ได้ค่าวิเคราะห์ถึงคุณสมบัติทางเคมีของดิน เพื่อความถูกต้องของข้อมูล
3. การแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ดิน เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์มาเทียบเคียงปริมาณการใช้ธาตุอาหารต่าง ๆ ของอ้อย แล้วแปลข้อมูลนั้นว่า ดินที่วิเคราะห์มีความอุดมสมบูรณ์ ต่ำ ปานกลาง หรือสูง
4. การให้คำแนะนำการปฏิบัติหรือใส่ปุ๋ยเพื่อปรับปรุงดิน จากผลการ แปลความหมายข้างต้น นักวิชาการเกษตร จะให้คำแนะนำแก่ชาวไร่อ้อย เจ้าของตัวอย่างดินว่า หากประสงค์จะปลูกอ้อยให้ได้ผลดี ควรใช้ปูน เพื่อสะเทินกรดในดินอัตรากี่กิโลกรัมต่อไร่ ควรใช้ปุ๋ยสูตรใด อัตราใด และใส่อย่างไร จึงจะให้ผลดีต่อพืชที่ปลูก
การใช้ปุ๋ยในกรณีที่ไม่มีการวิเคราะห์ดิน
- การใช้ปุ๋ยเคมีกับที่ปลูกในดินเหนียวกับดินร่วน
ดินลักษณะนี้มักจะมีธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมอยู่บ้าง จึงเน้นหนักทางด้านธาตุไนโตรเจน ซึ่งสามารถแนะนำเป็นปุ๋ยเคมีสูตร  15-15-15  อัตรา 40-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ครั้งแรกหลังปลูก 1 เดือน หรือหลังแต่งตอทันที ใส่ครั้งที่ 2 หลังปลูกหรือแต่งตอ 2-3 เดือน
ถ้าไม่สะดวกที่จะใช้ปุ๋ยสูตรที่กล่าวมานี้ อาจใช้ปุ๋ยสูตรอื่นที่หา ได้ตามท้องตลาด เช่น 16-8-8, 20-10-12, 16-16-8,   หรือ 35-7-7 อัตรา 70-90 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งครึ่ง ใส่หลังปลูกหรือหลังแต่งตอทันที ส่วนอีกครึ่งหนึ่งใส่หลังปลูกหรือหลังแต่งตอ 2-3 เดือน
ถ้าพื้นที่ปลูกมีน้ำชลประทาน ควรเพิ่มปุ๋ยยูเรีย อัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ ในการใส่ครั้งที่ 2
-การใช้ปุ๋ยเคมีกับอ้อยในดินทราย
ดินทรายมักจะขาดธาตุโพแทสเซียม เนื่องจากถูกชะล้างจาก อนุภาคดินได้ง่ายจึงแนะนำให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 40-60 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่พร้อมปลูกหรือ หลังแต่งตอ 20 กิโลกรัม ส่วนที่เหลือใส่ครั้งที่ 2 ร่วมกับปุ๋ยสูตร 30-0-0 อัตรา 30-40 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ 35-7-7 อัตรา 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยใส่หลังปลูกหรือหลังแต่งตอ 60 วัน
อาจใช้ปุ๋ยสูตรอื่นที่มีขายตามท้องตลาดได้ เช่น 15-15-15 หรือ 15-7-18 โดยใส่ในอัตราเดียวกัน คือ 40-60 กิโลกรัมต่อไร่
สำหรับอ้อยที่มีน้ำชลประทานให้เพิ่มปุ๋ยยูเรีย 30-0-0อัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยที่มีแอมโมเนียซัลเฟต อัตรา 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ ในการใส่ครั้งที่

2 เช่นเดียวกับในสภาพดินเหนียวและดินร่วน
- การใช้ปุ๋ยแบบเจาะจงเฉพาะพื้นที่
ปััจจุบันได้มีความพยายามให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีให้เฉพาะเจาะจงต่อ ความต้องการของอ้อย และคุณสมบัติของดินมากยิ่งขึ้น ได้พัฒนาระบบ คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตอ้อย โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โปรแกรมดังกล่าวจะสามารถบอกได้ว่าในพื้นที่ปลูกอ้อยของจังหวัดต่าง ๆ หรือจุดที่ทำไร่อ้อยอยู่นั้นอยู่บนกลุ่มชุดดินอะไร มีคุณสมบัติอย่างไร หรือมีความอุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน ประกอบด้วยธาตุอาหารอ้อยอะไรบ้าง และควรจะใส่ปุ๋ยเคมีชนิดไหนบ้างในอัตราเท่าไร เช่น จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นดินทราย อยู่ในกลุ่มชุดดินที่ 35 และ 35/36 คล้ายคลึงกับดินที่ปลูกอ้อยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือชุดดินมาบบอน ชุดดินปราณบุรี และชุดดินโคราช หน่วยแผนที่ดินใน กลุ่มนี้มีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย ส่วนดินล่างเป็นดินร่วนเหนียวปนดินทราย มีสีน้ำตาล สีเหลือง หรือแดง ส่วนมากเกิดจากดินพวกตะกอนลำน้ำ หรือการสลายตัวผุพังของเนื้อหินหยาบ พบบริเวณพื้นที่ดอนที่เป็น ลูกคลื่นลอนลาดถึงลอนชัน เป็นดินลึกมีการระบายน้ำดี คุณสมบัต ิทางกายภาพทำให้ดินดังกล่าวเหมาะสำหรับการปลูกอ้อย อย่างไรก็ตาม ดินกลุ่มนี้มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติค่อนข้างต่ำถึงปานกลาง ดังนั้น การเพิ่มเติมธาตุอาหารให้แก่อ้อยยังมีความจำเป็น การมีเนื้อดินบน ค่อนข้างเป็นทราย ทำให้ดินอุ้มน้ำได้น้อย อ้อยอาจขาดแคลนน้ำ ได้ในช่วงฝนทิ้งช่วง

การลดการสูญเสียปุ๋ย
ปุ๋ยเคมีที่ใส่ให้แก่อ้อย โดยเฉพาะไนโตรเจนมีการสูญเสียได้หลายทาง เนื่องจากกระบวนการต่าง ๆ ที่ใส่ลงไปในดิน ฟอสฟอรัสเองก็ถูกตรึง ให้อยู่ในสภาพที่ไม่เป็นประโยชน์ อ้อยดูดไปใช้ได้ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ของปุ๋ยฟอสฟอรัสที่ใส่ให้แก่อ้อย การสูญเสียของธาตุอาหารที่ใส่ลงไปในดิน โดยที่อ้อยไม่ได้นำไปใช้ ถือได้ว่าเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่ก่อ ประโยชน์ ถ้าสามารถลดการสูญเสียลงได้ จะเป็นการลดต้นทุนการผลิต ทำให้ใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อเราใส่ปุ๋ยไนโตรเจนลงในดิน ปุ๋ยจะได้รับความชื้นแล้วละลาย พร้อมทั้งแตกตัวเป็นไอออน (NH4+, NO3-) ที่พืชสามารถดูดไป ใช้ได้พร้อมทั้งเกิดการสูญเสียตลอดเวลาโดยกระบวนการต่าง ๆ เช่น
1. กระบวนการชะล้าง (run off) ถ้าให้น้ำมากๆ หรือ ฝนตกชุกจะพัดพาปุ๋ยไหลบ่าออกไปจากแปลง
2. กระบวนการชะปุ๋ยลงลึกเลยรากอ้อย (leaching) เกิดในสภาพที่ฝนตกชุกหรือให้น้ำมาก ๆ และดินมีอัตราการซึมน้ำสูง น้ำจะพาปุ๋ยลงลึกจนเลยรากอ้อยไป
3. กระบวนการระเหิด (volatilization) ไนโตรเจน ในรูปของไอออน NH4+ จะเปลี่ยนรูปเป็นก๊าซแอมโมเนีย ระเหยขึ้นสู่อากาศ
4. กระบวนการระเหย (denitrification) มักเกิดใน สภาพน้ำขัง หรือดินอิ่มตัวด้วยน้ำแล้วขาดออกซิเจน ไนโตรเจน จะ เปลี่ยนรูปเป็นก๊าซลอยไปในอากาศ
5. กระบวนการสูญเสียชั่วคราว (immobilization) เกิดขึ้นมาก ในดินที่มีเศษซาก พืชที่ยังไม่ย่อยสลายมาก ๆ เมื่อซากพืชเหล่านี้อยู่ในดิน จุลินทรีย์จะย่อยสลายแล้วเพิ่มปริมาณตัวเองอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ เพิ่มปริมาณจะดูดดึงเอาไนโตรเจนจากดินและปุ๋ยไปใช้ด้วย จึงทำให้อ้อย ขาดไนโตรเจนต่อเมื่อซากพืชถูกย่อยสลายหมด จุลินทรีย์ขาดอาหารจึงตายลง พร้อมทั้งปลดปล่อยไนโตรเจนออกมาใหม่ จะสังเกตได้ว่า ถ้าปลูกอ้อย ลงไปในดินที่ไถกลบซากพืชใหม่ ๆ อ้อยจะเหลือง หรือแม้กระทั่ง อ้อยตอที่มีใบและเศษซากอ้อยที่ยังไม่สลายตัว ทำให้อ้อยตอไม่เขียว เหมือนอ้อยปลูกเพราะขาดไนโตรเจน จึงแนะนำให้เพิ่มอัตรา ไนโตรเจนในอ้อยตอ

นอกจากกระบวนการทั้ง 5 แล้วไนโตรเจนจากปุ๋ยยังอาจถูกดูดยึดไว้ใน ดินจนอ้อยไม่สามารถดูดมาใช้ได้ จากงานวิจัยของหลาย ๆ ประเทศ พบว่า อ้อยดูดใช้ธาตุอาหารได้ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ของปุ๋ยที่ใส่ลงไป เพื่อเป็นการประหยัดจึงควรลดการสูญเสียปุ๋ย โดยการปฏิบัติดังนี้
1. อย่าใส่ปุ๋ยลงผิวดิน ควรใส่ฝังลงในดินหรือมีการกลบปุ๋ย
2. หลังใส่ปุ๋ยแล้ว อย่าให้น้ำขัง ควรมีการระบายน้ำ
3. ใส่ปุ๋ยในขณะดินมีความชื้น หรือให้น้ำตามทันทีเพื่อให้ปุ๋ยละลาย อ้อยดูดไปใช้ได้ง่าย จะลดการสูญเสียได้มาก
4. อย่าปลูกอ้อยทันทีหลังจากไถกลบใบและเศษซากอ้อย ทิ้งให้ใบย่อยสลายก่อนจึงปลูกอ้อยแล้วใส่ปุ๋ย
5. อย่าให้น้ำมากเกินความจำเป็น

การใช้ปุ๋ยราคาต่ำทดแทนปุ๋ยราคาแพงหรือผสมปุ๋ยใช้เอง
ชาวไร่อ้อยไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง ๆ เสมอไป อาจใช้ปุ๋ยอื่น ๆ ที่มีปริมาณธาตุอาหารใกล้เคียงกันแต่ราคาถูกกว่ามาใช้แทนกันได้ เช่น การใช้ปุ๋ยน้ำจากโรงงานผงชูรส ซึ่งมีไนโตรเจนประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ถ้าใช้ในอัตราแนะนำ 600 ลิตรต่อไร่ ก็จะได้ไนโตรเจนถึง 18 กิโลกรัม เท่ากับไนโตรเจนจากปุ๋ย 15-15-15 ถึง 120 กิโลกรัม แต่ราคาจะถูกกว่ามาก การผสมปุ๋ยใช้เอง สามารถประหยัดได้ถึงตันละ 1,000-2,000 บาท และยังมีข้อดีอื่น ๆ อีก เช่น
- ตัดปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอม หรือปุ๋ยไม่ได้มาตรฐาน
- มีปุ๋ยใช้ทันเวลา 
- มีอำนาจในการต่อรองราคา
- เกิดความรู้ความชำนาญ สามารถปรับสูตรได้
- ได้ใช้ปุ๋ยในราคายุติธรรม
- กรณีเกิดการสูญเสีย จะสูญเสียน้อยกว่า เพราะลงทุนถูกกว่า
- มีทางเลือกเพิ่มขึ้น

การปรับปรุงดินให้มีลักษณะเหมาะสม
การรปรับปรุงดินให้เหมาะสมจะทำให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยลงไปได้มาก ขณะที่ปัจจุบันดินที่ใช้ในการทำไร่อ้อย เสื่อมสภาพลงมาก เนื่องมาจากการไถพรวนบ่อยครั้งโดยไม่ถูกวิธี และไม่ถูกจังหวะ การเผาอ้อย การใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ น้ำหนัก มากเหยียบย่ำในแปลง ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติที่จะปรับปรุงดินได้ดังนี้้
* การแก้ไขเฉพาะหน้าในกรณีเกิดปัญหาดินดาน
1. ถ้าเกิดดินดานให้ใช้ไถสิ่ว หรือไถเปิดดินดานติดรถแทรกเตอร์ตีน ตะขาบที่มีกำลังสูงลากไถสิ่วคู่ระยะ 1 เมตร ไถลึกประมาณ 75 ซม. การไถควรทำขณะที่ดินแห้งจัด
2. อย่าเตรียมดินโดยการไถพรวนจนละเอียดเป็นฝุ่น
3. เตรียมดินโดยใช้ไถจานกับไถหัวหมูสลับกันบ้าง
4. อย่าเผาใบอ้อย เพราะเป็นการทำให้อินทรียวัตถุ หมดไปอย่างรวดเร็ว
5. ควรเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน โดยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด หรือเศษของเหลือจากโรงงานน้ำตาล เช่น ชานอ้อย หรือกากตะกอนหม้อกรอง
* การปรับปรุงดินโดยการปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบ 
การปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบก่อนปลูกอ้อย นิยมปฏิบัติกันมานานแล้วในประเทศ ออสเตรเลีย ไต้หวัน และแอฟริกา ซึ่งมี วิธีการปฏิบัติดังนี้
1. เมื่อผลผลิตอ้อยตอ 3 ถึง ตอ 4 ลดลง ทำการไถรื้อตอ
2. หว่านเมล็ดโสนอัฟริกัน โสนอินเดีย ปอเทือง ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม หรือถั่วแปยี
3. หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน หรือเมื่อถั่วออกดอก ใช้จอบหมุนตีกลบ ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน
4. ทำการเตรียมดินปลูกอ้อยตามปกติ 

ราคาปุ๋ยเคมีalt

อ้อย,ปุ๋ยอ้อย,อ้อยตอ,อ้อยปลูก,อ้อยน้ำตาล,ปุ๋ยเคมี,ไร่อ้อย,น้ำอ้อย,โรคอ้อย,วิธีปลูกอ้อย,ใส่ปุ๋ยอ้อย

ที่มา กรมวิชาการเกษตร

 

 

ราคายางพารา หนองคาย รักบ้านเกิด พันธุ์ข้าวโพด สูตรปุ๋ยยางพาราเปิดกรีด อายุอ้อย4เดือน ปุ๋ยบำรุงต้นยางช่วงสามปี มันสำปะหลัง สูตรปุ๋ยให้ต้นยางใหญ่ใบใหญ่ อ้อยตอใส่ปุ๋ยสูตรใหน ปุ๋ยใส่อ้อยปลูกใหม่ การใส่ปุ๋ยยาง8ปี ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ปุ๋ยยางพารา สูตร 20-8-20 ใส่ยางพารา อายุ 4 ปี ดินกัยการปลูกอ้อยให้ได้มากๆ ตัวแทนจำหน่ายปุ๋ย ขายสวนยางพารา มันสำปะหลัง อ.ไชยโยค กาญ สูตรปุ๋ยยางพารา20-10-12 การปลูกมันสำปะหลัง โดยใช้พลัส100 ราคาปุ๋ยหมอข้าวม้าทองซิลิคอน การไส่ปุ๋ยมะนาว อ้อยและน้ําตาล อัตราใส่่ปุ๋ยยางกรีด ยางพาราขาดความชื้น ปุ๋ย ใส่อ้อย ราคามันสำปะหลัง ปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด ราคา สูตรปุ๋ยยางพารา ปุ๋ยบำรุงอ้อย การให้น้ําอ้อย
 

การใช้ปุ๋ยในกระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว

พันธุ์ พันธุ์ของกระเจี๊ยบเขียวเป็นพันธุ์ลูกผสมของบริษัทต่างๆ ที่นำมาให้เกษตรกรปลูกเพื่อส่งนอก บริษัทโดนามิค พันธุ์อินเดีย และพันธุ์ของส่วนราชการจากสถานีทดลองพืชสวนพิจิตร

การเตรียมดินไถดินตาก 7 วัน พรวนดิน ตีหลุม วิธีการปลูกเป็นการค้าของเกษตรกร ส่วนมากจะปลูกตามโควตาของบริษัท โดยปลูก ระหว่างต้นxระหว่างแถว 50x1 เมตร หลุมละ 2 ต้น โดยขุดหลุมไม่ต้องลึก กลบเมล็ดด้วยดินร่วนมากๆ โดยปลูกเป็นร่องหรือแถว

การให้น้ำกระเจี๊ยบเป็นพืชทนแล้งได้ดี แต่เมื่อปลูกเป็นการค้าต้องหมั่นให้น้ำสม่ำเสมอ จะให้ผลผลิตดี

การใส่ปุ๋ยกระเจี๊ยบเขียวจะให้ผลผลิตต้องใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 บ่อยๆ โดยใส่ไม่ต้องมากต่อครั้ง รดน้ำให้ชุ่ม หรือจะใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วยจะเป็นการดี

การเก็บเกี่ยวกระเจี๊ยบเขียว เมื่อติดฝักระยะเก็บส่งตลาดได้แล้ว ต้องเก็บทุกวัน เพราะฝักจะโตไวมาก หากข้ามวันฝักจะใหญ่แข็ง ตลาดไม่ต้องการ

โรคโรคที่สำคัญ คือ โรคใบไหม้ ควรพ่นด้วยคาเบนดาซิม แมนโดเซป

แมลงคือ เพลี้ยจักจั่น หนอนเจาะฝัก เพลี้ยไฟ ควรพ่นด้วย อิมิดาโดลพริด    คาร์โบซัลแฟน หรือไซเพอร์เมทริน ตามแบบที่ศัตรูระบาด

 

การใช้ปุ๋ยในกระชาย

กระชาย

พันธุ์กระชายหรือที่เรียกกันว่าโสมไทยมีอยู่ 3 ชนิด คือ กระชายดำ กระชายเหลือง (กระชายแกง) และกระชายแดง

การเตรียมดินเกษตรกรที่ปลูกกระชายเป็นการค้าจะทำการเตรียมดินโดยไถดินตากประมาณ 10 วันพรวนดิน ยกร่องแบบปลูกผัก ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 2 ตันต่อไร่ ใช้ระยะปลูกประมาณ ระหว่างต้น 10-15 เซนติเมตร และระหว่างแถว 20 เซนติเมตร โดยใช้เหง้าเป็นหัวพันธุ์

การปลูกนำเหง้ากระชายลงปลูกตามหลุมที่ขุดไว้โดยใช้จอบขุดตามระยะปลูกความลึกประมาณ 1 หน้าจอบ แล้วนำเหง้ากระชายดำที่ทำพันธุ์ลงปลูกในหลุม 1 เหง้าต่อหลุม กลบดิน คลุมด้วยฟางข้าวให้ทั่วทั้งแปลง รดน้ำให้ชุ่ม

การใส่ปุ๋ยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ เมื่อกระชายอายุได้ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อรากเริ่มสะสมอาหารอายุประมาณ 3-4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่

การให้น้ำกระชายต้องการน้ำมากในระยะก่อนแตกหน่อ และระยะรากสะสมอาหารควรพิจารณาให้น้ำอยู่เสมอ

การเก็บเกี่ยว เมื่อกระชายอายุได้ 7-8 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้โดยสังเกตที่ใบจะมีสีเหลือง ละต้นจะมีสีเหลืองและแห้งยุบลงมา ทำการขุดนำไปล้างน้ำ หักออกจากเหง้าคัดแยกขนาดบรรจุถุงส่งจำหน่าย  หรือขุดกระชายที่ยังไม่แก่ขายเป็นกระชายอ่อนในกรณีที่ตลาดต้องการ

โรค พบโรคใบไหม้ โรคใบจุด โรคหัวเน่า ฉีดพ่นด้วย แมนโคเซปโปรคลอราช

แมลง แมลงที่พบได้แก่ เพลี้ยอ่อน ตั๊กแตน  หนอนผีเสื้อกลางคืน ฉีดพ่นด้วย เซฟวิน และ อะบาเม็กติน

 
หน้า 2 จาก 16

ขอใบเสนอราคาปุ๋ยทุกสูตรได้ที่นี่

เอกสุพรรณ